แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผี แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2553

วิญญาณร้องไห้

ผมมีเพื่อนรุ่นพี่ชื่อโก้ อายุเกือบสี่สิบปีแล้วละครับ พี่โก้เป็นช่างอยู่ที่อู่ซ่อมรถยนต์ย่านรองเมือง มีครอบครัวน่ารักคือ พี่ดาว และลูกชายวัยสิบกว่าขวบอีกสองคน ดูๆ แล้วไม่ว่าใครก็บอกว่าพี่โก้มีชีวิตที่ "ลงตัว" ทั้งนั้น

ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่คนเสเพลเรื่องอื่นๆ แต่พี่โก้ก็มีจุดอ่อนอยู่ที่เป็นคนดื่มเหล้าจัด ชอบเฮฮากับเพื่อนฝูงเป็นประจำ บางทีก็ดึกดื่นค่อนคืนกว่าจะขับรถมาถึงบ้านที่สามแยกเตาปูน

บางทีวันเสาร์-อาทิตย์ ที่พี่โก้เคยบอกใครๆ ว่าจะยกให้เป็นวันของครอบครัวไม่ยอมออกไปดื่มเหล้าที่ไหนเด็ดขาด ถึงพี่โก้จะรักษาคำพูดแค่ไหนก็เถอะเอ้า แต่ส่วนมากมักจะมีมารผจญ...เอ๊ย! มีเพื่อนฝูงมาหา หอบเหล้าหอบกับแกล้มมาตั้งวงที่บ้านแกจนได้

เรื่องนี้ผมเห็นใจพี่โก้ครับ โธ่! เพื่อนฝูงอุตส่าห์มาหาถึงบ้านทั้งที ไม่รักใคร่กันจริงไม่นัดหมายกันมาหาหรอก พี่ดาวเคยบอกกับพ่อแม่ผมว่า ถือคติโบราณ...ใครมาถึงเรือนชานต้องต้อนรับ! กับยอมรับว่าเพื่อนๆ พี่โก้นิสัยดีกันทุกคน ไม่หยาบคายหรือทะลึ่งตึงตัง เมามายแค่ไหนก็ไม่เอะอะโวยวาย มีแต่จะพูดคุยกันสนุกสนาน ประเภทกินสลึงเมาบาทไม่มี

พี่โก้เองดูๆ ก็เป็นคนน่าแปลกสำหรับพวกเพื่อนบ้านเช่นกัน!

นั่นคือ เป็นคนหน้าตาปี หุ่นสูงโปร่ง ไม่มีลักษณะว่าหน้าฉุ พุงป่อง แถมมนุษยสัมพันธ์ยอดเยี่ยม ไม่ว่าใครๆ ก็ชอบทั้งนั้น...หลายๆ คนยังเคยออกปากว่า กินเหล้าเหมือนกินน้ำ ทำไมรักษาร่างกายได้ดียิ่งกว่าคนวัยเดียวที่ไม่ได้แตะต้องเครื่องดองของเมาซะด้วยซ้ำไป

ที่น่าแปลกอย่างต่อมาก็คือ พี่โก้ดื่มหนักมาราวสิบปีแล้ว แต่ไม่เคยเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ทั้งมากและน้อยแม้แต่ครั้งเดียว! ข้อสำคัญก็คือ...พี่โก้อดเหล้าเข้าพรรษาทุกปี!

อดจริงๆ จังๆ เคร่งครัดและใจคอเข้มแข็งขนาดที่ไม่ยอมแตะต้องเลย เพื่อนฝูงที่เมาตลอดปีตลอดชาติเคยหิ้วเหล้ามาโจ้ที่บ้าน พี่โก้กับพี่ดาวก็ต้อนรับขับสู้ ไม่ว่าเหล้า โซดา หรือกับแกล้มไม่ขาดตกบกพร่อง ใครอยากดวดดื่มเท่าไหร่ก็เชิญตามสบาย ส่วนพี่โก้ไม่แตะต้องเด็ดขาด...จนกว่าจะออกพรรษา

ตอนแรกๆ เพื่อนฝูงก็คะยั้นคะยอ ยั่วเย้าว่าอย่ามัวแต่ดื่มน้ำส้มน้ำหวานอยู่เลย เดี๋ยวก็เมาสลบ...เอาเหล้าซักแก้วสองแก้วดีกว่า แต่พี่โก้หัวเราะส่ายหน้าลูกเดียว พวกเพื่อนๆ เห็นว่าไร้ผลก็เลิกตื๊ออีกต่อไป

พวกที่อดเหล้าเข้าพรรษาจะน่ากลัวก็ตอนก่อนเข้าพรรษากับออกพรรษา เพราะจะดื่มเหล้ากันหัวราน้ำ ก่อนจะอดเหล้าเรียกว่า "ปิดก๊อก" ผ่านสามเดือนเริ่มดวดเหล้าใหม่เรียกว่า "เปิดก๊อก" หลายคนดื่มหนักชนิดไม่ยับยั้ง ถูกหามเข้าโรงพยาบาลไปหลายราย บางคนดวงขาดถึงกับตายคาขวดก็มี!

เหตุการณ์สยองขวัญอุบัติขึ้นตอนจะเข้าพรรษานี่เองครับ!

พี่โก้กับเพื่อนที่ "บวชเหล้า" สามเดือนตรงกัน กระทำพิธีปิดก๊อกล่วงหน้าขนานใหญ่มาราวสิบวันได้ ถึงจะขับรถกลับบ้านดึกหน่อยก็ไม่เคยเกิดอุบัติเหตุ บางคืนกลับมาแล้วก็เปิดเหล้าบรรเลงน้ำเมาคนเดียวจนฟุบคาโต๊ะไปเลย

คืนนั้นเป็นคืนสุดท้ายแล้ว...ราวห้าทุ่มเศษฝนกำลังตกพรำๆ ก็เกิดเสียงโครมสนั่นกลางซอย เล่นเอาชาวบ้านแตกตื่นกันออกไปดู...ภาพที่เห็นคือรถยนต์ของพี่โก้ชนเสาไฟฟ้าพังยับเยิน ตัวเองออกจากรถมาอาเจียนโอ๊กอ๊าก...เดินโซซัดโซเซพลางคายของเก่าน่าขนลุก มุ่งหน้าไปบ้านที่อยู่ไม่ไกลนัก...พี่ดาววิ่งลงมาเปิดประตูก็พอดีพี่โก้ฟุบฮวบลงสิ้นใจตาย!

ไม่มีใครรู้แน่ว่าพี่โก้ตายเพราะอุบัติเหตุ หรือเพราะดื่มเหล้ามากเกินไป?

แต่ที่แน่ๆ ก็คือ หลังจากเผาศพแกที่วัดเซิงหวายไปได้สามคืน...วิญญาณของพี่โก้ก็มาปรากฏที่แดนตายของแกทันที!

ตอนดึกๆ ได้ยินเสียงหมาหอนโจ๋วมาจากปากซอย บางคนนึกถึงพี่โจ้ก็ขนลุกซ่า บางคนก็ยืนยันว่าแว่วเสียงรถยนต์ของแกแล่นเข้าซอยมาช้าๆ แต่ที่ชาวบ้านหลายคนได้ยินตรงกันก็คือเสียงอาเจียนโอ๊กอ๊ากน่ากลัว ตอนแรกๆ ยังมีคนพาซื่อคิดว่าใครในซอยเมามายขนาดหนักเพิ่งจะตุปัดตุเป๋กลับบ้าน

คืนหนึ่ง ผมได้ยินเสียงพี่ดาวร้องกรี๊ดๆ อยู่ที่หน้าต่างชั้นบน ครั้นลุกไปชะโงกหน้าดูก็เย็นวาบไปทั้งตัวเมื่อเห็นใครคนหนึ่งยืนเกาะรั้วเงยหน้ามอง...หน้าตาซีดเซียวของพี่โจ้นั่นเองที่ขาวซีดอยู่ในแสงไฟ ดูเหมือนจะมีน้ำตาไหลรินลงมาตามร่องแก้มเป็นทางยาว

เสียงหมาหอนโหยหวนน่าสยองขวัญ แต่ภาพใบหน้านั้นก็ทำให้หัวใจตีบตื้นด้วยความเวทนา หลุดปากออกมาว่า...โธ่! พี่โก้...ไม่น่าเลย...

ลมเย็นเฉียบกระโชกวูบ พัดร่างนั้นให้วูบวับดับหาย...เหลือแต่เสียงสะอึกสะอื้นด้วยความทุกข์ทรมาน ก่อนจะจางหายไปกับสายลม...

วันพฤหัสบดีที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2553

กินเหล้ากับผี

เรื่องมีอยู่ว่าคนเป็นทหารรุ่นพี่ผมเป็นรุ่นน้องค่อนข้างสนิทกันคับ วันนั้นเป็นวันศุกร์คับทุกคนจะกลับวันเสาร์อาทิตย์แต่พี่คนนั้นเค้ากลับช้า เพราะเข้าเวรอยู่คับทุกอาทิตย์ผมจะนอนคนเดียวตลอดคับน่ากลัวมากคับตึก 2 ชั้นนอนคนเดียวแล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นคับแก

โดนรถเก๋งชนเค้าเต็มๆคับแล้วลากไปไกลประมาณ 10-20เมตรได้คับ แล้วคืนนั้นเค้าก็มาหาเพื่อนๆเค้าที่โรงนอนซึ่งเป็นคืนวันอาทิย์คับทีแกมาหา เพื่อนแกมาแบบวิญญาณคับมาเข่ยาสเตียงคับแต่เพื่อนเค้าก้ไม่รู้เค้าคิดว่าคน อื่นมาแกล้งเลยย้ายเตียงไปนอนกับเพื่อนคับและเช้าจ่าก็มาบอกว่าแบบตายและผม แทบช็อก

ผมลืมบอกไปคับที่แกไม่มาหาผมเพระแกรู่ว่าผมกลัวผีมากคับต่อนะคับ พอแกตายตกตอนเย็นผมก็ไปงานศพแกและพอไปถึงผมก็ตกใจมากคับเพราะแม่เค้าบอกว่า เด๋วไปตามพี่เค้ามาให้งงสิคับตายแล้วหนิและๆๆๆแล้วไปตามใคร

คืองี้คับแกเข้าเมียเป็นซื่อกลางคับแกไปกราบขอเจ้าอาวาสคับฟังแล้วไม่น่า เชื่อใช่มั้ยคับแล้วแกจะให้เห็นฉะเพาะครอบครัวแกคับและตอนนี้แหล่ะคับผมจะ ช็อกตายเอาคับตอนที่นั่งกินข้านเป็นโต๊ะยาวคับ ผมนั่งตรงปลายโลงศพแก

พอดีผมรู่สึกว่ามีคนมาเตะขาเก้าอี้ผมๆเลยด่าเพื่อนว่าเมิงเล่นไรว้ะ เพื่อนบอกกูป่าวผมเลยเขยิบเก้าอี้ออกมาอีกถ้ามันแกล้งอีกผมจะเห็นขามันเต็ม คิดยังไม่จบเท่านั้นแหล่ะคับจานชามกระเด็นไปคนละทางทุกคนตกใจมากผมวิ่งไปหัว โต๊ะหารุ่นพี่อีกคนพอไปถึงปุ๊ปก็มีมือเย็นๆมาจับแล้วพูดว่า ขอโทดคำไม่สุภาพ

มึงกลัวเหี้ยอะไรมึงกลัวกูหรอกูพี่มึงนะโอ้โหแม่เจ้าผมจะช็อกตายพี่แกมาเข้า เมียหลังจากที่เตะเก้าอี้ผมแล้วผมบอกว่าพี่ปล่อยผมนะพี่ผมกลัวรุ่นพี่อีกคน บอกว่าไอ้โอ๋มึงนั่นลงผมชื่อโอ๋คับ แล้วผมก็ใจดีสู้เสือคับแกบอกว่าแกเป็นห่วงผมกลัวคนมารังแกผม

ผมเลยบอกว่าผมจะบาชให้แกดีใจมากคับและผมไม่เคยบวชให้ใครด้วยคับ



เรื่องเล่าจาก shockfmclub.com

วันจันทร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2553

เรื่องเล่าจากงานศพ

เรื่องนี้พึ่งเกิดกับตัวดิฉันเองค่ะ พอดีวันนั้นเพื่อนสนิทของดิฉันโทรมาบอกว่าพ่อของเธอเสียชีวิต ดิฉันจึงรีบไปงานศพทันทีเลยค่ะในเย็นวันนั้น ดิฉันขอเท้าความนิดนึงคือภายในเดือนนี้ดิฉันได้เดินสายไปงานศพประมาณ 5 ที่ ค่ะ ส่วนตัวดิฉันแล้วการไปงานศพถือเป็นเรื่องที่ดิฉันอยากจะเลี่ยงมากค่ะเพราะไม่ทราบว่าคิดไปเองหรือเปล่าคือกลับจากงานศพทีไรก็มีเรื่องให้เดือดร้อนหรือเรื่องแปลก ๆ ทุกทีไปค่ะ เล่าต่อนะคะ พอถึงงานศพแล้วดิฉันก็เข้าไปไหว้ศพโดยทางเจ้าภาพไม่ให้จุดธูปค่ะ ไม่ทราบว่าเพราะอะไร เค้าจุดแต่ธูปจีนแท่งใหญ่ไว้อันเดียวค่ะ บรรยากาศก็เป็นไปอย่างเหงา ๆ เศร้าบอกไม่ถูกจนพระสวดจบ ดิฉันจึงลากลับไปพักผ่อนที่บ้านเพื่อนย่านรัตนาธิเบศน์ พอมาถึงบ้านด้วยความอ่อนเพลียดิฉันรีบอาบน้ำและเข้านอนทันทีค่ะ คือเหนื่อยจนตาลืมไม่ขึ้นเพราะขับรถทั้งวันค่ะ เพื่อนดิฉันก็นอนข้าง ๆ บ้านของเพื่อนดิฉันเป็นทาวน์เฮาส์ 2 ชั้น โดยเรานอนกันข้างล่างค่ะ คืนนั้นเป็นอย่างไรไม่ทราบ นอนไม่หลับกระสับกระส่ายทั้งคืน แต่รับรู้ได้ว่ามีบางสิ่งบางอย่างพยายามสื่อให้เรารู้ว่าเค้ามีตัวตัว คือจิตเราจับสัมผัสได้ว่า ตัวเค้าเป็นเจ้าที่อยู่ ณ ที่นี้ ให้เราบอกเจ้าเพื่อนของเราด้วยว่าตั้งศาลให้เค้าทีแล้วชีวิตจะดีขึ้น สื่อกันได้สักพัก ก็รู้สึกว่ามีอีกตนหนึ่งมายืนอยู่ตรงหน้าเลย กลิ่นธูปแรงมากอันนี้รู้เลยว่าเป็นพ่อของเพื่อนที่เราพื่งไปงานศพมาคงมาส่ง ก็สื่อกลับไปว่าพ่อไม่ต้องเป็นห่วงเราปลอดภัยแล้วบอกด้วยจิตแค่นั้นกลิ่นธูปหายไปเลย กลับมาทางฝั่งเจ้าที่ ท่านเป็นผู้ชาย ตาดุมากจะบอกว่าดิฉันไม่ได้ลืมตา และก็ไม่ได้หลับค่ะ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างอ่านได้จากจิตค่ะ เช้ามาดิฉันเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้เพื่อนฟัง และชี้ตำแหน่งที่เค้าอยู่ให้เพื่อนทราบแต่เพื่อนของดิฉันหาว่าดิฉันไร้สาระ คิดไปเอง ดิฉันก็บอกไปว่าไม่เป็นไรเดี๋ยวก็เชื่อเอง จนผ่านมา เมื่ออาทิตย์ก่อนเพื่อดิฉันคนนี้โทรมาบอกว่าเกิดอุบัติเหตุรถชนกับแท่งปูนค่ะยุบไปครึ่งคัน ซึ่งก่อนหน้านั้นรถคันนี้เคยเกิดการควำมาแล้วพึ่งออกจากอู่มาไม่ถึง 2 อาทิตย์ ก็ต้องเข้าอู่ใหม่ ดิฉันจึงบอกเพื่อนไปว่าเคยบอกแล้วใช่ไหม แต่ไม่เคยเชื่อสักอย่าง แล้วมาเมื่อวานนี้ค่ะ เค้าโทรมาบอกว่าเค้าเชื่อแล้ว ดิฉันถามว่าทำไมอยู่ ๆ ถึงเชื่อขึ้นมา เค้าบอกว่าเจ้าของบ้านที่เค้ามาเช่าบ้านอยู่เค้ามาหา เพื่อนดิฉันจึงสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับบ้านหลังนี้จากเจ้าของบ้านค่ะ เชื่อไหมคะ เจ้าของบ้านบอกตรงกับดิฉันทุกอย่างเลยค่ะ ว่าเจ้าที่ตนนี้เป็นผู้ชาย แลดุร้าย และสถิตย์อยู่บนห้องชั้นบน ด้านในค่ะ เพื่อนดิฉันจึงขอโทษเป็นการใหญ่ และไม่กล้าลบหลู่อีกต่อไปเลยค่ะ

ด้วยความปากพร่อย

พี่สาวเป็นคนพบเจอแล้วกลับมาเล่าให้ฟังค่ะเรื่องมีอยู่ว่าพี่สาวไปทานเหล้ากับแฟนเค้า เพื่อนพี่สาว และแฟนเพื่อน ซึ่งสนิทกันค่ะ ร้านเหล้าร้านนี้ดังพอสมควร ถ้าบอกชื่อหลายคนน่าจะรู้จัก ร้านนี้จะอยู่ริมถนนค่ะ



แต่ที่จอดรถจะอยู่ในซอยลึกพอสมควรพอจอดรถเสร็จก็ต้องเดินออกมาที่ร้าน ทางที่เดินออกมาก็จะมีบ้านคน หลังใหญ่ มีฐานะอยู่เรียงรายในซอย แต่ว่าทางที่เดินจะมืดไม่ค่อยสว่างมากนักพี่สาวกับเพื่อนก็เดินคุยกันมาจนใกล้ถึงร้าน



จะมีบ้านหลังหนึ่งมีบริเวณกว้าง แต่เป็นบ้านร้าง แฟนเพื่อนก็เลยพูขึ้นว่า " ดูบ้านหลังนี้ดิ เก่าโทรมเชียว บ้านในซอยนี้มีแต่หลังใหญ่ๆกันทั้งนั้น ถ้ากูเป็นเจ้าของบ้านนะ กูขายให้เจ้าของร้านเหล้าแล้ว จะได้เอาเงินไปซื้อบ้านใหม่



สวยๆดีกว่า เก็บไว้ทำไมวะ เก่าจะตาย "พี่สาวกับเพื่อนก็เออออด้วย พี่สาวก็เสริมว่า ใช่ ถ้าเค้าขายนะ ร้านจะได้เอาไปทำที่จอดรถ ลูกค้าจะได้ไม่ต้องเข้าไปจอดรถไกลเสร็จก็เดินถึงร้าน พอเข้าไปนั่งที่ร้าน (ไปกันทั้งหมด 4คนนะค่ะ )



เด็กที่ร้านก็เดินมา เอาแก้วมาวางไว้ 5 ใบ พี่สาวก็มองแต่ก็ไม่ว่าอะไร ก็เดินไปเข้าห้องน้ำ เสร็จพอสั่งข้าวมาทาน เด็กที่ร้านก็เอาจานมาวาง 5 ใบ พี่สาวก็เลยถามเด็กในร้านว่า "น้องค่ะ พี่มากันแค่ 4 คนนะค่ะ



นองเอาแก้วกับจานมาให้พี่เกินค่ะ" เด็ในร้านก็บอกว่า " อ้าวพี่ ผมเห็นมา 5 นะครับ ก็มีพี่ผู้หญิงผมยาวอีกคนไง เค้าเดินมานั่งพร้อมะเลยตรงนี้นะ" แล้วเค้าก็ชี้ไปที่เก้าอี้ตัวที่ว่างอยู่ พี่สาวกับเพื่อนก็มองหน้ากัน บอกไม่มี พี่มากันแค่ 4 คน



พี่สาวบอกในใจคิดว่าต้องมีไรแน่นอน ไม่งั้นเด็กคงไม่เห็นคนเดินมาด้วยอีกคน พอกินกันจนจะกลับบ้านแล้วเจ้าของร้านก็เดินเข้ามาคุยด้วย ก็ไม่มีใครถามเรื่องบ้านหลังนั้น อยู่ดีๆเจ้าของร้านก็พูดเรื่องบ้านหลังนั้นขึ้นมาว่า



" เนี่ยจริงๆนะผมอยากซื้อบ้านหลังนี้เอามาทำที่จอดรถครับ แต่ว่าเจ้าของบ้านไม่ยอมขาย เพราะว่าลูกสาวแกรักบ้านหลังนี้มาก " แฟนเพื่อนก็เลยถามว่า อ้าวรักมากทำไมถึงไม่อยู่ละครับ ปล่อยบ้านโทรมทำไม



เจ้าของร้านจึงเล่าให้ฟังว่า " ลูกสาวแกตายไปแล้วนะครับ(หนูจำไม่ได้ว่าตายเพราะอะไรนะค่ะ) ลูกแกรักบ้านหลังนี้แกเลยไม่ยอมขาย และแกก็ย้ายไปอยู่ที่อื่นแล้ว ปล่อยบ้านทิ้งไว้แบบนี้ " แฟนเพื่อนเลยถามว่าลูกสาวแกไว้ผมยาวป่าวครับ



เจ้าของร้านหันมามองหน้าแล้วบอกว่าทำไมคุณรู้ละ ลูกสาวแกผมยาว แกเคยเอารูปให้ดู หน้าตาดีด้วยครับ พอเล่าเรื่องนี้จบ เจ้าของร้านก็เดินกลับไปพอตอนเดินผ่านบ้านหลังนี้ ทั้งพี่สาว แฟนพี่สาว เพื่อน และแฟนเพื่อนต่างยกมือไหว้ขอโทษกันใหญ่



กลัวว่าเค้าจะตามกลับมาด้วยเสร็จพอขับรถออกมาก็เลยแวะไปนั่งหมู่บ้านสัมมากรกัน เพราะว่ายังมีเหล้าเหลือในรถ ก็กะจะมานั่งกินกันที่บึงต่อเพื่อนพี่สาวกับแฟนเค้านั่งตรงข้ามพี่สาว ส่วนแฟนพี่สาวนั่งฝั่งเดียวกันค่ะ ก็นั่งคุยกันเรื่องนั้นเรื่องนี้



สักพักพี่สาวก็เห็นเพื่อน หน้าซีด เหมือนตกใจอะไร แล้วก็หันไปถามแฟนว่า เห็นเหมือนฉันมั๊ย แฟนเค้าก็พยักหน้าแล้วบอกว่ากลับกันเถอะพี่สาวก็งง เพราะกินกันไปนิดเดียวเองแต่ก็กลับ ระหว่างนั่งรถกลับมาพี่สาวก็ถามว่ามีไรป่าว ทำไมรีบกลับ



เพื่อนบอกว่าถึงบ้านแล้วค่อยเล่าพอถึงบ้านพี่สาว เพื่อนก็รีบเดินเข้าบ้าน แล้วตรงหิ้งบูชาพระ แล้วบอก ยืมก่อนนะเดี๋ยวเอามาคืน พี่สาวถามว่ามีอะไร เค้าบอกว่าตอนที่นั่งกินเหล้าที่บึงตรงสัมมากระอะ กรูเห็นหน้ามึงตอนที่มึงหัวเราะ ปากมึงกว้างขึ้นเรื่อยๆจนถึงหูเลย



กรูนึกว่ากรูตาฝาด กรูเลยถามแฟนกรูว่าเห็นมั๊ย แฟนกรูก็เห็นเหมือนกรู กรูรับรองว่ากรูไม่เมา ถ้ากรูเมา กรูขับรถตามมึงมาไม่ได้หรอก



พี่สาวก็ตกใจ ก็เลยพากันหลอนหมด เพื่อนกับแฟนเพื่อนก็รีบกลับบ้านโดยยืมพระที่หิ้งพระกลับไปด้วยเรื่องก็มีเท่านี้ค่ะ

วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ซาเล้งจากปรโลก

พิไลพร" เล่าเรื่องขนหัวลุกจากคลองประปา

ดิฉันเคยเห็นและเคยได้ยินเสียงพวกซาเล้ง หรือเจ๊กขายขวดมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ ที่อยู่ดินแดนมาจนขึ้นใจ และเคยนำมาล้อเล่นกับเพื่อนฝูงอยู่บ่อยๆ ด้วยความสนุกสนานตามประสาเด็ก

"มีขวกมาขายโอ๊ย! มีขวก มีเสกเหล็ก มีกาดาดหนัง สือพิมพ์มาขายโอ๊ย!"

จนกระทั่งเติบโตและมีครอบครัว ย้ายมาอยู่ที่หมู่บ้านแถวๆ ริมคลองประปาก็ยังมีซาเล้งทั้งชายและหญิง หนุ่มและแก่ถีบรถเข้ามาในหมู่บ้าน ดีดกระดิ่งบ้าง ร้องเสียงดังไปสามบ้านแปดบ้านบ้าง

"มีขวดมาขาย มีกระดาษเก่ามาขาย..."

แต่ละบ้านล้วนมีกระดาษหนังสือพิมพ์ กล่องนมและกล่องทิชชูไปจนถึงขวดน้ำพลาสติก เป็นลำไพ่ก็มี เป็นการระบายขยะรกบ้านก็มี ดิฉันเองน่ะยกขวดเปล่าให้ซาเล้งเจ้าประจำไปเลย จะคิดเงินบ้างก็เฉพาะหนังสือพิมพ์เก่าและกล่องเปล่าเท่านั้นแหละค่ะ

เพื่อนบ้านบางคนก็มาบอกด้วยความหวังดีว่าพวกซาเล้งมักโกงตาชั่ง ระวังให้ดี! แต่ดิฉันหัวเราะเฉยเสีย...เขาจนกว่าเราค่ะ!

ขาประจำของดิฉันคือจีนชรารูปร่างผ่ายผอม ผิวเหี่ยวย่น ผมขาวโพลนชอบสวมหมวกแก๊ปสีแดง ฟันฟางแทบจะหมดปากแล้ว พวกซาเล้งคันอื่นๆ มาแต่เช้า หรือไม่ก็ตอนบ่ายจัด แต่ตาแป๊ะที่ว่ามักมาตอนเย็นๆ ได้ยินเสียงกระดิ่งของแกก็จำได้ทันที

ส่วนมากจะมาตอนบ่ายๆ วันเสาร์หรืออาทิตย์ที่ดิฉันหยุดงานอยู่กับบ้าน

ต่อมา มีข่าวว่าซาเล้งบางคนทำตัวเป็นมิจฉาชีพ หรือไม่ก็คนร้ายปลอมเป็นซาเล้ง เห็นบ้านไหนไม่มีใครอยู่ก็ฉวยโอกาสเข้าไปหยิบฉวยข้าวของมีค่า จนถึงกับบุกรุกเข้าไปจี้เจ้าของบ้านก็มี!

เมื่อเรื่องนี้หนาหูขึ้น ทางหมู่บ้านก็ติดป้ายห้ามซาเล้งเข้าไปเด็ดขาด...ตาแป๊ะซึ่งเป็นเจ้าประจำของดิฉันก็เลยหายหน้าไป

อันที่จริงก็ไม่ถึงกับเดือดร้อนหรอกค่ะ เพราะคนในหมู่บ้านต้องทิ้งขยะทุกวันอยู่แล้ว ตรงหัวมุมซอยบ้านดิฉันมีถังขยะขนาดใหญ่ของ กทม.ถึง 3 ถัง สำหรับแยกประเภทขยะเปียก ขยะรีไซเคิลและขยะอันตราย แต่ส่วนมากก็ทิ้งกันมั่วตามนิสัยตามใจคือไทยแท้!

หลังจากไม่มีซาเล้งเข้ามาในหมู่บ้านราวเดือนเศษ ดิฉันก็พบกับเรื่องแปลกประหลาดที่ชวนให้ขนหัวลุก

คืนหนึ่ง ดิฉันกำลังเคลิ้มหลับอยู่กับสามีและลูกชายวัยสามขวบ ก็มีเสียงคุ้นหูดังแว่วเข้ามาจนลืมตาตื่น นึกทบทวนว่าได้ยินเสียงอะไรกันแน่?

ครู่เดียว เสียงนั้นก็ดังขึ้นจนได้ยินชัดเจน เสียงกระดิ่งของซาเล้งค่ะ!

ตอนแรกดิฉันยังงุนงงอยู่ อาจจะเป็นเพิ่งจะงัวเงียขึ้นมาก็เป็นได้ สงสัยอยู่ว่า ทำไมซาเล้งถึงได้เข้ามาตอนดึกๆ ดื่นๆ แบบนี้นะ? แต่พริบตาต่อมาก็นึกขึ้นได้ว่า...เขาห้ามซาเล้งเข้าหมู่บ้านแล้วนี่นา! เกือบจะเป็นเวลาเดียวกันนั่นเองที่ดิฉันจำได้ว่าเสียงกระดิ่งอันคุ้นเคยหู ก็คือกระดิ่งของตาแป๊ะขาประจำนั่นเอง!

แกอาจจะเล็ดลอดยามเข้ามาก็เป็นได้? แต่ทำไมถึงมาเอาป่านนี้? หรือว่าแกมีบ้านช่องอยู่ในละแวกนั้น? ขณะที่เสียงกระดิ่งค่อยๆ ห่างไกลเข้าไปด้านใน จนกระทั่งเงียบหายไป....

แต่ขณะที่กำลังจะเคลิ้มหลับต่อ เสียงแว่วๆ ของกระดิ่งอันเดิมก็ดังใกล้เข้ามา ท่ามกลางความเงียบเชียบเยือกเย็น ใกล้เข้ามา...ใกล้เข้ามาทุกที!

วูบหนึ่ง ดิฉันรู้สึกหนาวสะท้านไปถึงหัวใจด้วยความหวาดระแวงบางอย่าง...พอดีเสียงกระดิ่งคุ้นหูมาดังขึ้นหน้าบ้าน....ดังอยู่เช่นนั้นและไม่มีวี่แววว่าจะห่างออกไปเลย

ปากคอแห้งผากเป็นผุยผงไปหมด แต่ความอยากรู้อยากเห็นมีมากกว่าทำให้ลุกจากเตียงไปแหวกม่านหน้าต่าง มองผ่านมุ้งลวดออกไปยังถนนซอยหน้าบ้านที่มีแสงไฟฟ้าส่องให้เห็นรถซาเล้งคันนั้น...ตาแป๊ะสวมหมวกแก๊ปแดงคนนั้น กำลังเงยหน้ามองขึ้นมา

ดิฉันชาวาบไปทั้งตัว เข่าอ่อนแทบจะล้มแผละลง ทั้งๆ ที่เป็นใบหน้าอันคุ้นเคย นัยน์ตาเบิกค้างมองดูใบหน้าเหี่ยวย่นยิ้มเศร้าๆ ก่อนจะโบกมือเหี่ยวแห้งเหมือนจะกล่าวคำอำลา....ซาเล้งคันนั้นจะค่อยๆ เคลื่อนห่างหายลับไปจากแสงไฟและม่านน้ำตาของดิฉันเอง!

ขนหัวลุก-ใบหนาด

วันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ลาตาย

แก้ว" เล่าประสบการณ์ขนหัวลุกจากปิ่นเกล้า

ดิฉันเคยได้ยินเรื่องลางสังหรณ์มาพอสมควร เช่น ฝันร้ายในคืนก่อนเดินทางว่าประสบอุบัติเหตุร้ายแรง เกิดความหวาดกลัวจนไม่กล้าไปเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อนๆ ปรากฏว่าเกิดอุบัติเหตุจนถึงบาดเจ็บและล้มตาย เป็นต้น

ส่วนลางสังหรณ์ของผู้อื่นก็คือ เห็นคนรู้จักกันเดินมาตอนกลางวันแสกๆ แต่ไม่มีเงาบ้าง หรือมีเงาแต่หัวขาดบ้าง จะทักก็ไม่กล้าเพราะกลัวว่าจะถูกโกรธเคือง ทั้งๆ ที่มีเคล็ดว่าถ้าทักแล้วจะทำให้คนถูกทักพ้นเคราะห์

ในที่สุดคนที่ไม่มีเงาก็มีอันต้องเสียชีวิตไปจริงๆ ส่วนมากมักจะเป็นอุบัติเหตุค่ะ

ดิฉันเองเคยประสบกับเรื่องทำนองนี้มาแล้วเมื่อราว 4-5 ปีก่อน แต่ยังจดจำได้แม่นยำไม่มีวันลืมเลือน!

ขณะนั้นดิฉันเปิดร้านเสริมสวยเล็กๆ อยู่แถวปิ่นเกล้า เป็นย่านที่มีผู้คนพลุกพล่าน เพราะมีทั้งศูนย์การค้า บาร์คาราโอเกะ โรงนวดแผนโบราณและคาเฟ่ มีหอพักหรือห้องแบ่งเช่ามากมาย คนเช่ามักจะทำงานสถานบริการ ส่วนหนึ่งก็เป็นลูกค้าขาประจำของดิฉันด้วย

"นุช" เป็นนักร้องคาเฟ่วัยต้นยี่สิบ รูปร่างสูงโปร่ง ผิวขาว หน้าตาสะสวย มักจะติดรอยยิ้มอย่างอารมณ์ดีเสมอ นิสัยช่างพูดช่างคุย กิริยามรรยาทก็สุภาพเรียบร้อย ก่อนไปทำงานมักจะมาสระผมที่ร้านดิฉันเกือบทุกวัน

เธอเล่าว่าเป็นคนปราณบุรี มักจะหาโอกาสกลับบ้านไปเยี่ยมพ่อแม่เป็นประจำ...โดยเฉพาะปีใหม่กับสงกรานต์จะไม่ละเว้นเด็ดขาด!

บางวันก็มีแฟนอายุไล่เลี่ยกันขี่รถมอเตอร์ไซค์มารับกลับไปห้องเช่า อาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็ขับรถไปส่งที่คาเฟ่ ส่วนขากลับนุชจะนั่งตุ๊กๆ กลับเอง เธอเคยเล่าว่าแฟนที่ชื่อวินต้องพักผ่อนเพราะต้องไปทำงานตอนเช้า

เหตุการณ์น่าขนหัวลุกเกิดขึ้นตอนใกล้ปีใหม่นั่นเอง!

นุชมาสระผมที่ร้าน สังเกตดูหน้าเศร้าๆ ท่าทางหงอยเหงา ไม่ช่างพูดช่างคุยเหมือนเคย ดิฉันลองไต่ถามดูก็รู้สาเหตุว่าผู้จัดการไม่ยอมให้ลางาน เพราะปีใหม่แขกเยอะ นุชเองก็ได้ชื่อว่าเป็นนักร้องเจ้าเสน่ห์ หรือระดับดาราที่เรียกแขกได้ดีคนหนึ่ง

"คาเฟ่อื่นที่นุชเคยร้องเพลงก็ไม่เคยมีปัญหา" เธอพูดพร้อมกับทำตาแดงๆ "แต่ที่นี่ถึงกับบอกว่าถ้าไม่มาทำงานตอนปีใหม่ก็ลาออกไปเลย...ออกก็ออกซีคะ! คาเฟ่อื่นๆ ก็ยังมี"

"ถ้าตัดสินใจได้แล้วจะทำหน้าเศร้าทำไมล่ะ?"

"นุชเสียใจที่เคยบอกปัดที่อื่นไปน่ะซีคะ ทั้งๆ ที่เขายืนยันว่าจะลาหยุดเมื่อไหร่ก็ได้ตามใจชอบ ไม่ว่าลอยกระทง สงกรานต์หรือปีใหม่ก็ไม่มีปัญหา...แต่ที่นี่คิดจะเรียกแขกลูกเดียว เอาจับฉลากของขวัญมาล่อ แล้วบังคับนักร้อง"

ดิฉันเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยเต็มที เพราะนักร้องสวยๆ แถมน่ารักอย่างนุชไม่มีวันตกงานง่ายๆ เป็นแน่...

หลังจากสระไดร์ ทำเล็บเท้าเล็บมือเสร็จ นุชก็ยกมือไหว้ล่ำลา อวยพรปีใหม่ให้กันและกันเสร็จสรรพ...จู่ๆ เธอก็อยากนวดหน้าที่ไม่เคยทำมาก่อน ดิฉันเแซวว่า กลับบ้านคราวนี้พ่อแม่คงจะจำลูกสาวแทบไม่ได้ เพราะสวยกว่าเดิมจนผิดหูผิดตา!

พอดีมีลูกค้าขาประจำที่เป็นแม่บ้านเข้าร้านมา 2-3 คน นุชยกมือไหว้ สวัสดีปีใหม่ พวกคุณป้าคุณน้าก็อวยชัยให้พรเธอ...พอดีมีเสียงแตรดังขึ้นเบาๆ วินนั่นเองที่มารับแฟนตามเคย...นุชทำท่าจะออกจากร้านแล้ว แต่กลับหันมายกมือไหว้ ล่ำลาดิฉันอีกครั้ง

...คงใจลอยหรือดีใจที่เห็นหน้าคนรักก็ไม่ทราบ ที่ทำให้นุชมาไหว้ลาดิฉันซ้ำสอง

ก่อนจะปิดร้านคืนนั้น นุชก็ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์วินมาแวะอำลาดิฉันที่ร้านอีก...บอกว่าวินจะไปส่ง ขึ้นรถที่ท่าพระ แถมยกมือไหว้ลาทุกๆ คน ทั้งที่รู้จักและไม่รู้จัก...ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่าร้านเราเป็นทาง ผ่าน...จนกระทั่งขึ้นไปซ้อนท้ายแล้วนุชยังหันมาโบกมือพลางยิ้มหวาน

"ลาก่อนนะคะพี่แก้ว สวัสดีปีใหม่ค่ะ ลาก่อน..."

รถแล่นตะบึงไปทางปากซอย ดิฉันขนลุกซ่าไปทั้งตัว เสียววาบไปถึงหัวใจ ม่านตาพร่าพรายไปครู่ใหญ่...ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสาเหตุเกิดจากอะไรแน่?

วันรุ่งขึ้นก็ได้รับข่าวร้ายว่านุชไปไม่ถึงบ้านเกิดที่ปราณบุรี...ไปไม่ถึง สถานีขนส่งสายใต้ด้วยซ้ำ เพราะรถมอเตอร์ไซค์ของหนุ่มสาวคู่นั้นชนท้ายรถเมล์จนเสียชีวิตคาที่ทั้งสอง คน

การล่ำลาซ้ำแล้วซ้ำเล่าของนุชจะถือว่าเป็นลางมรณะได้ไหมคะ? แต่ดิฉันนึกแล้วขนหัวลุกค่ะ


ขอบคุณเรื่องเล่าจากข่าวสด

ห้องน้ำปั้มน้ำมัน

ก่อนจะเล่าเรื่องนี้ ดิฉันต้องขอบอกว่าตัวเองเป็นคนกลัวผีมากที่สุด แต่ไม่เคยเจอแบบจังๆ นะคะ จะมีบ้างก็แค่ฝันหรือไม่ก็ผีอำ ซึ่งดิฉันไม่ค่อยเชื่อหรอกว่าเป็นผีจริงๆ คือถ้าคิดตามหลักวิทยาศาสตร์แล้วท่านว่าการถูกผีอำนั้นเกิดจากเลือดลมเดินไม่สะดวก

ดิฉันคิดว่าตัวเองยิ่งแก่ก็ยิ่งกลัวผี แปลกดีไหมล่ะคะ? ไม่อยากเชื่อว่าผีมีจริง แต่กลัวผีขึ้นสมองเลยละ! เมื่อตอนสาวๆ ดิฉันนอนคนเดียวได้สบายมาก แม้แต่ตอนไปดูงานถึงยุโรป ต้องนอนพักคนเดียวในโรงแรม ดิฉันก็ดับไฟนอนได้โดยไม่คิดอะไรมาก แต่ตอนนี้ซิคะ อายุสี่สิบปลาย มีลูกชายกำลังจะวัยรุ่นสองคนแล้ว ดิฉันกลับขี้ขลาดกว่าแต่ก่อน

ยังสงสัยตัวเองว่า ทำไมตอนนี้นอนคนเดียวไม่ได้ อยู่บ้านคนเดียวก็ไม่กล้า มันกลัวไปหมด สามีกับลูกไม่เข้าใจหรอกค่ะ เขาหัวเราะไม่เชื่อว่าดิฉันกลัวจนเป็นทุกข์เหลือเกิน เวลาที่พ่อลูกเขาออกไปเที่ยวข้างนอกกันแล้วกลับดึกๆ น่ะ ทรมานจริงๆ

คุณแม่ดิฉันบอกว่ามันอาจจะเป็นอาการของผู้หญิงใกล้จะวัย "เลือดจะไปลมจะมา" อาการเมนโนพอสหรือใกล้หมดประจำเดือนก็มักจะกลัวไม่มีเหตุผล

ไม่อยากได้ชื่อว่าเป็นคนขี้ขลาดตาขาวเลยค่ะ แต่ทำไงได้ คืนไหนสามีไปต่างจังหวัดก็ต้องลากลูกๆ มานอนเป็นเพื่อน

เมื่อเดือนเมษายนนี่เอง เราไปเที่ยวหัวหินกันค่ะ เช่ารถตู้ไปจะได้ไปกันหลายๆ คน มีครอบครัวเรา และเลขาฯ ของสามีกับแฟน เราสนุกกันมาก เช่าโรงแรมอยู่ตั้งห้าคืนแน่ะ

ที่หัวหินไม่มีเรื่องผีหรอกค่ะ ดิฉันหมายถึงเราไม่ได้เจอประสบการณ์สยองขวัญกันที่นั่นสักนิดเดียว...แต่ตอนขากลับนี่ซิคะ ดิฉันต้องเจอกับบางสิ่งบางอย่างที่น่าขนหัวลุก!

เราออกเดินทางจากหัวหินมาตอนเย็นแล้วละค่ะ...พอผ่านชะอำ ผ่านเพชรบุรีถึงวังมะนาวก็ค่ำแล้ว เราบ่ายหน้าเข้ากรุงเทพฯ รถเยอะน่าดู เอ...ชักอยากเข้าห้องน้ำแล้วซิ แต่ก็กลัวคนอื่นรำคาญเลยกลั้นไว้ก่อน

รถแล่นมาถึงไหนก็จำไม่ได้ ดิฉันไม่ค่อยถนัดเส้นทางนี้ รู้แต่คอยมองหาปั๊มเจ็ทเพราะห้องน้ำห้องท่าสะอาด และเด็กๆ จะได้ลงไปซื้อน้ำและของกินเล่นได้ด้วย

ทว่า รถแล่นมาเท่าไหร่ก็มองไม่เห็นปั๊มน้ำมันที่หมายตา อีกทั้งธรรมชาติก็เรียกร้องอย่างสุดกลั้นแล้วนะ สมน้ำหน้า! ก่อนออกจากหัวหินกินน้ำหวานเข้าไปตั้งเยอะตั้งแยะ

เมื่อทนไม่ไหว ดิฉันก็สะกิดคนขับว่าเจอปั๊มไหนก็ช่วยแวะหน่อยนะ เท่านั้นแหละดูเหมือนสมาชิกทุกคนในรถจะพยักพเยิด ดีอกดีใจกันใหญ่ว่าแต่ละคนก็ปวดฉี่แต่กลั้นไว้เพราะเกรงใจ คนขับรถร้องบอกอย่างอารมณ์ดีว่าผมก็ปวดเหมือนกัน!

ฉับพลัน เราเห็นปั๊มน้ำมันข้างหน้า คนขับหักเลี้ยวเข้าไปทันที พอรถจอดเราก็ไม่พูดพล่ามทำเพลง เปิดประตูได้ก็เดินแกมวิ่งเข้าไปยังห้องที่สร้างไว้หลายห้องติดกัน เหมือนห้องน้ำในโรงเรียนยังไงยังงั้น

น่าสะกิดใจว่าห้องน้ำไม่เปิดไฟเลย มันมืดไปหมด มีแต่แสงไฟนีออนจากร้านขายของเล็กๆ ในปั๊มสาดส่องเข้าไป...

ตอนนั้นมันปวด...ไม่มีแก่จิตแก่ใจจะมองซ้ายมองขวาแล้ว ดิฉันลิ่วเข้าห้องน้ำมืดๆ ปิดประตูได้ก็ปล่อยซะโล่งเลย หูได้ยินเสียงห้องข้างๆ เอาขันแกว่งน้ำเล่น...เอ๊ะ! ใครกันนะ?

ดิฉันตะโกนเรียกลูกๆ แต่เงียบแฮะ มีแต่เสียงเอาขันสังกะสีแกว่งน้ำไปมา ดิฉันเลยรีบออกจากห้องน้ำ แล้วก็ต้องขนลุกซู่ที่ในห้องน้ำอันเงียบสงัด มืดทะมึนนี้มีแต่ดิฉันคนเดียว

เมื่อมองผ่านห้องต่างๆ ราวห้าหกห้องไปถึงสุดทางก็มีแต่ความเงียบ ทว่าห้องข้างๆ ที่ดิฉันเข้า คือห้องที่สองถัดจากห้องแถวริมสุดทางออกนี้ประตูปิดอยู่...และแล้วก็มีเสียงผู้หญิงบ่นอะไรงึมงำๆ ดังแว่วออกมา

ดิฉันรู้สึกงงงัน...ผีเรอะ?! แปลกที่กลับไม่กลัวแต่สงสัยว่านี่มันอะไรกัน?

ดิฉันรีบเดินออกมาพบลูกๆ กับสามีและคนอื่นๆ ที่รออยู่ เขางงว่าดิฉันวิ่งเข้าไปในห้องน้ำที่มืดร้างได้ยังไง ห้องน้ำที่เปิดใช้น่ะสร้างใหม่ สว่างไสวอยู่ด้านตรงข้าม ห่างจากห้องน้ำนี้ไปสิบกว่าเมตรเท่านั้น ดิฉันดันไม่เห็นและหลุดมาเข้าห้องน้ำสยองขวัญนี้คนเดียว

ต้องหันกลับไปมองอย่างเสียวไส้ ขณะปีนขึ้นรถทันที

กลับมาถึงกรุงเทพฯ ยังแสยงอยู่เลยค่ะ คิดๆ ดูแล้วเหมือนมีอะไรมาบังตา หลอกล่อให้ดิฉันไปโดนผีหลอกคนเดียว

แต่เออแน่ะ! ทีโดนผีหลอกจริงๆ ดิฉันกลับไม่กลัว เอาแต่คิดว่ามันเกิดอะไรขึ้น? ใครหนอมาแกล้งแกว่งขันเล่น เขาจงใจหลอกหรือตั้งใจจะทำให้ดิฉันคิดว่ามีคนอยู่ในห้องน้ำข้างๆ ดิฉันจะได้ไม่กลัวผี...เขามาดีหรือร้ายกันแน่คะ?!

เรื่องเล่าจากคุณ ดาเรศว์

วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

เมื่อเข้าป่าเห็นอะไร?? อย่าทัก!!

เรื่องมีอยู่ว่า ต้น รวมตัวกับเพื่อน ๆ ได้กลุ่มหนึ่ง ประมาณ 10 คน แล้วนั่งคุยกันว่า เด๋วหลังเสร็จงานจัดโปรแกรม ไปเที่ยวต่างจังหวัดกัน พองานเสร็จ ทุกอย่างลงตัว ก็เลยมานั่งคุยกันว่า ไปไหนดี เพื่อนคนหนึ่งพูดขึ้นว่า ไปดอยอินทรานนท์มั้ย แต่อีกคนบอกว่าฝนตก ไม่สนุกหรอกเข้าป่า พอคุยกันไปคุยกันมา ไม่ได้ข้อสรุป ต้นเลยบอก เอาตามที่เอ็งบอกนั้นละ ดอยอินทรานนท์ นั้นละ

พอได้ข้อสรุป ก็แยกย้ายไปเก็บข้าวของ ก็ขับรถไป พอไปถึงที่ ดอยอินทรานนท์ จอดรถเสร็จ ทุกคนหยิบกระเป๋าของตัวเอง แล้วเพื่อนผม จังหวะว่า พาแฟนไปเปลี่ยน บรรยากาศ พอเราเดินไปได้สักพัก ( นี้คือเดินอยู่ในป่าแล้วนะครับ ) แฟนเพื่อนผม ไปเจอสิ่งที่แบบว่า คล้าย ๆ กับ แก้วน้ำอะไรสักอย่างเนียละ เลยเดินไปจับ แล้วหยิบมาดู ก็ไม่มีอะไร พอหันไปตันไม้ต้นอื่น ก็มีสิ่งแบบเดียวกันอีก เลยหันมาบอกว่า รีบไปเถอะวะ มันจะมืดละ รีบเดินไปให้ถึงจุดกางเต้นเถอะ

พอเดินไปได้สักระยะหนึ่ง แฟนเพื่อนผมก็บอกว่า อ้าวเห้ย พวกเอ็งเห็นอะไรนั้นปะหายเข้าไปแล้วอะ บนต้นไม้ ทุกคนบอก เห้ย เข้าป่าเห็นอะไร อย่าทัก สิ่งดีก็มีไม่ดีก็มี รีบไปเถอะ มันโพ้ลเพ้ลแล้ว จากนั้นก็ เดินแล้วก็เที่ยวตามปกติ แต่เรื่องมันมาเกิดตอนที่เดินทางกลับ

แฟนเพื่อนผมพูดขึ้นว่า ขอไปด้วยได้มั้ย เพื่อนผมเลยบอกว่า "อ้าวไอห่า แฟนเอ็งเป็นไรว่า อยู่ ๆ บอกว่า ไปด้วยได้มั้ย" เพื่อนผมเลยบอกว่า "มาด้วยกันก็กลับด้วยกันดิ หรือว่าเอ็งจะอยู่เที่ยวกันต่อ 2 คน" ผมได้ยินเสียงที่ตอบมาแบบช้า ว่า "ขอบคุณ"

ทุกคนหันมองหน้าแล้วเดินต่อ ต้นคิดในใจแล้วว่า มันต้องมีอะไรแน่เลย เพราะว่าทำไมตามัน ขวาง ๆ แปลก ๆ เหมือนไม่ใช่แฟนเพื่อนผม ที่ต้นรู้จัก พอกลับมาถึง กทม. ก็แยกย้ายกันกลับบ้าน เอาของไปเก็บ แล้วเดียวมาเจอ บ้านต้น นั่งกินสุรา กัน เพื่อนผมคนนั้นมันก็พาแฟนมันมานั่งด้วย แล้วต้นจำได้ติดตาเลยว่า ในวงมีไก่ต้มน้ำปลา กับ หอยแครงอยู่

แฟนเพื่อนผมบอก หิวข้าวจัง ต้นเลยบอกว่า เห้ยเอ็งไปตักข้าวมาให้แฟนเอ็งกินดิ พอตักมาให้ก็ไม่กิน กินเข้าไปไม่ถึง 2 คำ แล้วบอกอิ่ม สุราหมดไป 1 กลม บางคนก็เดินไปเข้าห้องน้ำ บางคนออกไปคุยโทรศัพท์ ส่วนเพื่อนผม อีก 2 คนออกไปซื้อมาต่อ

ในวงไม่เหลือใคร นอกจาก แฟนเพื่อนต้น ทีแรกต้นก็ไม่ได้สนใจอะไร ก็นั่งคิดว่าแฟนเพื่อนต้น ปกติมัน เฮฮ่า นิหว่าทำไมวันนี้มันเงียบผิดปกติว่ะ

แล้วเพื่อนผมอีกคนที่ยืนคุยโทรศัพท์อยู่ก็เรียกต้นว่า เห้ยมาดูไรนี่ดิ เห็นเต็ม ๆ 2 ตาเลย ไก่ที่วางอยู่ แฟนเพื่อนผมกินแบบ ใส่มือฉีดอะ กระชาก ไม่ก็ไม่น่าแปลกอะ แค่กินไก่อาจจะกินไม่ถนัด แต่ที่แปลกคือ แฟนเพื่อนผมคนนี้ มันสำอางมาก ไม่มีทางที่จะทำแบบพวกต้นแน่ กินหมดเสร็จจะพูดยังไง เอาเป็นกินแบบสกปรก อะ

ก็ยังไม่สนใจอะไร แค่ดูแล้วมันแปลก ๆ ไป เท่าไรยังไม่ได้คิดไรมาก พอมา 2 วัน เพื่อนโทรมาบอกว่า แฟนมันชอบให้ซื้อของ สด ๆ ดิบ ๆ มาให้ บอกว่าจะเอาไว้ทำกับข้าว แต่พอเช้า ของที่ซื้อมาหายหมด ทุกคนเลยบอกว่า ผิดปกติแล้วละ

เลยรวมตัวกันแล้วบอกเพื่อนคนนั้นว่า วันนี้ไปซื้อมาอีกนะ แล้วมาแอบดูกันว่า มันเกิดอะไรขึ้น ผมที่ได้คือ แฟนมันลุกขึ้นมากลางดึก มาหยิบของพวกนั้นกินแบบ ไม่ใช่คนอย่าเรา ๆ กินอะครับ ที่เห็นอะ ต้นเลยบอกว่า ไม่ใช่แล้วอะ เลยบอก ลองเอาพระให้ใส่ พอให้พระใส่ ก็ปกติดีทุกอย่า พูดจารู้เรื่อง

ต้นก็ งง ว่าถ้าผีเข้าหรืออะไรยังไง เจอพระก็ต้อง ออกหมด แต่นี้ปกติ เลยบอกว่างั้นพาไปที ตำหนักอาจารย์ต้นแล้วกัน ไม่ขอบอกนะครับว่าที่ไหน พอไปถึงที่ ตำหนัก อาจารย์เลยถามว่า "ไปโดนอะไรมา" ก็เลยลอง ๆ เล่าให้ฟังว่า หน้าจะเป็นแบบนี้นะ

อาจารย์ต้นเลยบอกว่า แฟนเพื่อนเอ็ง โดนของดีแล้วละ สรุปง่าย ๆ เลยคือ ปอบผีฟ้า ที่เราเคยได้ยินชื่อหรือที่ชมกันตามทีวี นั้นละ ต้นยังบอกเลยว่า ปอบผีฟ้า ยังมีอยู่อีกหรอ อาจารย์ อาจารย์บอกว่ามีเยอะ ทางเหนือ พวกนี้จะอยู่ตามต้นไม้ ต้นเลยนึกขึ้นได้ ที่มันทักที่มันหยิบมา เลยเล่าให้เค้าฟังว่าแบบนี้ ๆ

แล้วก็บอกว่า ต้นเอาพระให้ใส่ก็ปกติดีนะ อาจารย์เลยบอกว่า พวกนี้ เป็นชนิดที่ว่าเก่งแล้ว แล้วที่เพื่อนเอ็งไปเจอเนีย ที่วาง ๆ ไว้ตามต้นไม้เนีย คือพวกที่แบบว่า ชนิดที่ว่า คนเลี้ยงเอาไม่อยู่แล้ว หรือที่เรียกว่า ขันแตก ประมาณนั้น

จากนั้น อาจารย์เลยบอกว่า ปิดหน้าต่าง ปิดประตูให้หมด แล้วจับแฟนเพื่อนผมให้ดี อาจารย์ก็ทำการ เรียกขวัญ แล้วก็เอาน้ำมนต์ ทำเหมือนในหนังเลย แล้วพอตนนั้นออกจากร่าง อาจารย์บอกว่า "ทำใจได้เลย ไม่เกิน 3 วัน" เสียชีวิต เพื่อนผมเลยบอกว่า "ทำไมหรอครับ ออกไปแล้วทำไมแฟนผมต้องตาย"แล้ว อาจารย์ต้นเลยบอกว่า ตนนั้นมาสิงกินข้างในไปหมดแล้ว ที่แฟนเอ็งอยู่ใน เพราะว่า ผีปอบตนนี้ พอผีออกไป แฟนเอ็งก็เหมิอนร่างที่ไร้วิญญาณแล้วละ

แล้วต้นเลยถามว่า "ไม่มีวิธีช่วยเลยหรอครับ" อาจารย์บอกว่า "ไม่มีแล้วละ ทำใจซะเถอะ เกิดก็ต้องมีจาก มนุษย์ทุกคนเกิดมาต้องชดใช้กรรมทั้งนั้นละ" เพื่อนผมเลยกอดแฟนมันแล้วร้องไห้แบบเด็กเลย ผมยังมานั่งคิดเลยว่าถ้าเกิดขึ้นกับครบครัวผมหรือคนรู้จัก เราจะทำอย่างไงดี จากนั้นไม่ได้ ได้ประมาณ 4 วัน แฟนเพื่อนผมก็เสียชีวิตลง ร.พ.ศิริราช ตรวจแล้วลงในบัตรมรณะว่า เครื่องในหยุดทำงานเฉียบพัน

ขอแสดงความเสียใจกับ กับครอบครัวผู้เสียชีวิตด้วยครับ

เจ้าหน้าที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จำไว้ว่าพบเห็นสิ่งใดอย่าทักถึงบ้านหรืออะไรแล้วค่อยมาเล่าให้ฟัง ไม่งั้นอาจจะเป็นเหมือนเรื่องที่ต้นได้เล่าให้ฟังนะครับ

วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ตุ๊กตาผี!!

1. "เเมนดี้"
ริ่มจากตัวแรก "แมนดี้" ตุ๊กตาผีขี้เล่น
สาว น้อย “แมนดี้” หรือ “มิเรียนด้า” เป็นหนึ่งในศิลปะวัตถุที่อยู่ใน พิพิธภัณฑ์ “เควสเนล”
ประเทศแคนาดา แต่ทว่าศิลปะวัตถุชิ้นนี้ขี้เล่นมากไปหน่อย
“แมน ดี้” ถูกหญิงสาวผู้หนึ่งบริจาคให้กับพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งแต่ปี 1991 ซึ่งในตอนนั้นสภาพ
ของเธอแทบจะดูไม่ได้เลย เสื้อผ้าก็กะรุ่งกะริ่งแถมร่างกายก็มีรอยฉีกขาดอยู่เต็มไปหมด
เจ้าของเดิมของ “แมนดี้” เล่าว่า เธอมักจะตื่นมากลางดึกพร้อมได้ยินเสียงเด็กร้องไห้สะอึก
สะอื้นจากห้องใต้ดิน เธอจึงเดินตามหาเสียงร้องโหยหวนนั้นไป แต่กลับพบเพียงหน้าต่างที่เปิดทิ้ง
ไว้ ทั้งๆที่เธอปิดหน้าต่างไว้ดีแล้ว แต่หลังจากที่ผู้บริจาคยก “แมนดี้” ให้กับพิพิธภัณฑ์ เธอก็ไม่
เคยได้ยินเสียงร้องนั้นอีกเลย
หลาย คนมาเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ยังบอกด้วยว่า พวกเค้าเคยเห็น “แมนดี้” กะพริบตาและจ้องมอง
พวกเค้า ส่วนเจ้าหน้าที่ของพิพิธภัณฑ์ก็มักจะเห็นเธอไปโผล่อยู่ตามห้องต่างๆ








2.“แอนนาเบล สุดน”
ในปี 1970 มีคุณแม่ใจดีผู้หนึ่งซื้อตุ๊กตา “เร็กเกดี้แอนด์” ขนาดเท่าเด็ก 4 ขวบ
(ที่มีผมเป็นไหมพรมสีแดงและใส่ชุดเอี้ยม) เป็นของขวัญวันเกิดให้กับลูกสาวของเธอ
ซึ่งนั่นคือจุดเริ่มต้นของความอาถรรพณ์ระดับตำนาน

“แอนนาเบล”เป็นตุ๊กตา ที่มีความชั่วร้ายมาก จนต้องนำไปขังไว้ในกล่องแก้วที่พิพิธภัณฑ์
“ออคคัลท์” ของ “เอ็ด วอร์เรน” ชายผู้หลงใหลในเรื่องเหนือธรรมชาติ
เรื่องเล่ากล่าวไว้ว่า “เอ็ด” ได้ตุ๊กตาตัวนี้มาจากบาทหลวงที่ติดต่อขอความช่วยเหลือจากเค้า
เนื่องจากมีพยาบาลสาว 2 คน “ดอนน่า”และ “แองจี้” ได้เจอกับวิญญาณของคนที่สิงสู่อยู่ในร่าง
ตุ๊กตาที่แม่ของ “ดอนน่า” ซื้อให้เป็นของขวัญ
พยาบาล ทั้ง 2 คน เล่าว่า “แอนนาเบล” ย้ายที่ไปเรื่อย ทั้งที่มันถูกตั้งไว้บนชั้นวางของ หลัง
จากนั้นไม่นานตุ๊กตาตัวนี้ ก็เริ่มมีท่าทางเหมือนกับมนุษย์

ทั้งคู่รู้สึกเหมือนโดน “แอนนาเบล” จ้องมองตลอดเวลา และในที่สุดมันก็ค่อยๆทำร้ายพวกเธอ
จนต้องขอความช่วยเหลือจาก “เอ็ด วอร์เรน”

ทุก วันนี้ “แอนนาเบล” ก็ยังไม่หยุดความนไว้เพียงเท่านี้ เพราะมีรายงานว่า ทุกๆอาทิตย์ เธอ
ยังคงออกมาจากกล่อง และสร้างความสยองให้กับคนที่เข้าชมพิพิธภัณฑ์








3. “ฮาโรลด์ ผีตัวแรกของอีเบย์”
“ฮาโรลด์”ถือว่า เป็นตุ๊กตาผีสิงตัวแรกที่ถูกนำมาประมูลในเวปไซต์”อีเบย์”เลยก็ว่าได้
คนขายกล่าวว่ามันถูกสร้างขึ้นในปี 1930 และถูกนำมาใช้ในการแสดงหนังสั้น
ซึ่งหลายคนเห็นว่ามันค่อยๆขยับร่างกายได้เอง

จากนั้น “ฮาร์โรลด์” ก็กลายมาเป็นตุ๊กตาผีสิงที่มีชื่อเสียง ทั้งใน Internet และบทความตาม
หน้าหนังสือพิมพ์ ต่างก็พูดถึงความน่าสะพรึงกลัวของมัน
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคลิปวิดีโอของ “ฮาโรลด์”ที่มีเสียงหมุนนิ้วมือขวา
ทั้งๆที่วัสดุตรงนิ้วมือเป็นของแข็ง อย่างไรก็ตามเจ้าของคนใหม่ของ “ฮาโรลด์ ผีสิง” ได้นำมัน
ไปซ่อมแซมให้เหมือนใหม่ จนทำให้หลายคนอยา**ผม**้ว่า จริงๆแล้วมันมีผีสิงหรือไม่ ?

คำตอบของผู้ครอบครองเจ้าตุ๊กตาผีตัวนี้คือ “ไม่มีอะไรที่จะพิสูจน์ได้”








4. "คิคุโกะ" ตุ๊กตาผีญี่ปุ่น
ตุ๊กตาตัวนี้อยู่ที่วัดมันเนน หมู่บ้านคุริซาว่า อ.โงจิ ฮอคไกโด
เด็กหญิงเจ้าของตุ๊กตาชื่อว่า "คิคุโกะ"

คิคุโกะรักตุ๊กตาตัวนี้มาก ป้อนข้าวป้อนน้ำนอนด้วยกัน
หลังจากนั้นคิคุโกะก็ได้ป่วยและเสียชีวิตลง
พ่อและแม่ของเธอจึงนำตุ๊กตานี้ไปไว้กับป้ายวิญญาณของเธอเพื่อให้อยู่เป็นเพื่อนเล่น
ตุ๊กตาที่แต่เดิมผมสั้นกลับมีผมยาวลงมาจนเลยไหล่

คิคุโกะจังตายมานานกว่า 60 ปีแล้ว นอกจากผมที่ยาวได้แล้ว
ปากของตุ๊กตาที่เคยหุบสนิท กลับเปลี่ยนเป็นเผยอยิ้มขึ้นมาด้วย

ปัจจุบันที่วัดมันเนนในวันที่พระอาทิตย์ข้ามเส้นศูนย์สูตร
ทำให้กลางวันยาวเท่ากับกลางคืน ได้ถูกกำหนดให้เป็นวัน "ตุ๊กตาคิคุ"
ซึ่งจะมีพิธีการตัดผมที่ปรกหน้าตุ๊กตาออก และเปลี่ยนกิโมโนให้ใหม่
หลังจากนั้น ผมที่ตัดแล้วก็ยังคงยาวใหม่อยู่เสมอ
วันที่ 21 มีนาคมของทุกปี จะมี "พิธีตัดผม" ของตุ๊กตา
*ข้อมูลจากหนังสือ อาถรรพณ์ผีญี่ปุ่น 2








5. “เมอร์ซี่ ผีเด็ก”
“เชอร์รี่ คุน”เป็นเจ้าของตุ๊กตาหน้าตาน่ารักสูง 45 เซนติเมตร
ที่คาดว่าจะมีวิญญาณของเด็ก7 ขวบสิงอยู่ ตั้งแต่เธอประมูลมันมาจากเวปไซต์อีเบย์

ก่อนหน้านี้ “เชอร์รี่” เคยคิดว่า เรื่องตุ๊กตาผีพวกนี้เป็นเพียงเรื่องสยองขวัญในหนังฮอลลีวู้ด
เธอจึงประมูลตุ๊กตาตัวนี้เพื่อทำการพิสูจน์ความจริง

เมื่อ “เชอร์รี่”ได้ตุ๊กตามาเธอก็ทำการตรวจสอบมัน โดยการถ่ายภาพและใช้กล้องวิดีโออัดภาพ
“เมอร์ซี่” ทั้งวันทั้งคืนในที่สุดตุ๊กตา”เมอร์ซี่” ก็แผลงฤทธิ์ให้เธอเห็นในตอนกลางดึก
หลังจากที่ถ่ายรูปเสร็จ จู่ๆวิทยุในห้องก็เปิดขึ้นเองและเปลี่ยนคลื่นไปมาเรื่อยๆ

หลังจากนั้นอีก 2 วัน “เชอร์รี่”ตื่นขึ้นมาและพบว่า ตุ๊กตาหล่นจากตู้ แต่ไม่ได้หล่นมาในท่านั่ง
เพราะเจ้าตัวนี้หล่นลงมาแล้วยืนอยู่บนขาของตัวมันเอง

เรื่องพิศวงก็ยังคงมีมาไม่หยุดไม่หย่อน แต่”เชอร์รี่”ก็ยังคงเก็บตุ๊กตานี้ไว้เพื่อค้นหาความจริง
เกี่ยวกับมัน แม้ว่าเธอจะรู้สึกแปลกๆทุกครั้งที่”เมอร์ซี่”อยู่ใกล้ๆ

ป่าช้าผีดุ!!

"เสมา" เล่าประสบการณ์ขนหัวลุกจากป่าช้าเก่าในสวนมะพร้าว

เพราะอารามอยากจับขโมยมะพร้าวแท้ๆ ที่ทำให้ผมกับเพื่อนๆ คือไอ้ล้วนกับไอ้ลิ้มต้องเจอะเจอเข้ากับเหตุการณ์ สยองขวัญ โดนผีหลอกกระเจิดกระเจิงจนหวิดจะจับไข้หัวโกร๋นไปตามๆ กัน

ตั้งแต่คืนนั้นพวกเราก็เลยเลิกทำตัวเป็นคนอยากรู้อยากเห็นในเรื่องที่ไม่ใช่ธุระปะปังของตัวเอง แต่ยังงั้นยังไม่วายเจอดีเข้าเลย คุณเอ๋ย....คนเราบทมันจะซวยน่ะ ถึงแม้ไม่รนหาเรื่องก็จริงอยู่ แต่จู่ๆ เรื่องขนลุกขนพองมันก็โผล่เข้ามาหาเราดื้อๆ ซะยังงั้นเอง!

สาเหตุมาจากนิสัยสนุกซุกซน ชอบเที่ยวเตร่ ตามประสาชายหนุ่มที่พลัดบ้านพลัดช่องมาเรียนรวมกันที่วิทยาลัยครูบางแสนนั่นแหละครับ

เสาร์อาทิตย์มักจะชอบไปเที่ยวชายหาดบางแสน ไอ้ล้วน บอกอยากไปสูดโอโซนให้ชื่นใจกับหาของอร่อยๆ กิน แต่ไอ้ลิ้มขัดคอว่ามึงอย่ามาอ้างหน่อยเลยวะ ของจริงน่ะอยากไปดูขาอ่อนพวกสาวๆ สวยๆ ในชุดอาบน้ำเดินฉุยฉาย ตามชายหาดมากกว่า

ไอ้ล้วนหัวเราะแหะๆ ไก๋ไปว่า ไม่ไปบางแสนก็ไปหาข้าวแกงหรือก๋วยเตี๋ยวอร่อยๆ กินที่ร้านเจ๊เล็กหน้าวิทยาลัยก็ได้วะ

วันดีคืนดีก็ขี่จักรยานไปเที่ยวหนองมนกัน! ไม่ต้องเสียเวลาออกถนนใหญ่ หรือต้องเสี่ยงกับรถราที่แล่นฉิวๆ เพราะด้านหลังวิทยาลัยมีทางลัด ดก สะพรั่งด้วยสวนมะพร้าวนับร้อยๆ ต้น บรรยากาศค่อนข้างเปล่าเปลี่ยว แต่ก็ย่นระยะทางได้ราวครึ่งต่อครึ่ง

มีเรื่องน่ากวนใจเล็กน้อยตรงที่เขาลือกันว่าที่นั่นเป็นป่าช้าเก่าของคนจีน ผีดุอย่าบอกใครเชียว!

แหม! ไม่ใช่ลือล่องลอยหรอกครับ เพราะเราเคยขี่จักรยานไปเจอศาลาตั้งศพเก่าๆ ถึงสองหลัง นอกจากนั้นยังมีฮวงจุ้ยเก่าแก่ กับหลุมศพที่เป็นเนินดินเห็นได้ชัด อยู่ในดงมะพร้าวนั่นเอง แต่เราขี่รถไปตอนกลางวันก็เลยไม่น่าขนลุกขนพองเท่าไหร่

ตั้งแต่โดนผีหลอกที่ศาลาตั้งศพร้างในป่าละเมาะแถวๆ ด้านหลังโรงอาหารของวิทยาลัยน่ะ ไม่มีใครริอ่านไปไหนมาไหนตอนกลางคืนหรอกครับ

อาทิตย์นั้นเราก็ตกลงจะไปเที่ยวหนองมนกัน!

ไอ้ล้วนอยากกินห่อหมก ไอ้ลิ้มอยากกินข้าวหลาม ส่วนผมก็ว่าจะหาซื้อขนมนมเนยมาไว้เป็นเสบียงยามหิวตอนกลางคืน...เป็นอันว่าตอนบ่ายๆ เราก็ขี่รถจักรยานไปด้วยกันในดงมะพร้าวที่ร่มครึ้ม คล้ายอาทิตย์จะลับหายอยู่หลังก้อนเมฆหนาทึบ...

เพื่อนสองคนแซวกันสนุกว่าใจจริงอยากไปดูสาวๆ ชาวกรุงเทพฯ ที่กลับจากตากอากาศพัทยามาแวะซื้อของฝากที่หนองมนมากกว่า ส่วนมากแต่งตัวฉูดฉาด อกอวบพุ่ง ตะโพกผึ่งผายกันทั้งนั้น บางคนเดาะกางเกงขาสั้นเดินบิดบั้นท้ายจนหนุ่มแก่หันมองแทบคอเคล็ดไปตามๆ กัน

ผมขี่รถนำหน้า ตามด้วยไอ้ล้วนกับไอ้ลิ้ม...จู่ๆ ทางมะพร้าวก็ดังซู่ซ่า ตามด้วยเสียงโครมๆ ติดกันสองครั้ง เล่นเอาหันขวับไปมองทางต้นเสียงด้วยอารามตกใจ แต่ไม่เห็นมะพร้าวซักลูกเดียว!

เอ๊ะ! ยังไง? ผมมองเห็นฮวงซุ้ยขาวโพลนสะดุดตาทางขวามือ แม้จะเคยเห็นมาก่อนก็จริง แต่วันนี้ดูมันอยู่ใกล้ทางแคบๆ ที่เราเคยผ่านไปมา แถมหลุมศพอีกหลายหลุมก็ใกล้เข้ามา แถมดูหนาตากว่าเดิมเหมือนกับมีใครเอาศพใหม่ๆ มาฝังเพิ่มยังงั้นแหละ

เป็นไปไม่ได้! ก็มันเป็นป่าช้าร้างนี่นา!

เหมือนมีอะไรดลใจให้หันไปมองทางซ้าย เห็นศาลาตั้งศพเก่าแก่ทั้งสองหลังอยู่ใกล้ๆ กัน เหลือกระดานอยู่ราว 4-5 แผ่น...แต่สิ่งที่ทำให้เย็นวูบที่ต้นคอ แล่นวาบลงมาตามแผ่นหลังก็คือภาพนั้น... ภาพของตาแป๊ะแก่ๆ กลุ่มหนึ่งกำลังนั่งล้อมวงอยู่ที่นั่น ผมขาวโพลนเหมือนปุยฝ้าย...ฉับพลันทันใดตาแป๊ะกลุ่มนั้นก็หันขวับมามองเราเป็นตาเดียว

คุณพระคุณเจ้า? ตาแป๊ะทุกคนล้วนแต่มีใบหน้าเป็นโครงกระดูก นัยน์ตากลวงโบ๋ อ้าปากเห็นฟันกะดำกะด่างปะหงับๆ ส่งเสียงหัวเราะแหบโหย...ผมร้องเฮ้ย! รถเป๋ไปในพงหญ้า ก่อนจะตั้งหลักได้แล้วปั่นหนีภาพอุบาทว์เร็วจี๋...แต่ยังช้ากว่าเพื่อนทั้งสองคนที่มันพุ่งแซงหน้าปานลมพัด

จากหนองมนเราถีบรถกลับทางถนนหลวงครับ เข็ดหลายป่าช้าเก่าจนวันตาย!

คอลัมน์ ขนหัวลุก - ใบหนาด

วันอำลา

"นิธิศา" เล่าประสบการณ์ขนหัวลุกจากบางอ้อ

เขาว่าคนที่โดนผีหลอกเป็นคนเคราะห์ร้าย เพราะหลังจากนั้นจะประสบแต่เคราะห์กรรมต่างๆ นานา ดิฉันเองเคยถูกผีหลอกเต็มเปา...บอกตรงๆ ว่าตอนนั้นไม่ได้คิดถึงเรื่องเคราะห์ร้ายหรือโชคดีอะไรเลย

คิดอยู่อย่างเดียวว่า ไม่ช็อกตายคาที่ก็ถือว่าเป็นบุญกุศลเหลือสติกำลังแล้วค่ะ

ขอเล่าเรื่องขนหัวลุกเลยนะคะ!

ดิฉันเป็นคนบางอ้อมาแต่อ้อนแต่ออก บ้านช่องอยู่ในสวนเปลี่ยว ถึงแม้จะมีซอยตัดเข้ามาก็จริง แต่สองข้างทางมีแต่ต้นไม้น้อยใหญ่ร่มครึ้ม บ้านช่องก็มีน้อย ยังดีที่ไม่ค่อยมีโจรผู้ร้าย ยกเว้นแต่เรื่องผีๆ สางๆ ที่เล่าสู่กันฟังจนกลายเป็นของธรรมดาไปแล้ว

ต่อมาบ้านเมืองเจริญขึ้น สวนกลายเป็นบ้านจัดสรร ทาวน์เฮาส์ ตึกแถว ร้านรวงผุดสะพรั่งที่ริมถนนและต้นๆ ซอยทั้งสองฟากฝั่ง มิจฉาชีพเริ่มมีมากขึ้นเป็นเงาตามตัว แต่ก็มีมอเตอร์ไซค์รับจ้างช่วยให้เข้าออกได้สะดวกและปลอดภัย...ถือว่าทันกันทั้งด้านบวกและลบ ตามความ

เจริญของบ้านเมือง

นับวันบ้านช่องก็ผุดขึ้นหนาแน่นสองฝั่งซอย เหลือที่ว่างๆ อยู่น้อยเต็มที

ซอยที่ผ่านหน้าบ้านดิฉันเข้าไปหน่อยก็ตัดลึกเข้าไปทุกที แถมคดเคี้ยวไปจนลับตา แต่ดิฉันไม่ได้ไปดูว่าลึกล้ำเข้าไปถึงไหน เพราะเช้าขึ้นมาก็นั่งมอเตอร์ไซค์ต่อรถเมล์ที่ปากซอยไปที่ทำงาน ตกเย็นหรือใกล้ค่ำก็มาขึ้นมอ

เตอร์ไซค์กลับบ้านเป็นประจำ

"ลุงนาค" คือ คนขี่รถรับจ้างที่กลายเป็นขาประจำกันไปโดยปริยาย เพราะมักจะพบกันแทบทุกวัน ตอนเช้าก็มาจอดรถรอที่หน้าประตูรั้ว ตกเย็นก็มักรอรับอยู่เสมอ

ซอยนี้มีที่น่ากลัวก็คือรถราต่างๆ ขับเร็วมาก เพราะความคึกคะนองหรือถนนโล่งๆ ก็ไม่ทราบแน่ชัด แน่ล่ะค่ะ ย่อมเกิดอุบัติเหตุบ่อยหน ตั้งแต่บาดเจ็บเล็กน้อยไปจนถึงสาหัสกระทั่งลุงเสียชีวิตคาที่ บางรายก็ไปตาย

โรงพยาบาล

เสียงชาวบ้านร่ำลือว่าผีดุย่อมเป็นเรื่องหนีไม่พ้น!

ตอนดึกๆ มีเสียงหมาหอนระงมหัวซอยท้ายซอย มีคนเห็นร่างโชกเลือด บาดแผลเหวอะหวะเดินร้องห่มร้องไห้บ้าง รถมอเตอร์ไซค์ที่แล่นฉิวโดยไม่มีคนขับบ้าง ได้ยินเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดสุดขีดบ้าง...ฟังแล้วนึกขำก็มี บางทีก็ขนลุกซู่เลยค่ะ

ลุงนาคขับรถเร็วในตอนแรกๆ จนดิฉันต้องขอร้อง อ้างว่าเป็นโรคหัวใจขอให้ขับช้าๆ หน่อย...ความจริงก็คือกลัวว่าจะเกิดอุบัติเหตุ ลุงนาคก็ทำตามอย่างว่าง่าย...แต่ถ้าแกรับผู้โดยสารคนอื่นเป็นห้อตะบึง บางทียังหันมามองดิฉันที่อยู่ริมรั้วตอนเย็นๆ แล้วยิ้มให้ด้วยซ้ำ...ผมเห็นแก่คุณนะเนี่ย!

วันหนึ่งดิฉันก็ต้องประสบกับความงุนงง ใจหายวับ ตกตะลึงไป ลงจากรถเมล์ตอนเย็นจะเข้าซอยก็ได้ทราบข่าวว่าลุงนาคถูกรถกระบะชนที่หน้าบ้านดิฉันแล้วรีบบึ่งหนีไป ส่วนลุงนาคคอหักตายคาที่

ดิฉันขาสั่นแทบยืนไม่อยู่ เมื่อรู้ว่าแกส่งดิฉันแล้วรีบบึ่งไปรับเด็กนักเรียนขาประจำที่ก้นซอย แต่ก็มาเกิดอุบัติเหตุเสียชีวิตเสียก่อน

ถึงแม้จะคุ้นเคยกันในระยะหลังๆ แต่ก็ไม่สนิทสนมถึงกับไปงานศพลุงนาค นอกจากทำบุญใส่บาตร แล้ว

กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้เท่านั้น...ตกกลางคืนก็อุปาทานว่าได้ยินเสียงรถของแกแล่นชะลอผ่านไป บางทีก็หยุดอยู่ที่หน้าบ้าน แต่ดิฉันไม่กล้าลุกออกมาดู

จนกระทั่งถึงวันขนหัวลุก!

ดิฉันกำลังจะเปิดประตูรั้วออกไปทำงานตอนเช้าวันฟ้าครึ้มฝน จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงมอเตอร์ไซค์ดังกระหึ่มมาทางปากซอย ไม่รู้ว่าเพราะอะไรทำให้นึกถึงลุงนาค...ก็พอดีรถคันนั้นแล่นเข้ามาแล้วเสียหลักกะทันหันคล้ายถูกชนเสียง "โครม!" ก่อนที่จะกลิ้งเค้เก้ไปยังรั้วอิฐฝั่งตรงข้าม

นรกเป็นพยาน ลุงนาคนั่นเองที่ประคองลุกขึ้นมาทั้งๆ ที่ร่างโชกเลือด...ดิฉันยืนตัวแข็งทื่อเหมือนถูกสาปให้กลายเป็นหิน หรือตกอยู่ในความฝันสุดสยอง เบิกตาจ้องมองลุงนาคผู้ขึ้นนั่งคร่อมอาน หันมายิ้มเศร้าๆ รววกับจะเอ่ยคำอำลาก่อนจะตะบึงรถเสียงกระหึ่ม...เลือนรางจางหายไปจากม่านน้ำตาของดิฉันเอง

ไปสู่สุคติเถิดนะลุงนาค ฉันจะทำบุญกรวดน้ำไปให้อีก...อย่ามาปรากฏตัวให้ฉันหวิดช็อกตายอีกเลยค่ะ...บรื๋อส์!



ขนหัวลุก-ใบหนาด

บ้านว่างให้เช่า!!

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 27 ธันวาคม 2552 ผมมีโอกาสได้ไปร่วมงานบุญที่วัดป่าหนองหิน ตำบลโคกก่อ อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม เห็นว่ามีเนื้อหาสาระน่าสนใจนำมาบอกกล่าวท่านผู้อ่าน ดังนี้

เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 5 ธันวาคม 2552 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทานสถาปนาเลื่อนและตั้งสมณศักดิ์ถวายพระสงฆ์ที่ทำคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติ และพระพุทธศาสนา

ในการนี้พระอธิการชัชวาล จตฺตมโล เจ้าอาวาสวัดป่าหนองหินได้รับพระราชทานตั้งสมณศักดิ์เป็น พระครูโชติปัญญาคุณ

ในโอกาสอันเป็นมงคลนี้ คณะศิษยานุศิษย์ร่วมกันจัดให้มีการแสดงพระธรรมเทศนา โดยนิมนต์ พระเดชพระคุณ พระธรรมดิลก เจ้าอาวาสวัดป่าแสงอรุณ เจ้าคณะภาค 9 (ธรรมยุต) จังหวัดขอนแก่น เป็นองค์แสดงในวันอาทิตย์ที่ 27 ธันวาคม 2552

ครั้นถึงเช้าวันนั้น ศิษยานุศิษย์และญาติโยมทยอยกันมา ข้าวหม้อแกงหม้อ ขนมนมเนยพร้อมสรรพ อันเป็นประเพณีดีงามของพี่น้องชาวอีสาน ไม่ช้าก็แน่นลานวัดอันร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่น้อย อุบาสกอุบาสิการาวสิบคนวุ่นวายอยู่กับการตระเตรียมอาหารคาวหวานเพื่อเลี้ยงพระและเลี้ยงผู้มาร่วมงานบุญโดยทั่วกัน

ไม่ช้าเสียงเจริญชัยมงคลคาถาก็ดังผ่านเครื่องขยายเสียงออกมา!

หลังจากนั้น พระเดชพระคุณ พระธรรมดิลก ก็แสดงธรรมเทศนาอันเป็นพุทธวัจนะด้วยน้ำเสียงกังวานน่าเลื่อมใส ใช้ภาษาเรียบง่ายให้ทายกทายิกาทั้งปวงได้เข้าใจโดยทั่วถึงกัน จนกระทั่งถึงเวลาประเคนภัตตาหารให้พระภิกษุ...โฆษกประกาศว่าต่อไปนี้ขอให้ทุกท่านได้เพลิดเพลินกับหมอลำชื่อดังจากขอนแก่น นั่นคือคณะ "ซูเปอร์ยาว"

คณะนี้มีชื่อเสียงจากการออกทีวีที่กรุงเทพฯ บ่อยครั้ง เคยร่วมกับละครทีวีบางเรื่องจนเป็นที่รู้จักแพร่หลายในภาคอีสานเป็นวงกว้าง

หัวหน้าคณะเป็นหนุ่มใหญ่ หน้าตายิ้มแย้มแจ่ม ใสอารมณ์ดี กับหมอลำหนุ่มน้อยหล่อเหลาและหมอแคนรวมสามชีวิต ก้าวเข้ามายืนเด่นอยู่กลางศาลา แล้วเสียงแคนแล่นแตด้วยท่วงทำนองสนุกสนานรื่นเริงก็ดังขึ้นโดยพลัน

ญาติโยมเริ่มทยอยกันเข้ามานั่งแทบเต็มศาลา แหงนหน้าจ้องมองวงหมอลำด้วยความชื่นชม หัวหน้าคณะบอกกล่าวว่า...ฟังหมอลำหนุ่มก่อนแล้วค่อยฟังหมอลำเฒ่า!

หมอลำหนุ่มเริ่มต้นเป็นคนแรกด้วยลำทางล่องเรื่อง "การะเกด" อันเป็นตำนานพื้นบ้าน คล้ายๆ กับท้าวผาแดงกับนางไอ่, ท้าวขูลูกับนางอั้ว...สุ้มเสียงหวานเสนาะเพราะพริ้งปานจะสะกดให้อุบาสิกาเงียบกริบทั้งศาลา

คุณน้าคุณป้าผู้เป็นแฟนหมอลำ ควักใบละ 20 บาทเอายัดใส่มือให้หนุ่มน้อยหน้าใสแทบไม่หยุดหย่อน

ต่อจากนั้นก็ถึงรอบของซูเปอร์ยาว-หรือหมอลำรุ่นใหญ่ที่แพรวพราวด้วยลูกเล่นและอารมณ์ขัน จนอุบาสกอุบาสิกาหัวเราะกันแทบงอหาย...มีการบอกกล่าวว่าจะร้องกลอนลีแล้วตามด้วยกลอนเลา...ความชำนาญเวทีนั้นถือว่าจัดจ้านหาตัวจับยากเต็มที แม้แต่เจ้าตัวยังอดหัวเราะไม่ได้ ก่อนจะขอโทษขอโพยที่ไม่อาจจะว่ากลอนลำได้โจ๋งครึ่มเพราะเป็นในวัดวา เดี๋ยวจะไม่เหมาะไม่ควร

พอจะจดจำได้กลอนเลากระท่อนกระแท่นมาเล่าสู่กันฟังนิดๆ หน่อยๆ ก็ยังดี

"วันหนึ่งยายเต่าแกตื่นแต่เช้า แกปวดท้องเบาเลยลงบันไดจะไปเบาเลยโดนงูเห่ามันตอดเอา..." เท่านี้ก็แทบจะขำกลิ้งไปตามๆ กัน ยิ่งร้องเพลง "มนต์รักลูกทุ่ง" แปลงเนื้อในแบบหมอลำ ขนาดหมอแคนยังแทบสำลักก็แล้วกัน

ก่อนจบขอเล่าเรื่องผีที่ตำบลโคกก่อเสียหน่อย...มีสามีภรรยาความรู้ระดับด๊อกเตอร์มาเช่าบ้านอยู่ที่นั่น ตอนดึกๆ ภรรยาจะได้ยินเสียงผู้หญิงร้องไห้เป็นประจำจนขอให้สามีย้ายบ้านจนสำเร็จ แต่ก่อนจะย้ายสามีก็ได้ยินเสียงร้องไห้ นึกว่าเป็นเสียงภรรยาแต่ได้รับคำตอบว่า...ฉันไม่ได้ร้อง ผีบ้านนี้ร้องไห้ต่างหาก!

คืนนั้นเอง เธอก็ฝันเห็นผู้หญิงมานั่งร้องไห้ที่ปลายเตียง ตัดพ้อต่อว่าที่ย้ายบ้านหนี คนที่มาเช่าอยู่ต่อไปได้ยินเสียงเธอร้องไห้คงจะหาหมอผีมาขับไล่ไสส่งเธออย่างแน่นอน

หลังจากนั้นก็มีคนมาเช่าอยู่แล้วย้ายออกไป...ทุกวันนี้ยังติดป้าย "บ้านว่างให้เช่า" อยู่เลยครับ!

ขนหัวลุก-ใบหนาด

วิญญาณมีจริงหรือ!!

วิญญาณมีจริงหรือ

ปัญหา ศาสนาพราหมณ์ถือว่า ในตัวคนเรามี “วิญญาณ” อันถาวรซึ่งเป็นตัวตนแท้ เป็นผู้พูด ผู้ทำ ผู้รู้ ผู้เสวยผลกรรม ผู้เกิดในภพใหม่ ในเรื่องนี้ พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้อย่างไร ?

พุทธดำรัสตอบ “.....ดูก่อนโมฆบุรุษ เธอรู้ธรรมอย่างนี้ที่เราแสดงแก่ใครเล่า ดูก่อนโมฆบุรุษ วิญญาณอาศัยปัจจัยประชุมกันเกิดขึ้น เรากล่าวโดยปริยายเห็นอเนกมิใช่หรือ ความเกิดแห่งวิญญาณ เว้นจากปัจจัยมิได้มี ดูก่อนโมฆบุรุษ ก็เมื่อเป็นดังนั้น เธอกล่าวตู่เราด้วย ขุดตนเสียด้วย จะประสบบาปมิใช่บุญมากด้วย เพราะทิฐิที่ตนถือชั่วแล้ว ดูก่อนโมฆบุรุษ ความเห็นของเธอจักเป็นไปเพื่อโทษไม่เป็นประโยชน์ เพื่อทุกข์ตลอดกาลนาน
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วิญญาณอาศัยปัจจัยใด ๆ เกิดขึ้น ก็ถึงความนับ (เรียกชื่อ) ด้วยปัจจัยนั้น ๆ วิญญาณอาศัยจักษุและรูปเกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่าจักขวิญญาณ วิญญาณอาศัยโสตและเสียงเกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่าโสตวิญญาณ วิญญาณอาศัยฆานะ และกลิ่นเกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่าฆานวิญญาณ วิญญาณอาศัยชิวหาและรสเกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่าชิวหาวิญญาณ วสิญญาณอาศัยมนะและธรรมารมณ์เกิดขึ้น ก็เรียกว่ามโนวิญญาณ เปรียบเหมือนไฟอาศัยเชื้อใด ๆ ติดขึ้น ก็ถึงความนับด้วยเชื้อนั้น ๆ ไฟอาศัยไม้ติดขึ้น ก็ถึงความนับว่าไฟไม้ ไฟอาศัยป่าติดขึ้น ก็ถึงความนับว่าไฟป่า ไฟอาศัยหญ้าติดขึ้น ก็ถึงความนับว่าไฟหญ้า ไฟอาศัยมูลโคติดขึ้น ก็ถือความนับว่าไฟโคมัย ไฟอาศัยแกลบติดขึ้น ก็ถึงความนับว่าไฟแกลบ ไฟอาศัยหยากเยื่อติดขึ้น ก็ถึงความนับว่าไฟหยากเยื่อ ฉันใด
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันและวิญญาณอาศัยปัจจัยใด ๆ เกิดขึ้น ก็ถึงความนับด้วยปัจจัยนั้น ๆ ”

มหาตัณหาสังขยสูตร มู. ม. (๔๔๓)
ตบ. ๑๒ : ๔๗๖-๔๗๗ ตท.๑๒ : ๓๘๗-๓๘๘
ตอ. MLS. I : ๓๑๔-๓๑๕

ประสบการณ์สยอง

เราเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง(ขอไม่เอ่ยชื่อละกันนะ)ตอนนั้นที่มหาวิทยาลัยเพิ่งเปิดวิทยาเขตใหม่ที่ต่างจังหวัด สร้างใหม่ๆ เลยเนื้อที่กว้างมากหลายร้อยกว่าไร่(คิดดูว่าวังเวงขนาดไหน) ตอนนั้นมีอาคารเรียนอยู่แค่อาคารเดียวเองที่สมบูรณ์ อีกประมาณ2-3 อาคารอยู่ในสภาพกำลังก่อสร้าง และมีหอพักนักศึกษาชายติดกับอาคารเรียน หอหญิงอยู่ห่างจากอาคารเรียนมาก เวลาไปเรียนต้องปั่นจักรยานไป ตอนนั้นเราอยู่ปี 1 เพื่อนที่สนิทๆ กันก็มีแค่ในสาขา เวลาไปไหนก็จะไปกันเป็นกลุ่มใหญ่ๆ

มีอยู่วันนึงเรากับเพื่อนอยู่เล่นคอมที่อาคารเรียน (ห้องคอมปิด 3 ทุ่ม) บางคนก็กลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้ามาก่อนแล้วค่อยมาเล่นคอม(เพราะที่หอยังเล่นเน็ตไม่ได้)เราก็ไม่ได้กลับ(เน่าอยู่อย่างงั้น) พอเพื่อนมาก็เล่นคอมกันจนห้องคอมปิดก็โดนไล่กลับหอ ตอนนั้นมีจักรยานอยู่ 3 คันแต่เรากับเพื่อนรวมแล้ว 5 คน (อีกสองคนอาศัยมากับเพื่อน จำไม่ได้ว่าไม่มีจักรยานหรือไม่ได้เอามา)

2 คนนั้นก็เลยซ้อนไปกับคนที่มีจักรยาน ส่วนเราปั่นคนเดียว (อึ๋ย...ก็ไม่รู้ว่าจะเจอนี่) ตอนปั่นจักรยานกลับหอทางมันค่อนข้างมึด มีแสงไฟจากไฟถนนที่ส่องอยู่สลัวๆ ห่างจากกันหลายเมตร ข้างทางก็เป็นหญ้ารกๆแล้วก็ต้นไม้ใหญ่ๆ (ชวนให้หลอนค่ะ) เรากับเพื่อนปั่นจักรยานมาก็คุยเฮฮากันมาตลอดทาง จนมาถึงตรงที่มีอาคารที่ยังสร้างไม่เสร็จ (มีไฟที่อาคารเปิดไว้สลัวๆแต่คงไม่มีคนอยู่หรอก) อยู่ๆ พวกเพื่อนก็เงียบไป คือ คุยกันอยู่ดีๆ ก็หยุดไปเฉยๆ ถามว่าเป็นไรกัน ก็ไม่ตอบ ปั่นจักรยานกันอย่างเงียบๆ ไอ้เราก็ไม่ได้สงสัยอะไร (ทำไมก็ไม่รู้)

พอกลับถึงหอ จอดจักรยานแล้วก็เข้าไปในหอแล้ว เพื่อนก็มาเกาะกลุ่มกัน เพื่อนคนนึงถามว่าเมื่อกี๊เห็นอะไรรึเปล่า อีกคนบอกว่าที่อาคารก่อสร้างใช่มั้ย ปรากฎว่าทุกคน (ยกเว้นเรา) บอกว่าเห็นเหมือนกันหมดว่ามีเปรตยืนอยู่ข้างอาคารและขยับตัวเคลื่อนไหวได้ด้วย (ถึงได้แน่ใจว่าไม่หลอนไปเอง) เป็นเงาคนผอมๆ สูงประมาณตัวอาคารยืนอยู่ น่ากลัวที่สุดค่ะ ดีนะที่เราไม่เห็น(ดีมากๆเลย)

ปล. ตอนนี้อยู่ปี 3 แล้วแต่จำเรื่องผีได้แม่นมากๆ จำไม่ลืม จริงๆ ที่หอมีเรื่องผีเยอะมากเพราะตอนนั้นยังไม่ได้ทำบุญหอ เจอกันตลอดหนักบ้างเบาบ้าง เพื่อนที่เจอแรงๆ ก็มี วันหลังจะมาเล่าให้ฟัง ไว้แค่นี้ก่อน มันจะมืดแล้วค่ะ(เพื่อนหายไปไหนหมดเนี่ย แล้วจะกลับกับใครล่ะทีเนี้ย!)

ปล.(อีกที) ภาพข้างบนคือ White Tower ค่ะ เป็นส่วนหนึ่งของ The tower of London และขึ้นชื่อมากในเรื่องของความน่ากลัว เพราะปราสาทนั้นเป็นที่ที่ประหารและทรมานคนมาแล้วหลายพันคน ซึ่งเป็นพวกที่อยู่ในชนชั้นตั้งแต่กษัตริย์จนถึงนักบวช ถึงกลับมีคำกล่าวไว้ว่า "หินทุกก้อน เสาทุกต้นในปราสาท ล้วนแล้วแต่มีวิญญาณสิงสถิตอยู่ทั้งนั้น" ปัจจุบันนี้พวกทหารที่เดินตรวจอยู่รอบๆ ปราสาทก็ยังพบเจอวิญญาณกันอยู่(จนชิน) ข้อมูลนี้อ่านมาจากหนังสือที่เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะเลยค่ะ

เมื่อคนอยากเห็นผี

* + ปรากฏการณ์ที่ 1: เยื่อกระจกตาคนตาย + * *

* *...ถ้าชีวิตของคุณตกอยู่ในโลกที่มืดมิด
และกำลังเสาะหาแสงสว่าง...
สำหรับหญิงสาวตาบอดที่เฝ้าฝันถึงโลกที่สวยงาม
การมองเห็นเฉกเช่นคนอื่น
ย่อมเป็นความปรารถนาที่เฝ้าคอย เพียงทว่าควรตรวจสอบให้แน่ใจว่า
การเลือกมองโลกผ่านมุมมองของคนที่ไม่รู้จัก จะเป็นสิ่งที่ดี
เพราะมันอาจทำให้คุณได้เห็นและสัมผัสกับสิ่งที่คุณไม่อยากเจอเลยทั้งชีวิต
* *

* * + คำเตือน :
เมื่อโลกแห่งวิญญาณที่ผ่านนัยน์ตาของคุณถูกเปิดแล้ว
ไม่ใช่เรื่องง่ายที่คุณจะหันหลังกลับ



* * +ปรากฏการณ์ที่ 2: คนท้องเห็นผี+ * *

* *...การเกิด และการตายคือ 2
สิ่งที่อยู่คู่กับมนุษย์ชั่วนิรันดร์…* *

* * มีหลายเหตุผลที่หลายคนไม่เคยล่วงรู้
สาเหตุของการดิ้นของลูกน้อย
ลูกเตะ
สำหรับมารดาที่อยู่ในระหว่างการตั้งครรภ์นำมาซึ่งปัจจัยในการเชื่อมโยงระหว่างโลกของคนเป็นและคนตายได้โดยไม่รู้ตัว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหญิงสาวที่กำลังตั้งท้องและคิดฆ่าตัวตาย * *

* * +คำเตือน :
สำหรับสาวใจแตกที่ตั้งท้องและกำลังคิดสั้นด้วยการกินยาเกินขนาด



* * +ปรากฏการณ์ที่ 3 : ผีถ้วยแก้ว + * *

* *...หากบ้านของคุณมีผีมากกว่าหนึ่งตน
มีอยู่ที่หนึ่งที่พวกมันจะไปอยู่รวมกัน... * *

* *แม้ว่าผีที่อยู่ในถ้วยมักมีนิสัยอยากรู้อยากเห็น
แต่ส่วนใหญ่มักชอบความสันโดษ แต่ผีไม่ได้สิงในถ้วยทุกใบ
หากใบไหนมีผีสิงอยู่
ระหว่างมันออกหากิน ให้คว่ำถ้วยใบนั้นบนจานรองเสีย
เพื่อที่มันจะได้กลับเข้ามา
ไม่ได้ วิญญาณประเภทนี้สามารถรับรู้ถึงการปรากฏตัวของคนผ่านรอยสัมผัสถ้วย
หรือบางครั้งก็ในรูปของคราบที่ถูกทิ้งไว้บนใบชา หรือคราบกาแฟ
หากอยากรู้ถึงโชคชะตาให้จับคู่ถ้วยกับชามให้ถูกต้อง การที่จะได้พบพวกมัน
คุณต้องพยายามสอดส่ายตอนที่ไล่มันออกจากถ้วย
ผีมักจะทะเลาะกันเพื่อแย่งชิงที่สิงสู่
และมักจะได้เห็นรอยแผลที่แสดงให้เห็นอยู่เสมอ

* * + คำเตือน : ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่
ให้เก็บรักษาถ้วยและชามที่เข้าชุดอย่างน้อยหนึ่งชุดไว้ในบ้านเสมอ



* * + ปรากฏการณ์ที่ 4: เสียงเรียกตอนอาหารมื้อดึก * *

* *...อาหารเป็นของสำหรับสิ่งมีชีวิต
ดังนั้นผีจึงไม่สามารถกินอาหารได้
แต่ถ้าพวกมันลืมไปว่าสถานะของพวกมันคืออะไร
พวกมันก็จะต้องตายเพราะความหิวโหย...

คนที่ชะตาไม่ถึงฆาตมักมีความสับสน
จริงอยู่พวกมันอาจสำเหนียกว่าร่างกายดับสูญไปแล้ว
แต่พวกมันก็ยังไม่สามารถรับได้ว่า ตนเองตายไปแล้วจริงๆ
หากอยากมองเห็นวิญญาณพวกนี้
ให้นำอาหารไปวางไว้บริเวณจุดที่เพิ่งเกิดอุบัติเหตุ
หรือบริเวณทางแยกที่เป็นทาง 3-4 แพร่ง
หลังจากให้อาหารแล้วก็ให้เคาะหม้ออาหารด้วยช้อนส้อมหรือตะเกียบ
เสียงดังกล่าวจะทำให้วิญญาณตายโหงเหล่านั้นนึกว่าได้เวลาที่จะต้องกินอาหารแล้ว

* * +คำเตือน :
อย่าหยุดเคาะช้อนส้อมหรือตะเกียบจนกว่าอาหารจะหมดไปจากจาน



* * +ปรากฏการณ์ที่ 5 : เล่นซ่อนหา+ * *

* *...กำลังมองหาที่ซ่อนที่ไม่มีใครหาเจออยู่ใช่ไหม
ลองหลบอยู่หลังวิญญาณดูสิ…* *

* *ผีที่ยังตัดความเป็นคนไม่ขาดมักชอบสังเกตอะไรรอบตัวเสมอ
แม้ว่ารายการทีวียามดึก หรือการเล่นไพ่คือ สองสิ่งที่พวกมันโปรดปราน
แต่ก็ไม่มีสิ่งใดที่เทียบเท่ากับการเล่นซ่อนหา
การเล่นเกมแบบนี้ในสวนสาธารณะตอนกลางคืน
ถ้าให้ดีลองเล่นในบริเวณสุสานดูซิ
มักมีผีขี้เล่นเข้ามาร่วมสนุกอยู่เสมอ
โดยพวกมันมักจะช่วยบังผู้เล่นคนใดคนหนึ่งไว้
วิญญาณพวกนี้จะบังไม่ให้คนซ่อนได้เห็นภาพเบื้องหน้า
หากไม่มีแมวดำผ่านเข้ามา
คุณก็จะไม่เห็นอะไรอีกต่อไป

* * +คำเตือน : ให้สวมนาฬิกาข้อมือทุกครั้งที่เล่นเกมนี้


ความคิดเห็นที่ 8
* * +ปรากฏการณ์ที่ 6: ดินฝังศพป้ายตา + * *

* *….การจะได้เห็นวิญญาณกับตา
คุณต้องหาดินที่ฝังร่างพวกมันให้ได้เสียก่อน…* *

* * ดินมักจะซึมซับเอาวิญญาณของศพที่เพิ่งตายใหม่ๆ
ดินที่อยู่ลึกมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งซึมซับวิญญาณมากเท่านั้น ดินที่สกปรก
หากป้ายดินดังกล่าวที่บริเวณตา จะทำให้เห็นว่าผีกำลังทำอะไรอยู่
จงอย่าทำอย่างที่ว่าบริเวณที่ผีชุมนุมกันอยู่
เพราะพวกมันจะพาคุณไปอยู่กับมัน

* * + คำตือน : ให้อยู่ห่างจากแสงสีขาวสว่างจ้าเอาไว้



* * +ปรากฏการณ์ที่ 7 : เงามืดในกระจก+ * *

* * ...บางครั้งมันก็อยู่ใกล้ตัว กว่าที่คุณคิด เงามืดผ่านกระจก
ยามเที่ยงคืน * *

* * เสียงนาฬิกาดังตี 12 ครั้งพึงจำไว้ว่า
ถึงเวลาที่ใครบางคนรอพบคุณอยู่ เพียงหยิบหวีที่คุ้นเคย
นั่งลงตรงหน้ากระจกปิดไฟให้มืดมิด จุดเทียนให้เห็นความสว่างเพียงรำไร
จ้องมองตัวเองที่หน้ากระจก แล้วเริ่มต้นหวีผม
จับตาดูให้ดีบางสิ่งบางอย่างจ้องมองมาที่คุณผ่านเงาสะท้อนมืดก็จะเห็นผีผ่านกระจก

* * + คำตือน : อย่าแปลกใจที่ในกระจกอาจไม่ใช่สิ่งที่คุณคุ้นเคย


ความคิดเห็นที่ 10
* * +ปรากฏการณ์ที่ 8 : เงามรณะ + * *

* *...ข้อห้ามบางอย่างพึงจำไว้
อาจมาจากประสบการณ์ที่ปราศจากลมหายใจ..
* *

* * เงาทุกเงาล้วนมีที่มา เฉกเช่กในระหว่างที่คุณเดินทาง
หรืออยู่แห่งหนใดภายใต้ชายคา หรืออาคาร ระวังให้ดีถ้ามีร่มอยู่ในมือ
คนไม่เชื่อหลายคนล้วนอาจประสบการณ์สยองมาแล้ว จากความคะนองกางร่มในมืด
เงามรณะจะถามหาและติดตามคุณไปตลอดกาล

* * +คำเตือน : สัมผัสสยองที่ไม่เกี่ยงเพศ และวัย
ถ้าใจไม่แข็งอย่าลอง



* * +ปรากฏการณ์ที่ 9 : หว่างขา + * *

* *…คือ ช่องทางจากโลกนี้สู่อีกโลกหนึ่ง...โลกของคนตาย * *

* *คนเราอาจจำไม่ได้แล้วว่าเราเกิดขึ้นมาในโลกนี้ได้อย่างไร
แต่แน่นอนว่าทุกคนรู้ดีว่าตัวเองเองออกมาจากหว่างขาแม่ของเรา
หากอยากมองเห็นโลกอีกโลกหนึ่งให้ลองก้มมองลอดหว่างขาตัวเองดู
แต่อย่ามองนานจนคนในอีกโลกที่เราเห็นรู้ตัวเข้า
เพราะคุณอาจถูกลากเข้าไปในโลกของมันเพื่อเกิดใหม่

* * +คำเตือน : ผู้หญิงเท่านั้นที่ต้องระวัง ยกเว้นเฉพาะคนท้อง



* * +ปรากฏการณ์ที่ 10 : ชุดงานศพ + * *

* *…ลองสวมชุดคนตาย ทั้งๆ ที่ยังไม่ถึงเวลาตายดูซิ
แล้วลองกลั้นลมหายใจดู การเดินทางสู่ปรโลกจักเริ่มต้น …* *

* * หากอยากรู้ว่าภพหน้าเป็นอย่างไร ก็ลองจัดงานศพปลอมๆ
ให้ตัวเองด้วยการขอยืมโลงศพจากคนตายที่รอฌาปนกิจมาลองนอนดู
จงอย่าลืมนำเหรียญติดตัวไปด้วยหลายๆ เหรียญ
เพราะการลองทำเช่นนั้นคุณจะต้องจ่ายด้วยอะไรบางอย่าง
ข้อปฎิบัติ
• ทุกวิธีต้องทำระหว่าง 4 ทุ่ม ถึงเที่ยงคืน และต้องไม่เลย
เที่ยงคืนเพราะจะถือว่าเป็นวันใหม่
•ทุกวิธีห้ามใส่พระยกเว้นวิธีที่ 8
•วันที่ทำแล้วมีโอกาสเห็นได้ง่ายสุดคือวันพุธและ วันศุกร์
และวันอาทิตย์
•ทุกวิธีอาจจะให้คนอื่นอยู่ด้วยก็ได้ยกเว้นบางวิธีที่จะระบุบว่าคุณต้องทำคนเดียว
•ทุกวิธีต้องหลับตาหากคุณเปลี่ยนใจไม่อยากเห็น ให้เอาอุปกรณ์ทุกอย่างออก แล้วค่อยลืมตา

*วิธีที่1* “มองลอดใต้หว่างขา” (เห็นผี 21 คน)
1. นำใบไม้ (จากต้นใดก็ได้) ที่ร่วงลงมาจากต้นไม้ ต้องเป็นของต้นนั้นจริง ๆ และร่วมลงมาไม่ห่างจากลำต้นมากนัก หากอยู่ใกล้รากจะยิ่งดี
2. ยืนในที่โล่ง และต้องมองเห็นพระจันทร์ หันหน้าไปทางทิศตะวันออกหันหลังไปทางทิศตะวันตก (เพื่อเวลาก้ม
จะได้ก้มไปทางทิศตะวันตก
3. นำใบไม้ที่เก็บมา เอาไว้ในฝ่ามือ (จะทำมืออย่างไรก็ได้ แต่ห้ามพนมมือ)
4. หมุนตัวตามเข็มนาฬิกา (หมุนซ้าย) ช้า ๆ เมื่อมาหยุดที่เดิม (ทิศตะวันออกที่หันหน้าไว้ตั้งแต่แรก) ให้ท่องว่า
“พุทโธทายะ” (เหมือนผีถ้วยแก้วเลย) ทำแบบนี้ 3 รอบ (ท่อง 3 ครั้งด้วย)
***เพื่อให้เห็นภาพ*** รอบที่1 ยืนหันไปทางทิศตะวันออก หมุนซ้ายไปจนมาหยุดที่จุดเริ่มต้นแล้วท่องว่า
“พุทโธทายะ” และทำต่อไป รอบที่ 2 และรอบที่3
5. หลับตานึกถึงใบไม้ที่อยู่ในมือ กับต้นเจ้าของใบไม้ แล้วให้คิดว่าใบไม้ในมือ คือพลังงานอย่างหนึ่งที่จะเรียกวิญญาณมาได้ และนึกเอาว่าใบไม้นี้ได้ตายไปแล้วจึงได้หลุดมาจากต้นไม้ เพราะฉะนั้นเราติดต่อกับวิญญาณได้
เหมือนที่ติดต่อกับใบไม้ที่ตายแล้วใบนี้
6. ค่อย ๆ ก้มหน้าลง (ระหว่างนี้ห้ามลืมตาเด็ดขาด) เมื่อคุณก้มและพร้อมแล้ว “ให้ตั้งสติดี ๆ” แล้วลืมตา
7. แล้วผีจะมาให้เห็น
***หากเห็นอะไรห้ามวิ่ง ไม่ว่าสิ่งที่เห็จะอยู่ไกล หรือมาประจันหน้าก็ตาม ต้องทำตามนี้ก่อน***
1. เงยหน้าขึ้น ทิ้งใบไม้ลงพื้นทันที
2. หมุนตัวทวนเข็มนาฬิกา (หมุนย้อนกลับไปทางขวานั่นเอง) 3 รอบ โดยไม่ต้องท่องอะไรเลย
3. เมื่อกลับถึงบ้านต้องล้างหน้า 3 ครั้ง ก่อนล้างให้ท่อง “พุทโธ” แล้วเป่าลมลงน้ำจึงค่อยล้างหน้าทำแบบนี้ 3 ครั้ง ::

*วิธีที่2* “ตัดเล็บตอนกลางคืน” (เห็นผี 12 คน)
***ขอย้ำเลยวิธีนี้ ต้องทำระหว่าง 4 ทุ่ม ถึง เที่ยงคืน เพราะต้องไม่ให้โพล้เพล้ หรือ เป็นวันใหม่”***
1. ตัดเล็บมือเท่านั้น โดยเริ่มจากนิ้วก้อย ,นิ้วโป้ง ,นิ้วนาง ,นิ้วชี้ และนิ้วกลาง (ตัดจากนอกเข้าในนั่นเอง)
โดยเริ่มตัดจากมือขวาก่อน และทำแบบเดียวกันกับมือซ้าย
*เล็บที่ตัดห้ามหักหรือขากเด็ดขาดต้องเป็นโค้งตามรูปเล็บ มิเช่นนั้นจะไมได้ผล*
2. น้ำเศษเล็กที่ตัดห่อใส่ผ้าอะไรก็ได้แต่ต้องเป็นสีดำ (ต้องใช้แล้ว ไม่ใช่ผ้าใหม่)
3. นำไปวางไว้ทางทิศตะตก (เช่นเคย) ของที่พักอาศัย
4. เมื่อคุณเข้านอนได้ไม่นาน จะมีคนมานั่งตัดเล็บอยู่ตรงปลายเท้าที่คุณนอน (เสียงดัง “แก๊กๆ” นั่นแหละ) เป็นการตัดเล็บของเค้ามาคืนคุณ
5. ถ้าอยากเห็นก็ลืมตาแต่ห้ามโวยวาย เพราะเขาจะไปแล้วคุณอาจจะซวยได้ (เพราะถือว่าเค้ามาดี โดยที่เขาคิดว่าเราเอาเล็บไปแลก หรือไปเล่นกับเขา แล้วเขาก็เลยเอาของเขามาคืน
6. เมื่อคุณตื่นในตอนเข้า ให้ไปยังจุดที่คุณเอาเล็บไปวางไว้ คลี่ห่อผ้าออก จะพบเล็บของคนอื่นไม่ใช่ของคุณ
7. ให้คุณพูดเบา ๆ ว่า “ขอบคุณ” แล้วเอาไปฝังไว้ที่ใดก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ในที่พักอาศัยของคุณ (แต่ห้ามทิ้งหรือเผาโดยเด็ดขาด)

*วิธีที่3* “หันหลังให้กระจกแล้วกลืนน้ำลาย” (เห็นผี 16 คน)
- วิธีนี้ต้องทำคนเดียวเท่านั้น
- วิธีนี้ต้องทำก่อนเที่ยงคืน 6 นาที
- นาฬิกาที่คุณใช้เป็นเกณฑ์ในกาวัด ให้ยึดเรือนใดเรือนหนึ่งในบ้านได้เลย
1. ยืนหันหลังให้กระจก (ครั้งนี้จะทิศใดก็ได้) ตอนเวลา 5 ทุ่ม 54 นาที
2. กลืนน้ำลาย 1 ครั้ง ทุก ๆ 1 นาที
3. พอครบ 6 นาที หมายความว่าคุณกลืนน้ำลายไปแล้ว 6 ครั้ง และถึงเวลาเที่ยงคืนพอดี
4. หลับตาแล้วหันไปทางกระจก (จะหันซ้ายหรือขวาก็ได้แต่ช้า ๆ) แล้วกลืนน้ำลายอีกครั้ง (เป็นครั้งที่7)
แล้วลืมตา และผีจะมาให้เห็น
5. เมื่อคุณต้องการยุติพิธี ให้หลับตากลืนน้ำลายอีกครั้ง เป็นอันจบพิธี

*วิธีที่4* “ดีดลูกคิดตอนกลางคืน” (เห็นผี 32 คน)
- ลูกคิดที่ใช้ดีด ให้ดีดอันที่มีรางยาวที่สุดเท่านั้น
- ต้องอยู่คนเดียว เพราะต้องใช้สมาธิอย่างมาก
1. ให้ลูกคิดทุกลูก ในทุกรางอยู่สุดรางที่หันมาหาตัวเรา
2. ดีดีลูกคิดขึ้นโดยให้ลูกคิดออกจากตัวทีละลูก(ต้องมีสมาธิมากๆ) ไล่ไปตั้งแต่รางแลก ไปจนรางสุดท้าย
3. ตั้งสมาธิให้ดีอย่างมาก แล้วจับรางลูกคิดตั้งขึ้น ให้ลูกคิดวิ่งกลับมาที่เดิมในตอนแรก
4. มองรอดช่องรางลูกคิด(รางใดก็ได้) แล้วผีก็จะมาให้เห็น
5. หลังจาการทำเรียบร้อยแล้ว ให้ทิ้งลูกคิดนั้นทันที *ห้าม* นำกลับมาใช้อีกเป็นเป็นอันขาด

*วิธีที่5* “เอามุ้งคลุมหัวตอนกลางคืน” (เห็นผี 6 คน)
1. เอามุ้งมาครอบหัวไว้ (หลับตาตั้งแต่ก่อนคลุมแล้ว)
2. ท่อง มะ-อะ-อุ 7 ครั้ง (อย่าลืมว่าต้องหลับตา)
3. ลืมตา แล้วผีจะมาให้เห็น

วิธีที่6* “ใส่เสื้อกลับแล้วนอนห้อยหัว” (เห็นผี 31 คน)
- ต้องทำคนเดียว
1. ใส่เสื้อโดยการเอาข้างหลังมาอยู่ข้างหน้า (ถ้ามีกระดุม ก็เอากระดุมไว้ขางหลังนั่นเอง)
2. นอนลงบนที่นอนที่สูงกว่าพื้น แล้วห้อยหัวลงมอง (เหมือนแหงนหน้า)
3. แล้วผีจะมาให้เห็น

*วิธีที่7* “แหงนหน้ามองตรงบันได” (เห็นผี 42 คน)
- ต้องทำคนเดียว
1. นั่งบนบันไดชั้นบนสุด แล้วลงมาทีละขั้นทั้งที่ยังนั่งอยู่ (ใช้ก้นลงบันได้นั่นเอง)
2.เมื่อถึงขั้นสุดท้าย ให้ยังคงนั่งอยู่ที่ขั้นสุดแล้ว แล้วจึงแหงนหน้ามองกลับขึ้นไปชั้นบนสุด
3. แล้วผีจะมาให้เห็น

*วิธีที่8* “สวมพระกลับหลัง” (เห็นผี 28 คน)
- ต้องทำคนเดียว
1. สวมพระโดยคล้องสร้อยพระไว้ด้านหลัง(ให้เหมือนที่อยู่ด้านหน้าเลย)
2. ยื่นแขนซ้ายออกไปข้าง ๆ แล้วทำมุมข้อศอกโดยให้กำปั้นทิ่มลงพื้น และให้ข้อศอกตั้งฉากกับพื้น
3. มองลอดผ่านช่องแขน แล้วจะเห็นผี

• 10วิธีเห็นผี

ข้อ1 นำตะปูโรงศพแขวนคอแล้วเดินวนรอบสถานที่ที่พิสูจน์3รอบแล้วก้มดูระหว่างขา
ข้อ2 นำอาหารและของหวานต่างๆและเคาะรอบจอน3รอบและกินของเส้นและก้มมองดูระหว่างขา
ข้อ3 นำตะปูโรงศพมาตอกไว้หน้าประตูห้องที่จะเล่นแล้วเล่นผีถ้วยแก้ว
ข้อ4 ต้องใช้ 2 คนคนหนึ่งคาบธูปคนหนึ่งถือธูป คนที่คาบธูปนั่งหรือนอนตรงที่ที่คนตาย
คนที่ถือก็นั่งห่าง 1 ก้าวแล้วท่องคาถาเรียกผี
ข้อ 5 ต้องใช้2คนคนหนึ่งนอนในโรงคนหนึ่งท่องคาถาเรียกผีแต่ต้องนอนในโรงศพใหม่ๆที่ยังไม่มี
คนตาย คนที่นอนต้องถือดอกไม้เหมือนคนตาย
ข้อ 6 นำขี้เถ้าโรงศพมาป้ายตาแล้วท่องคาถาเรียกผี
ข้อ 7 นำของของคนตายมาวางไว้ข้างหน้าตัวเราแล้วท่องคาถาเรียกผี
ข้อ8 นั่งสมาธิให้ใจสงบว่างเปล่าก่อนแล้วผีจะมาเอง
ข้อ 9 นอนถือดอกไม้เหมือนคนที่ตายแล้วในห้องเปลี่ยวๆแต่ที่ที่มีคนตายเท่านั้น
ข้อ10 นั่งในห้องที่มีคนตายอยู่ในตอนกลางคืนแล้วท่องคาถาเรียกผี
(คาถาเรียกผี "สัมภเวสี จุตินัง" ท่อง3ครั้ง)



credit by http://xchange.teenee.com ครับ

สุดยอด13สถานที่เฮี้ยน

1. สุสานโสเภณี จ.กาญจนบุรี
สถานบันเทิงเก่าแก่ของจังหวัด เปิดให้บริการกับผู้ชายที่มีความต้องการทางเพศได้มาใช้บริการ ที่แห่งนี้มีหญิงบริการถูกกักขังหน่วยเหนี่ยว ถูกบังคับให้รับแขกอย่าทารุณ ไม่ได้พักผ่อน บ้างก็ถูกทำร้ายร่างกาย บ้างก็เป็นโรคร้าย จนสุดท้ายหญิงสาวทั้งหมดได้เสียชีวิตลงที่นี้อย่างมากมาย จนถูกเรียกว่าเป็น “สุสานโสเภณี” ซึ่งชาวบ้านบริเวณนั้นมักได้ยินเสียงผู้หญิงและเด็กร้องขอความช่วยเหลือ แต่เมื่อเข้าไปดูก็ไม่พบใคร



2. บ้านผีมอญ จ.กาญจนบุรี
คู่สามี-ภรรยาเจ้าของบ้านเป็นคนมอญที่มีนิสัยหวงของมาก จะดุด่าคนที่แอบมาขโมยผลไม้ในสวน ด้วยความที่เป็นคนหวงและดุด่าเก่งมาก จึงทำให้ถูกฆ่าตายแล้วนำศพมาทิ้งไว้ที่ท้ายสวน วันหนึ่งมีคนเข้ามาเก็บผลไม้ในสวน แกก็ตามไปทวงถึงบ้าน จนคนที่เก็บไปรีบนำมาคืนแทบไม่ทัน นอกจากนั้นยังมีศพชาวกะเหรี่ยง 9 ศพ ที่ถูกวิสามัญ ฝังอยู่บริเวณบ้านหลังนี้



3. บ้านผมผี จ.กาญจนบุรี
หญิงผู้เป็นเจ้าของบ้านตัดสินใจลาบวชชีด้วยความเสียใจที่คนในบ้านตายไปทีละคนโดยไม่ทราบสาเหตุ หลังจากนั้นก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ปล่อยบ้านทิ้งไว้จนกลายเป็นสภาพบ้านร้าง ชาวบ้านบริเวณนั้นนึกว่าเจ้าของบ้านเสียชีวิตไปแล้วจึงเข้าไปดูในบ้าน ปรากฎว่ามีเส้นผมเต็มไปหมด บางคนก็ได้ยินเสียงคนคุยกันอยู่ในบ้าน



4. โรงพยาบาลสยอง จ.ระยอง
ด้วยพิษทางเศรษฐกิจเมื่อหลายปีก่อน ทำให้โรงพยาบาลแห่งนี้ต้องปิดกิจการลงกลายเป็นโรงพยาบาลร้างในที่สุด ในเวลากลางคืนชาวบ้านมักเห็นไฟเปิดสว่างเต็มไปหมด บางคนก็เข้าไปเห็นเตียงนอนคนไข้เข็นเองได้ กลายเป็นเรื่องราวชวนสยองเลื่องลือถึงกิตติศัพท์ความน่ากลัวมาถึงปัจจุบัน



5. สุสานศพไร้ญาติ จ.ชลบุรี
ศพไร้ญาติทั้งหลายเหล่านี้ถูกนำมาขุดหลุมฝัง เป็นสุสานไร้ญาตินับร้อยนับพันขุดเรียงรายกันเป็นทิวแถวยาว หลายๆ คนเล่ากันว่า สถานที่แห่งนี้เป็นฮวงซุ้ยที่เฮี้ยนมาก



6. บ้าน 4 ศพ จ.ชลบุรี
ครอบครัวหนึ่งซึ่งประกอบด้วย พ่อ แม่ และลูก 2 คน เดินทางไปท่องเที่ยวด้วยกัน แต่ระหว่างทางได้ประสบอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำเสียชีวิตทั้งหมด บ้านหลังนั้นจึงกลายเป็นบ้านร้าง แต่คนที่ผ่านไปมาจะเห็นเงาคนเหมือนมีคนอยู่ในบ้านอยู่เสมอ และยังเป็นที่พบศพถูกฆาตกรรมอย่างปริศนา และยังมีห่วงเชือกผูกเป็นปมมัดอยู่ในบ้านหลังนั้น



7. บ้านผีนายพล จ.ชลบุรี
เป็นบ้านพักตากอากาศชายทะเลที่ครอบครัวนายทหารมาพักผ่อน และถูกฆาตกรรมทั้งครอบครัว ศพทั้งหมดถูกยัดไว้ในห้องใต้ดินของบ้านพักตากอากาศหลังนี้ มีคนเคยเห็นควันธูปลอยขึ้นมาในบริเวณบ้านหลังนี้ด้วย



8. บ้านผียายสรวง จ.อยุธยา
หญิงชราเจ้าของบ้านผู้ชอบกินหมาก ได้เสียชีวิตลงภายในบ้าน พร้อมกับโลงศพที่ถูกพบภายในบ้าน จนถึงทุกวันนี้ ผู้คนแถวนั้นยังคงได้ยินเสียงคนแก่พูด และเสียงตำหมากอยู่ทุกค่ำคืน



9. บ้านผีท่านขุน จ.อยุธยา
เป็นบ้านไม้สักเก่าสมัย ร.5 หลังจากที่เจ้าของบ้านเสียชีวิต บ้านหลังนี้ก็กลายเป็นบ้านร้าง วันหนึ่งมีชาวบ้านพายเรือผ่านมา เห็นมีผู้หญิงอยู่บนเรือนแต่งชุดโบราณสมัย ร.5 เคยมีคนมาลองของที่บ้านหลังนี้ก็เจอดีกันทุกคน จนต้องมาขอขมากราบไหว้กัน



10. บ้านผีโหด อ.บางเลน จ.นครปฐม
เกิดเหตุทะเลาะวิวาทฆ่ากันตาย พ่อตายิงลูกเขยเสียชีวิตลง แล้วนำศพไปทิ้งไว้ในบ่อหลังบ้าน ปัจจุบันยังคงมีคราบเลือดแห้งติดอยู่ที่ขอบกำแพง



11. บ้านผีตายโหง เขตหนองจอก
เป็นบ้านร้างมาเกือบ 10 ปี มีการเล่ากันว่านอกจากจะมีการฆ่ากันตายในบ้านแล้ว ยังมีผู้หญิงเข้ามาผูกคอตายในบ้านหลังนี้อีก และยังมีการนำเอาศพมาทิ้งไว้ใต้บันไดเพื่ออำพรางคดีอีกกด้วย



12. บ้านตรอมใจ เขตหนองจอก
หญิงสาวเจ้าของบ้าน นับถือศาสนาพุทธ รับการกระทำของสามีที่นับถือศาสนาอิสลามเกี่ยวกับเรื่องผู้หญิงไม่ได้ ทั้งสองจึงทะเลาะวิวาทกัน ฝ่ายชายหนีออกจากบ้านไป ฝ่ายหญิงได้แต่เฝ้ารออยู่ที่บ้านจนกระทั่งล้มป่วยเพราะตรอมใจและเสียชีวิตลงในที่สุด ชาวบ้านแถวนั้นมักได้ยินเสียงร้องไห้คร่ำครวญของผู้หญิงเสมอ



13. บ้านเสาตกน้ำมัน จ.ราชบุรี
บ้านทรงไทยที่มีเสาตกน้ำมันไหลจากข้างบนลงมาข้างล่าง ด้วยความที่เป็นบ้านร้างก็มีเถาตำลึงขึ้นเต็มไปหมด ชาวบ้านที่เข้าไปเก็บก็ปรากฎว่าเจอผู้หญิงใส่ชุดไทยมายืนชี้หน้าอยู่

วันเสาร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ซอยวัดใจ

คอลัมน์ ขนหัวลุก

ใบหนาด

"ชาลิสา" เล่าประสบการณ์ขนหัวลุกในซอยไร้ชื่อ หน้าวัดจอมสุดาราม

ดิฉันเป็นคนกรุงเทพฯ โดยกำเนิด ได้ฟังเรื่องผีๆ สางๆ มามากมายนับไม่ถ้วน ที่นั่นที่นี่ล้วนแต่มีผีดุทั้งนั้น ดุมากบ้างน้อยมาก แต่ส่วนมากน่ะไม่ได้เห็นด้วยตัวเองหรอกนะ...เขาเล่าว่าทั้งนั้นเลย!

แถวบ้านดิฉันก็ได้ชื่อว่าเป็นชุมทางปีศาจแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ ค่ะ

นั่นคือสี่แยกทางรถไฟ ถนนนครไชยศรีตัดกับถนนสวรรคโลก ด้านซ้ายไปสถานีรถไฟสามเสน ด้านขวาไปทางสวนจิตรลดา ไหนจะรถชนกันที่สี่แยก ไหนจะเกิดเรื่องรถไฟชนรถยนต์ บาดเจ็บล้มตายนับไม่ถ้วน

ที่น่ากลัวมากๆ คือรถไฟทับคนตายคาที่ซิคะ! สมัยก่อนเกิดเรื่องบ่อยมากแถวๆ สะพานดำข้ามคลองสามเสน ที่มีต้นทางจากแม่น้ำเจ้าพระยา ไหลเลียบวังศุโขทัยมาถึงวัดอัมพวัน, วัดสุคันธาราม...ไหลคดเคี้ยวไปไกลถึงถนนพระรามเก้าโน่นแน่ะค่ะ

มิน่าล่ะ ขนาดห่างจากย่านสามเสนมาไกลโขแล้ว ที่นี่ก็ยังมีชื่อสถานีรถไฟสามเสนเหมือนกัน!

เมื่อราว 2 ปีก่อนก็มีผู้ชายหนุ่มนุ่งกางเกงลายพราง สวมเสื้อคอกลมสีขี้ม้านั่งดื่มเบียร์ที่หน้าร้านในสถานีอยู่ดีๆ รถไฟขาขึ้นเปิดหวูดจากหัวลำโพงจะเข้าเทียบชานชาลาสามเสน ชายผู้นั้นก็วิ่งไปนอนหงายขวางทางรถไฟดื้อๆ

เสียงผู้คนร้องกรี๊ดกร๊าดวี้ดว้ายระงมไปหมด รถไฟหยุดไม่ทันแน่ๆ ล้อเหล็กทับแขนขาขาดกระเด็นน่าสยดสยองสิ้นดี ขนาดการรถไฟกั้นทางข้ามแล้วนะคะเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ แต่ห้ามคนฆ่าตัวตายไม่สำเร็จแน่

ผีทางรถไฟแถวสะพานดำที่เคยซาไปก็กลับดังขึ้นมาใหม่ ตอนกลางคืนมีคนเห็นห้อยโหนโยนตัว หัวขาดขาขาดเป็นประจำ!

ซอยบ้านดิฉันอยู่ใกล้ๆ สี่แยก ตรงข้ามซอยเข้าวัดจอมสุดาราม หรือวัดไพรงามพอดี เป็นซอยเล็กจนทางกทม.ไม่ได้ตั้งชื่อให้ แต่พวกเราเรียกกันเองว่า "ซอยวัดใจ"

ความเล็กของซอยขนาดเข้าได้แต่มอเตอร์ไซค์ ถ้ารถตุ๊กตุ๊ก จะเข้าซอยนี้ต้องมีคนขับเก่งจริงๆ ค่ะ เพราะซ้ายขวาห่างรั้วสูงลิบไม่ถึงศอก ถ้ามีคนเดินอยู่ก็ต้องหยุดเดิน แนบตัวกับกำแพงรั้วเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกเฉี่ยวชน

ต้องวัดใจกันว่ารถกับคนใครจะหยุดก่อนกัน? ถึงเรียกว่าซอยวัดใจไงคะ!

ไม่จำเป็นจริงๆ รถตุ๊กตุ๊ก ก็ไม่อยากเข้าหรอกค่ะ แม้ว่าทางแคบที่ว่าจะไม่เกินร้อยเมตร...ต่อจากนั้นก็เป็นทางกว้าง มีซอยเล็กๆ สำหรับคนเดินอยู่ทางซ้าย บ้านช่องแน่นหนา ผู้คนคึกคักพอสมควร

ซอยนี้มีคนเดินเข้า - ออกแทบไม่ขาดระยะ ส่วนหนึ่งใช้มอเตอร์ไซค์เป็นหาพนะ คนที่เดินก็เดินจนชินแล้ว ล้วนแต่คุ้นหน้ากันทั้งนั้น พูดไปอีกทีก็ไม่มีอะไรน่ากลัวหรอกค่ะ

อ้อ! ยกเว้นต้นโพธิ์ที่สุดซอย (ความจริงกลางซอย)

ถ้ามองไปตรงๆ ก็จะเห็นต้นโพธิ์ใหญ่ ขนาดไม่สูงนักอยู่สุดทางพอดี...แต่ไปถึงจะมีทางเลี้ยวแคบๆ สั้นๆ อยู่ทางซ้ายมือ แล้วเลี้ยวขวาออกไปอีกที เป็นต้นโพธิ์เก่าแก่หลายสิบปีแล้วค่ะ มีฐานปูนล้อมรอบ ชาวบ้านทั่วไปถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำซอย มีคนมาบนบานศาลกล่าวเป็นประจำ

ผ้าแพรสีต่างๆ สดใสเต็มโคนโพธิ์ มีทั้งพวงมาลัย ดอกไม้ ธูปเทียน ที่คนมาบนและแก้บน ร่ำลือกันมานานว่าเจ้าพ่อโพธิ์ให้หวยแม่น มีคนถูกหวยกันบ่อยๆ มาหลายปีดีดักแล้ว

ตอนกลางวันก็ดูสวยงามดีนะคะ หรือจะเป็นเพราะเห็นจนชินตาก็ไม่ทราบ แต่พอตกกลางคืนดูร่มครึ้ม ชวนให้วังเวงใจอย่างไรพิกล!

นอกจากให้หวยแม่น ยังมีเสียงลือว่าผีดุอีกต่างหาก!

บ้านดิฉันอยู่ก่อนถึงต้นโพธิ์ค่ะ พอเดินเข้าซอยพ้นทางแคบได้ไม่ไกลก็เห็นต้นโพธิ์โดดเด่น ไม่มองก็ต้องมองนะคะ...ก่อนจะเลี้ยวซ้ายเข้าบ้าน แต่ก็ไม่เคยเห็นอะไรผิดปกติสักครั้งเดียว

ตัวเองไม่กลัวผี ไม่เคยถูกผีหลอกสักครั้ง แต่ต้องขอออกตัวก่อนว่า...ถึงไม่เชื่อก็ไม่ลบหลู่นะคะ...ในที่สุดก็เจอดีเข้าจนได้!

เมื่อปลายปีนี้เอง ดิฉันเลิกงานตอนค่ำเพราะต้องเคลียร์ให้เรียบร้อยก่อนสิ้นปี นั่งรถสาย 14 จากประตูน้ำกลับบ้าน...พอเดินเข้าซอยรู้สึกเยือกเย็นชอบกล นึกได้ว่าเป็นหน้าหนาว แต่ผู้คนไม่รู้ว่าหายไปไหนหมด คล้ายกับมีเราเดินเข้าซอยคนเดียว

มีรถมอเตอร์ไซค์ดังกระหึ่มมาจากข้างหลัง ตอนนั้นใกล้จะพ้นทางแคบที่มีรั้วสูงๆ ขนาบทั้งสองข้างแล้ว ดิฉันแอบเข้าชิดซ้าย...รถคันนั้นก็แล่นหวือผ่านไป แต่ดิฉันยืนตัวแข็งทื่ออยู่กับที่

คุณพระช่วย! ไม่เห็นรถราสักคันเดียว มีแต่เสียงเท่านั้นเอง!

คงจะเกิดจากความเหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลียมากกว่า หูฟั่นเฟือน! ประสาทหลอน! ไม่อยากคิดอะไรมาก รีบเดินเร็วขึ้นเพราะรำคาญเนื้อตัว อยากอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเต็มทีแล้ว

ไม่ช้าก็เห็นโพธิ์ใหญ่ต้นนั้นยืนทะมึนอยู่ในแสงไฟเยือกเย็น น่าแปลกที่เห็นใครนั่งกอดเข่าอยู่บนขอบปูนรอบโคนต้น ฟุบหน้านิ่งๆ คล้ายคนนั่งหลับ...อากาศก็ชักเย็นยะเยือกขึ้นทุกที

ขณะที่จะเลี้ยวเข้าบ้านก็มองดูอีกครั้ง ชั่วพริบตาเดียวร่างนั้นก็หายไปแล้ว...หายไปต่อหน้าต่อตาดื้อๆ เล่นเอาดิฉันขนลุกซ่าไปทั้งตัว...คราวนี้เชื่อสนิทแล้วค่ะว่าเจ้าพ่อโพธิ์ศักดิ์สิทธิ์จริง อย่างน้อยก็ผีมีจริงๆ ไม่อยากหลอกตัวเองว่าตาฝาดแล้วค่ะ!

เรื่องเล่าของเดียรัจฉานวิชา

เขตชายแดนติดต่อประประเทศเขมรของภาคเหนือแห่งหนึ่ง เส้นทางแสนจะลำบากลำเค็ญในทุก ๆ ฤดู เป็นเวรกรรมของผู้ที่ใช้เส้นทางนี้ หมู่บ้านมะแว้ง ตั้งอยู่กลางดงไม้อันหนาแน่นไม่ปรากฏหลักฐานว่าผู้ใดเป็นผู้ริเริ่มในการมาลงหลักปักฐาน ถึงแม้นจะเป็นกลางดงลึก แต่ก็มีผู้คนอาศัยอยู่เกือบ ๕๐ หลังคาเรือน อาจจะเป็นเพราะดินค่อนข้างต่ำ น้ำค่อนข้างชุ่ม จากต้นน้ำหลาย ๆ สายของทิวเขาตลอดชายแดน
ก่อนจะเข้าพรรษาประมาณเดือน พฤษภาคม ก่อนฝนจะมาชาวบ้านมะแว้ง ได้มีโอกาสต้อนรับพระภิกษุสงฆ์สูงอายุราว ๆ ๖๐ เศษ ท่านได้ธุดงค์ผ่านมา ท่านปรารภว่า " เข้าพรรษาปีนี้อาตมาประสงค์จะจำวัดที่หมู้บ้านมะแว้งแห่งนี้ " พุทธบริษัทต่างปรีดาปราโมทย์เป็นยิ่งนัก จึงพร้อมใจกันสร้างกุฏิขึ้น ๑ หลัง เลือกสถานที่เริ่มแม่น้ำเพราะเห็นวิเวกดี

ชาวบ้านมะแวังมีอุปนิสัยชอบในการทำบุญ ถึงแม้จะเป็นหมู่บ้านที่ยากจนแต่ทุกคนมีศีลธรรมรักใครกรมเกียวกันดี จึงทำให้หลวงพ่อพระธดงค์ได้พำนักอย่างสบายใจ ในพรรษาชาวบ้านได้อยู่เย็นเป็นสุขกันมา จนกระทั้งผ่านมาถึงเดือนสุดท้ายก่อนออกพรรษา ข้าวในนาตั้งรวง อากาศเย็นเริ่มโชยมา ท้องฟ้าที่เคยมืดมิดเพราะเมฆฝนหายไป มีแต่ปุยฝ้ายเข้ามาแทนที่ ท้องฟ้าสีเงิน ตัดเมฆงามตายิ่งนัก แต่น้ำในห้วยเริ่มขาดแคลน

แล้วข่าวร้ายก็ได้กระจายทั่วหมู่บ้าน หมูแม่พันธุ์ที่มีอยู่ตัวเดียวของนายมิ่ง ที่เลี้ยงไว้ไต้ถุนบ้าน ได้หายไปในตอนกลางคืน นายพรานคงชี้ชัดบอกว่า เสือมาคาบเอาไปกินเพราะบริเวรรอบบ้านมีรอยเท้าเสือเกลือนไปหมด ตั้งแต่นั้นมาวัวควายก็ทยอยหายไปเรื่อย ๆ แม้แต่สัตว์เล็กอย่างเป็ดไก่ก็พลอยหายไปด้วยเป็นที่หวาดผวาของชาวบ้านมะแว้ง ใครมีวัวมีควายต่างก็นำมาผูกรวมกันไว้คอกกลางหมู่บ้านและได้ก่อไฟเปลี่ยนเวรยามกันอย่างแน่นหนา

พอค่ำหน่อยต่างก็ปิดประตูหน้าต่างกันเงี่ยบไม่ได้ยินแม้แต่เด็กที่ร้องให้เพราะกลัวเสือมันจะมาคาบเอาไปกิน ใครจะมีธุระกลางค่ำกลางคืนมาจะไม่คนเป็นประตูรับเป็นอันขาด ถ้ามีปวดท้องก็กลั้นเอากลั้นไม่อยู่ก็จะต้องมีคนมาคุมไม่น้อยกว่า ๓-๖ ยืนคุมพร้อมด้วยอาวุธที่มี.. ส่วนมากจะไม่มีใครกล้าลงจากบ้านกันเลย

และวันนี้ก็เป็นอีกวันที่ชาวบ้านมะแว้งต้องสยองขัวญเพราะเสือได้คาบหมูของนายอินนางจันทร์สองสามีภรรยาเอาไปกิน หมาเลี้ยงไว้หลายตัวแต่ละตัวล้วนแต่ดุ ๆ เห่าเก่ง วันที่เกิดเหตุต่างไม่มีตัวไหนเลยที่จะส่งเสียงมาเตือน พวกมันมัวไปทำอะไรอยู่ที่ไหนกัน พรานคงได้นำชายหนุ่มฉกรรจ์ออกตามรอยเท้าเสือก็พบเศษซากของหมูเกลื่อนกลาดไปเป็นทาง

อีกหนึ่งอาทิตย์จะออกพรรษาหัวหน้าชาวบ้านเรียกลูกบ้านมาประชุมกันถึงเรื่อง งานบุญปีนี้จะเอาอย่างไรกันดีเพราะได้มีเสือเข้าในหมู่บ้าน และได้มีผู้กล้าหาญ ๕-๖ อาสาออกไปจัดการกับเสือร้ายโดยนายพรานคงเป็นหัวหน้า พรานคงให้นายวินเป็นคนเอาหมูออกไปผูกล่อเสือตรงกลางทุ่งแล้วพวกขางพรานคงก็ทำคัดห้างที่ต้นไม้ใหญ่คอยจ้องมองว่าเสือมันจะมาคาบเอาหมูที่ผูกไว้เมื่อไหร

เสือมันก็รู้ตัวไม่ยอมโผลมาให้เห็น คืนที่สองก็แล้วจนกระทั้งคืนที่สาม ดวงจันทร์ขึ้น ๘ ค่ำแสงจากดวงจันทร์สว่างจ้า ลมเย็น ๆ เริ่มโรยตัวลงมาแต่เหล่านายพรานคงยังคงถือปืนจ้องไปที่หมูที่ผูกเอาไว้ เสียงจิ้งหรีดที่พากันร้องจ้าจนแสบแก้วหูพลันพาพร้อมใจกันหยุดร้องเงี่ยบกริบแม้แต่ลมก็พลอยจะหยุดไปด้วย ลมโชยมาอีกครั้งคราวนี้ได้กลิ่นสาบและร่างของเสือก็ปรากฏขึ้น หมูที่ผูกไว้มันรู้ว่าภัยได้มาถึงตัวมันแล้วมันดิ้นรนอย่างสุดชีวิตเพื่อให้เชือกที่ผูกมัดไว้กับตอไม้หลุดออกแต่ก็ไม่พ้นจากกรงเล็บของเจ้าลายพลาดกลอนไปได้ นายพรานคงถึงกับผงะเพราะเสือตัวใหญ่ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย พอตั้งสติได้จึงยกปืนแก๊ปเล็งและวาดกระบอกปืนไปที่ร่างของเสือ เสียงปืนดังสนั้นหวั่นไหว

ทุกคนเห็นชัด ๆ ว่าเสือกระเด็นกระดอนไปตามแรงของปืน แต่อะไรนั้นมันลุกขึ้นยืนสะบัดขนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และก็ได้คาบเอาเหยื่อแล้วเดินหายลับไปต่อหน้านายพรานคง ทุกคนตลึงอ้าปากค้าง

รุ่งเช้าทุกคนออกตามรอยเสือไป ไม่มีแม้แต่รอยเลือดของเสือคงมีแต่เลือดของเหยื่อเท่านั้นปืนของนายพรานคงทำอะไรมันไม่ได้เลยเหรอ ข่าวเสือร้ายบุกเข้าไปคาบสัตว์เลี้ยงของชาวบ้าน นายอำเภอและตำรวจได้ออกมาช่วยไล่ล่าเสือแต่ไม่มีวี่แววของเสือมาให้เห็นเลย จนกระทั้งออกพรรษา ทุกคนลงความเห็นว่ามันคงแผ่นไปไกลไม่มาในหมู่บ้านนี้แล้ว ต่างคนก็ดีใจที่จะได้ไม่ต้องขวัญหนีดีฝ่อกันอีกแล้วต่างประกอบอาชีพกันตามปกติ หลังจากออกพรรษาไปได้ ๓ วัน ลูกสาวของพรานคงเอาขนมไปให้ยายที่บ้านท้ายทุ้ง ก็ถูกเสือคาบเอาไปกิน ร่องรอยเสือแทะจนเหลือแต่กระดูก ตับไตไส้พุงหายเกลี้ยง มันต้องเป็นเสือตัวเดียวกับตัวเดิมนั้นเอง

ชาวบ้านมะแว้งต้องขวัญเสียอยู่กันอย่างหวาดผวาอีกครั้ง และไม่กี่วันถัดมา มีเด็กถูกเสือคาบเอาไปกินอีก.... เป็ดไก่วัวควายก็เริ่มหายไป ในที่สุดพวกชาวบ้านก็อบพยพหนีเสือกับจนเกือบจะหมดหมู่บ้าน พากันทิ้งข้าวในนาที่กำลังออกรวงเหลืองหร่าม

ท่ามกลางความเงียบและน่ากลัว ได้มีเกวียนเทียมวัวบรรทุกขายสินค้าพาสองสามีภรรยาวัยชราผ่านมาพบกับชาวบ้านชุดสุดท้ายที่เตียมอพยพลูกเมียออกจากหมู่บ้าน พอชายชราเห็นดังนั้นจึงได้ถามไถ่ได้ความมาว่าเสือร้ายได้มีก่อกวนจนเหลือทนแล้ว พ่อเฒ่าทั้งสองก็เหมือนกันต้องรีบออกไปจากหมู่บ้านนี้ก่อนมืดค่ำเดี๋ยวจะไม่ทันการ

ชายชราได้ฟังแล้วก็พูดขึ้นว่านี้ก็เย็นแล้วเห็นจะไม่ทันแล้ว และได้ขอร้องขอให้ทุกคนอยู่แต่ในที่พัก หากว่าคืนนี้มีเสียงอึกทึกครึกโครมอะไรห้ามออกมาดูและส่งเสียงเป็นอันขาด ยายได้ไปชวนพวกผู้หญิงทำอาหารเย็นไว้กินกันก่อนที่จะมืด ฝ่ายตาก็ได้เข้าไปทำพิธีในเกวียน

คืนวันเพ็ญเดือน ๑๒ แสงจันทร์ได้สาดส่องให้เห็นอะไรในตอนคืนได้เหมือนกับกลางวัน เวลาผ่านไปเลยเที่ยงคืนลูกเด็กเล็กแดงได้นอนหลับกันหมดแล้วยังคงมีแต่พวกผู้ใหญ่ที่คอยเงี่ยหูฟังว่าคืนนี้จะเกิดอะไรขึ้น และทุกคนต่างก็สดุ้งเมื่อได้ยินเสียงหายใจฟืดฟาด เหมือนเสียงวัวควายชนกัน กลางแสงจัทนร์นั้น ควายสีดำเป็นมันล่ำพี ๒ ตัว กำลังต่อสู่กับเสือขนาดมหึมา ควายตัวหนึ่งนั้นถูกแรงตบจากเสือกระเด็นกระดอนไปแต่ควายอีกตัวกระโจรเข้าขวิดทันทีเมื่อเสืองับคอควายตัวที่กระเด็น นอกจากจะไม่ระคายหนังควายแล้ว เสือยังถูกแรงสบัดหลุดกระเด็นแถมถูกซ้ำด้วยการขวิดของควายอีกตัวเข้าด้านหลัง ในที่สุดเสือพยายามหนีเพราะควาย ๒ ตัวรุมเสืออย่างไม่ให้ตั้งตัวติด

และในที่สุดควายตัวหนึ่งพุ่งชน ร่างเสือกระเด็นลอยสูงไปตกบนหลังคากระท่อม จากนั้นมันกระโจนหายไปอย่างไม่รู้ทิศทาง และไม่มีใครรู้ว่ามันไปไหน ควายสองตัวเดินสบัดหัวสะบัดหางเฉียดกระเกวียนสองตายายแล้วร่างของควายทั้งสองก็หายวับจากสายตาที่จ้องมองอย่างใจจดใจจ่อ

รุ่งเช้าพวกชาวบ้านที่ยังเหลืออยู่ได้พากันดีใจ ได้เตียมอาหารหวานคาวเพื่อไปทำบุญเพราะเรื่องร้าย ๆ ได้มลายหายไปแล้วชาวบ้านไม่ลืมที่ไปชวนสองตายายไปใส่บาตรด้วยกัน และพวกชาวบ้านได้พากันตะลึงอ้าปากค้างก้าวขาไม่ออกเพราะภาพที่เห็น

ที่หน้ากุฏิร่างของของหลวงตานอนหายใจระรวย ตามตัวมีบาดแผลฉกรรจ์หลายแห่ง เลือดสด ๆ ไหลโกรกออกมาจากบาดแผล ตามร่างกายชุ่มโชกไปด้วยเลือด จมูกและปากก็มีเลือดไหล อะไรหรือนั้นที่ท่อนล่างตั้งแต่ท่อนเอวลงไป เป็นร่างของเสือลายพลาดกลอนเหลืองดำ หางสั่นระริกแสดงว่าใกล้จะสิ้นใจเต็มทนแล้ว

สายตาของหลวงตาเต็มไปด้วยความเศร้าสร้อย เหมือนจะบอกว่า มีใครบ้างอยากตกอยู่ในสภาพอย่างนี้ ทุกอย่างเป็นกฏของกรรม โดยแท้ เพราะเป็นพระแทนที่จะเจริญศีลภาวนากลับมุ่งร่ำเรียนแต่ เดียรัจฉานวิชา...ผลจึงออกมาเช่นนี้....

ซื้อรถมือ2ตามหลอนทั้งคืน

เรื่องของเรื่องก็คือ...ผมขึ้นไปกรุงเทพฯเพื่อไปซื้อของที่มาบุญครองเพื่อเอากลับมาขายที่ขอนแก่น..ก็เลยไปพักกลับเพื่อนสมัยเรียนสาธิตด้วยกันชื่อต้องซึ่งทำธุรกิจเต็นท์รถมือ 2 อยู่พหลโยธินซอย 52 ผมไปถึงประมาณเย็นๆ...ไอ้ต้องก็ได้มารับผมที่หน้าเซียร์รังสิตแล้วเราก็ได้ถามไถ่กันว่าอ้าวมึงไปไหนมาว่ะเม่งให้กูรถตั้งนาน ไอ้ต้องก็ตอบว่ากูพึ่งไปประมูลรถมานี่แหละ เสร็จแล้วกูก็รีบมารับมึงเลยเนี๊ยยังไม่ได้แดกอะไรเลย..คันไหนว่ะ เซฟิโร่นี่แหละ แต่งมาซะสวยเลย จากนั้นเราก็ไปกันที่เต็นท์รถของต้องกัน


พอตกตอนเย็นก็เป็นธรรมเนียมคือต้องไปกินเหล้ากันซะหน่อย ผมถามว่าเอาคันไหนไปเที่ยวดีว่ะ เอาคันสวยๆนะโว้ย จะได้จีบหญิงง่ายๆหน่อย ต้องก็เลยเลือกเอารถที่พึ่งประมูลได้มาใหม่คือเจ้าเซฟิโร่คันขาว ก็มีผม+ไอ้ต้อง+ไอ้ตั๊กเด็กวิ่งรถของมันไปเที่ยวด้วยกัน 3 คน
พอเที่ยวเสร็จก็ประมาณตี 2 ครึ่งก็พากันกลับต่างคนก็เมาได้ที่ ขับซักหน่อยแอร์รถก็เพิ่มความแรงขึ้นเอง ประมาณว่าจากเปิดเบอร์ 2 แต่ลมออกมาเบอร์ 4 ผมก็มองหน้าไอ้ต้อง ไอ้ต้องก็พยายามปิดแอร์แต่ก็ปิดไม่ได้ ไอ้ตั๊กซึ่งนั่งอยู่ต้านหลังก็ตะโกนมา แอร์พังป่าวเพ่

จากนั้นไม่นานแอร์ก็เริ่มส่งกลิ่นเหม็นเนาออกมา..เรา 3 คนมองหน้ากัน แต่ไม่กล้าพูดอะไร ไอ้ต้องเลยเปิดกระจก ลมแอร์ก็ยังแรงเหมื่อนเดิมและก็ยังมีกลิ่นเหม็นๆออกมาตลอด...แค่นี้ก็จะไม่ไหวแล้ว วิทยุเสือกเปิดเองอีกต่างหาก ผมนึกในใจกรรมแล้วกูคราวนี้ โดนแน่ๆ เรา 3 คนต่างเงียบไม่พูดอะไร ได้แต่มองหน้ากัน พอดีเรากำลังจะขับผ่านศาลเจ้าจนผมมองไปทางด้านขวามือของไอ้ต้องผมก็ไม่รู้ว่าศาลอะไรหลอก....แต่ก็ได้นึกในใจว่าท่านช่วยดูแลพวกลูกๆให้ปลอดภัยด้วยเทอญ เพราะเป็นอย่างนี้มาประ 10 นาทีแล้ว พอขับรถผ่านศาลเจ้าเสร็จ...อธิฐานเสร็จ...วิทยุก็ดับ...แอร์ก็ปกติ...

จากนั้นเราก็กลับไปถึงคอนโดของไอ้ต้องมัน ผมกับไอ้ต้องเอารถไปจอดใต้คอนโด ไอ้ตั๊กเอาคีการ์ดไปเปิดประตูรอ พอลงจากรถเสร็จต่างคนก็ไม่พูดพล่ำทำเพลง รีบเดินขึ้นคอนโด เสียงไอ้ตั๊กก็ร้องเรียก พี่ต่อ พี่ต้อง เร็วๆ รีบมาเดี๋ยวผีมันตามมาทัน ผมนึกในใจไอ้เวรนี่ ปากดีจริงๆ จากนั้นก็ขึ้นห้องนอน ผมกับไอ้ต้องนอนบนเตียงด้วยกัน ส่วนไอ้ตั๊กนอนข้างล่างก่อนนอนผมเลยถามไอ้ต้องว่า ศาลที่เราผ่านมาตะกี้ ศาลอะไรว่ะ ไอ้ต้องตอบสั้นๆ ศาลเจ้าพ่อเสือ..!!!

รีบนอนเถอะมึงพรุ่งนี้งานเข้าแต่เช้า พอเช้ามา ประมาณ 7 โมงเช้าผมตื่นขึ้นมาอ้าว...ไอ้ต้องอาบน้ำอยู่..แล้วไอ้ตั๊กไปไหนว่ะ..!!..ผมก็ไม่ได้สนใจเท่าไหร่ พอไอ้ต้องอาบน้ำเสร็จ เราก็เลยชวนกันลงไปดูไอ้รถเซฟิโร่เจ้ากรรมคันเมื่อคืนว่ามันเป็นอะไรกันแน่ ผีหลอกหรือรถมันพัง พอลงไปถึง ผมกับไอ้ต้องต่างตกใจ...มองหน้ากัน ไอ้ตั๊ก นั่งกราบรถคันนี้อยู่ ดอกไม้ธูปเทียนครบ อ้าวไงเป็นอย่างนี้ว่ะ ก็เลยเดินเข้าไปถามมันว่าทำอะไร

มันตอบกลับมาว่าเมื่อคืนมันไม่ได้นอนทั้งคืนเลย มีผู้ชายมานั่งทับมันแล้วดึงขามันลากไปรอบๆ เตียงนอนทั้งคืนเลยและบอกว่ามึงท้าทายกูเหรอ

พวกผมฟังแล้วขนหัวลุก เลยรีบไปหาดอกไม้ธูปเทียนมาขอขมาลาโทษบ้าง..พอดีลุงยามเห็นลุงยามก็ยังบอกอีกว่าไฟหน้ารถเปิด/ปิดทั้งคืนเลย ลุงก็ไม่ได้นอนและกำลังจะกับไปนอนนี่แหละ จากนั้นไอ้ต้องชวนผมเอารถคันนี้ไปขายส่งต่อเต็นอื่นในวันนั้นเลย จากนั้นเป็นต้นมาเวลาไอ้ต้องซี้อรถเข้ามามันจะซื้อพวงมาลัยมาไหว้พร้อมเลย

เพื่อนมาลา

เรื่อง "เพื่อนมาลา"เป็นเหตุการณ์ตรงของผมเองโดยตรงคือสมัยปี95 ผมเรียนอยู่โรงเรียนประจำ ชื่อดัง แถวศรีราชา ก็เป็นเด็กประจำไป โรงนอนของนร.ประจำก็จะคล้ายๆ โรงนอนของทหารนั่นแหละ เป็นเตียงสองชั้นวางเรียงกันเป็นตับ



สองร้อยกว่าเตียง เพียงแต่ติดแอร์ อยู่อย่างสบาย ก็เท่านั้นในสมัยนั้นผม ซี้กับเพื่อนคนนึง บ้านอยู่เมืองชลแต่ดันมาอยู่ประจำ ชื่อว่า"จักร"ไอ้จักร เป็นคนที่หน้าตาผ่องใส ปากอมชมพู หน้าตาดีครับ ว่าง่ายๆ แล้วก็มีพี่สาวอยู่ม.ปลาย



ชื่อว่าดาวก็เฮฮา สนุกสนานครับ ชีวิตวัยเรียน แต่วันที่เกิดเรื่อง ทำเอาชีวิตผมได้ รู้จักคำว่า "วิญญาน เป็นครั้งแรก และหลังจากนั้นก็มาอีกเรื่อยๆผมตอนนั้นก็ฟังเรื่องผี บ้างทั้งแอบเอาซาวด์เบาท์ ไปแอบฟัง



ที่ดาดฟ้า (อยู่ศรีราชา มันไม่สัญญาน ต้องไปตะเวนหาคลื่นฟัง) ก็ฟังรายการคุณป๋องนี่แหละครับ ฟังมาตั้งแต่สิบเอ็ดขวบ ยันยี่สิบเจ็ดแล้ว ตอนอยู่ดาดฟ้าก็น่ากลัวครับ แต่มีพวกรุ่นพี่เต็มไปหมด มาแอบฟังบอลกัน



พากย์โดยตำนานอย่าง ย.โย่ง ส่วนพวกผมฟังเรื่องผี ฮ่าฮ่ากลับมาเข้าเรื่องดีกว่า ออกไปซะไกล คืนเกิดเหตุ เป็นคืนวันอาทิตย์ ผมก็เข้านอน ตามปรกติ เพื่อนผมที่ชื่อจักร ก็ไม่ได้กลับมา ปรกติต้องกลับมาตอนเย็นวันอาทิตย์



ถ้าขอกลับบ้านวันศุกร์ แต่ผมคิดว่า บ้านมันโชคดีอยู่แค่เมืองชล มาเรียนตอนเช้าก็คงสบายๆ ก็ไม่ได้ เอะใจอะไรคือ"จักร" เพื่อนผมคนนี้ เค้ากลับทุกวันศุกร์ไปเรียนพิเศษ ที่เมืองชลครับพอนอนไป ผมรู้สึกหนาวมาก



ก็ตื่นขึ้นมากลางดึก ผ้าห่มหายครับ ผมก็คิดว่าสงสัยนอนดิ้นจนผ้าห่มมันตก ตอนแรกก็จะคว้าหา แต่ก็รู้สึกแปลกๆ ได้ยินเสียง "วู้.........." เป็นเสียงแบบ ทิวสน มันโดนลมพัดแบบแรงๆครับ



ก็เลยกลั้นใจกอดตัวเองนอนทนหนาวไปตอนที่ทนหนาวก็สงสัยว่า เกิดมาไม่เคยนอนทำผ้าห่มตก (เพราะผมเป็นคนนอนติดผ้าห่ม จะร้อนหนาวห่มไว้ก่อน) ทุกวันนี้ก็ไม่เคยทำตกเลยซักครั้ง ยกเว้นคืนนั้นและเสียงที่รอดเข้ามา



มันมาได้ไง ทั้งที่ห้องนอนเป็นห้องแอร์ ปิดหน้าต่างมิดชิด คิดไป เพลียไป ก็เผลอหลับ แล้วก็สะดุ้งตื่นมาอีกครั้ง เพราะความหนาว หนาวมากครับ แต่คราวนี้ ได้ยินเสียงฝนตก แอร์ก็ปิด หน้าต่างบานเกร็ด เปิด ไอ้เสียงทิวสน



ที่ดัง "วู้ ..... วู้ " นี่หนักกว่าเดิม เสียงมันแทรกมาดังกว่าเสียงเม็ดฝนกระแทกหลังคาซะอีก ผมกลั้นใจครับ หลับหูหลับตา เอาขาลากผ้าคลุมเตียงบางๆ ที่โรงเรียนแจกให้คลุมตอนเก็บเตียงทุกเช้ามาห่ม



จิตใจผม รู้แล้วละครับ ว่าวันนี้มันแปลกๆ แต่ก็ไม่คิดอะไร ก็นอนตอน ด้วยความเพลียก็เผลอหลับไปอีกครั้งครับ คราวนี้ก็ต้องตื่นมาอีกครั้งเนื่องจากผ้าคลุมเตียงที่เอามาห่มนั้น ก็หายไปอีกแล้วครับ



ผมหนาวก็เลยตื่นขึ้นมาผมรู้แล้วครับว่าตัวเองโดนแล้ว ที่เคยได้ยินมาว่ามีผีที่ชอบดึงผ้าห่มก็โดนเข้ากับตัวก็คราวนี้เอง ตื่นขึ้นมาก็หลับตาตลอดครับ ไหนๆก็จะโดนหลอกอยู่แล้ว ขอไม่เห็นก็แล้วกัน



เสียงฝนก็ยังตกอยู่ครับ หนักพอสมควร ก็ได้ยินเสียงครับ เป็นเสียง เหมือนเสือมันกัดกันครับ เสียงมันเป็นประโยคๆ เนี่ยแหละ แต่ฟังไม่รู้เรื่องครับเหมือนเสียงสัตว์ ผมก็ขดตัว พยายามฝืนหลับครับ



เสียงก็อยู่ข้างหลังผม(ผมนอนตะแครงขวา) จนผมก็เผลอหลับไปอีกแล้วครับครั้งที่สี่ ผมตื่นมา อีกครั้ง (ด้วยความหนาว) ฝนข้างนอกก็เบาลง ก็ได้ยินเสียงเหมือนคนเดินรอบตึก หมามันก็ตามเห่าไปเรื่อยครับ



แต่แปลกตรงที่ผมไม่กลัวเสียงเดินนี่เลย กลับรู้สึกอุ่นใจ ทั้งๆที่รู้ก็รู้ว่าไม่ใช่เสียงฝีเท้าคนแน่นอนครับพอรู้สึกดีแล้ว ซักพักผมก็หลับไป คราวนี้ผมฝันครับ เห็นเพื่อนมายืนอยู่ที่ปลายเตียง หน้าซึมๆ แล้วมันก็ยิ้มให้เล็กน้อย



ซักพักผมก็ตื่นด้วยเสียงออด ที่ทางหอ เค้าเอาไว้ปลุกเด็กกันผมตื่นขึ้นมา ด้วยความเพลียเหมือนไม่ได้หลับได้นอนเลย แต่ก็ต้องสะดุ้งเฮือก เมื่อ รู้สึกว่า แอร์มันเปิด แล้วหน้าต่างมันก็ปิด ระหว่างอาบน้ำ ผมก็คิดไปพลางว่า



ถ้าฝนตก มีคนไปเปิดหน้าต่าง ไม่แปลก แต่แปลกตรงที่ จะเช้าแล้วใครจะทะลึ่งไปปิดแล้วมาเปิดแอร์ใหม่?หน้าต่างมีไม่ต่ำกว่าเจ็ดสิบ บาน ใครมันจะมานั่งหมุนบานเกร็ด ???ผมก็คิดแล้วคิดอีก



บวกกับเรื่องที่เจอเมื่อคืนก็สรุปได้ว่าน่าจะโดนผีหลอก แต่ทำไม คนนอนตั้งสองร้อยคน มาโดนผมคนเดียว??ด้วยความข้องใจ พออาบน้ำเสร็จ ระหว่างแต่งตัวผมก็ถามเพื่อนล็อคเกอร์ข้างๆว่า เมื่อคืนฝนตกหนัก



มึงรู้เปล่า?เพื่อนผมทำหน้างง บอกเมื่อคืนกูลุกไปฉี่ ไม่เห็นมีอะไรเลย ผมก็งงครับ แต่งตัวเสร็จก็รีบวิ่งออกไป หน้าหอ เหลือเชื่อครับ มีแต่รอยคราบน้ำค้าง แต่ไร้ซึ้งความเปียกแฉะ ของฝนที่กระหน่ำเมื่อคืน!!!!พอจังหวะเงยหน้ามาเห็นพี่สาวเพื่อนผม



นั่งร้อไห้อยู่ข้างหน้าตึกครับ ผมก็เหมือนรู้สึกแล้วว่าต้องเป็นเรื่องไม่ดีแน่ๆ พี่เค้าเห็นหน้าผม แล้วก็เดินมาบอกผมทั้งน้ำตาว่า "จักรตายแล้ว" ผมก็ตกใจ ถามพี่เค้ากลับว่า"จริงเหรอพี่?" "ไปโดนอะไรครับ"?พี่สาวเค้าก็เล่าว่า



จักรขับรถกลับจากที่เรียนพิเศษ โดนสิบล้อ เบียดลงข้างทาง รถคว่ำ ตายเมื่อวันศุกร์ เย็นๆระหว่างที่พวกเพื่อนกลุ่มผมมาสมทบกันปลอบพี่เค้า ผมก็นั่งคิดว่า หรือเมื่อคืนคือ ไอ้จักร? เป็นคืนที่สามพอดี พอคิดได้แบบนั้น



ผมก็นึกเสียใจที่น่าจะลุกมาคุย หรือสื่อสารกับเค้ากลับ แต่ผมพยายามปิดตัวเองเพราะความกลัวทั้งคืน งานศพ อะไรก็ผ่านไป แต่ทุกคนที่อยู่รุ่นผมก็ยังคงไม่ลืมเพื่อนผมคนนี้แน่นอน ว่าเป็นคนแรกที่ตายในรุ่น



ต่อจากนั้นก็มีเพื่อนผมอีกคนชื่อ โจ และปีย์ (ปีย์ชนิต โป..โต้) ก็เคยฝันถึงอยู่เหมือนกันครับ ว่านั่งเรียนกัน เล่นกัน แล้วไอ้จักร ก็ชวนผมไปที่โรงอาหาร แต่มันพูดว่า" ไปกับกูเปล่า?"ผมก็ฉุกนึกขึ้นมาได้ว่ามันตายไปแล้ว



ก็บอกไปว่า "ไว้ก่อน เดี๋ยวกูค่อยตามมึงไปทีหลังแล้วกัน"มันก็พยักหน้า แล้วก็เดินหายไป ส่วนผมก็ตื่น ขึ้นมานั่งคิด ส่วนเรื่องไอ้ปีย์ หลังจากที่มันออกเทปไปซักพัก ก็มีชวนผมไปดูหนังรอบสื่อ ที่เมเจอร์



เรื่องที่บริทนีย์เล่น ชื่ออะไรซักอย่างจำไม่ได้ ก็ไปดูกับพวกมัน แล้วก็แยกย้ายกันไป หลังจากนั้นซักปี นึง ผมก็อยู่ๆก็ฝันถึงมัน เช้ามาผมขับรถไปทำงาน ผ่านเมเจอร์ รัชโย ก็นึกได้ว่า เออ ครั้งล่าสุดมาดูหนังกับมันก็ที่นี่ นี่นา



มันจะเป็นยังไงบ้างวะตอนนี้ คิดไม่ทันเสร็จ เพื่อนผมก็โทร บอก เฮ้ย มึงได้ข่าวไอ้ปีย์ มันยัง ผมก็สวนกลับ เออกูกำลังคิดถึงมันอยู่พอดี มันเป็นยังไงบ้างวะ? นี่กูคิดถึงมัน มึงก็โทรมาบอกข่าวกูเรื่องมันเลย



บังเอิญจริงๆ มันจะออกชุดใหม่ใชมั้ย?ผมใส่เป็นชุดด้วยความดีใจในความบังเอิญ ส่วนเพื่อนผมก็เงียบ แล้วก็บอกว่า กูเห็นในข่าวบอกว่าไอ้ปีย์ เพื่อนมึง มันตาย กูเห็นว่ามึงสนิทกัน กูเลยโทรมาบอกผมขับรถอยู่



ผมอึ้งครับ จอดรถตรงฝั่งตรงข้ามศาลทันทีแล้วก็ถามว่า ตายตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่ไหน?เพื่อนผมมันก็บอกไม่รู้เห็นข่าวบอกว่าตายก็แค่นั้น แล้วก็โทรหาผมเลยแล้วผมก็ไปงานศพเพื่อน เจอพวกเพื่อนเก่าๆ มากมายแล้วก็คุยกัน



แม่เค้าก็เล่าให้ฟังว่า หมอเค้าชันสูตร บอกว่าปีย์ เค้าโดนช็อด จากเครื่องทำน้ำอุ่น กระเด้งออกมา หัวกระแทกพื้น แต่ยังไม่ตายทันที ต้อง ลืมตาดูฝ้าอยู่หลายชั่วโมง จนตาย ที่ขยับตัวไม่ได้เพราะเลือดคั่งในสมองผมฟังแล้วก็หดหู่



แถมข่าวก็บอกว่ากว่จะพบศพก็หลายวัน น้องมันเปิดมาเจอ เรื่องก็มีเท่านี้แหละครับ



สำหรับเรื่องผีเพื่อนผมก็ขอกราบอนุโมทนา ส่วนบุญกุศลให้เพื่อนด้วย ขอบคุณที่ติดตามนะครับ




Credit : www.shockfmclub.com