เรื่องมีอยู่ว่า ต้น รวมตัวกับเพื่อน ๆ ได้กลุ่มหนึ่ง ประมาณ 10 คน แล้วนั่งคุยกันว่า เด๋วหลังเสร็จงานจัดโปรแกรม ไปเที่ยวต่างจังหวัดกัน พองานเสร็จ ทุกอย่างลงตัว ก็เลยมานั่งคุยกันว่า ไปไหนดี เพื่อนคนหนึ่งพูดขึ้นว่า ไปดอยอินทรานนท์มั้ย แต่อีกคนบอกว่าฝนตก ไม่สนุกหรอกเข้าป่า พอคุยกันไปคุยกันมา ไม่ได้ข้อสรุป ต้นเลยบอก เอาตามที่เอ็งบอกนั้นละ ดอยอินทรานนท์ นั้นละ
พอได้ข้อสรุป ก็แยกย้ายไปเก็บข้าวของ ก็ขับรถไป พอไปถึงที่ ดอยอินทรานนท์ จอดรถเสร็จ ทุกคนหยิบกระเป๋าของตัวเอง แล้วเพื่อนผม จังหวะว่า พาแฟนไปเปลี่ยน บรรยากาศ พอเราเดินไปได้สักพัก ( นี้คือเดินอยู่ในป่าแล้วนะครับ ) แฟนเพื่อนผม ไปเจอสิ่งที่แบบว่า คล้าย ๆ กับ แก้วน้ำอะไรสักอย่างเนียละ เลยเดินไปจับ แล้วหยิบมาดู ก็ไม่มีอะไร พอหันไปตันไม้ต้นอื่น ก็มีสิ่งแบบเดียวกันอีก เลยหันมาบอกว่า รีบไปเถอะวะ มันจะมืดละ รีบเดินไปให้ถึงจุดกางเต้นเถอะ
พอเดินไปได้สักระยะหนึ่ง แฟนเพื่อนผมก็บอกว่า อ้าวเห้ย พวกเอ็งเห็นอะไรนั้นปะหายเข้าไปแล้วอะ บนต้นไม้ ทุกคนบอก เห้ย เข้าป่าเห็นอะไร อย่าทัก สิ่งดีก็มีไม่ดีก็มี รีบไปเถอะ มันโพ้ลเพ้ลแล้ว จากนั้นก็ เดินแล้วก็เที่ยวตามปกติ แต่เรื่องมันมาเกิดตอนที่เดินทางกลับ
แฟนเพื่อนผมพูดขึ้นว่า ขอไปด้วยได้มั้ย เพื่อนผมเลยบอกว่า "อ้าวไอห่า แฟนเอ็งเป็นไรว่า อยู่ ๆ บอกว่า ไปด้วยได้มั้ย" เพื่อนผมเลยบอกว่า "มาด้วยกันก็กลับด้วยกันดิ หรือว่าเอ็งจะอยู่เที่ยวกันต่อ 2 คน" ผมได้ยินเสียงที่ตอบมาแบบช้า ว่า "ขอบคุณ"
ทุกคนหันมองหน้าแล้วเดินต่อ ต้นคิดในใจแล้วว่า มันต้องมีอะไรแน่เลย เพราะว่าทำไมตามัน ขวาง ๆ แปลก ๆ เหมือนไม่ใช่แฟนเพื่อนผม ที่ต้นรู้จัก พอกลับมาถึง กทม. ก็แยกย้ายกันกลับบ้าน เอาของไปเก็บ แล้วเดียวมาเจอ บ้านต้น นั่งกินสุรา กัน เพื่อนผมคนนั้นมันก็พาแฟนมันมานั่งด้วย แล้วต้นจำได้ติดตาเลยว่า ในวงมีไก่ต้มน้ำปลา กับ หอยแครงอยู่
แฟนเพื่อนผมบอก หิวข้าวจัง ต้นเลยบอกว่า เห้ยเอ็งไปตักข้าวมาให้แฟนเอ็งกินดิ พอตักมาให้ก็ไม่กิน กินเข้าไปไม่ถึง 2 คำ แล้วบอกอิ่ม สุราหมดไป 1 กลม บางคนก็เดินไปเข้าห้องน้ำ บางคนออกไปคุยโทรศัพท์ ส่วนเพื่อนผม อีก 2 คนออกไปซื้อมาต่อ
ในวงไม่เหลือใคร นอกจาก แฟนเพื่อนต้น ทีแรกต้นก็ไม่ได้สนใจอะไร ก็นั่งคิดว่าแฟนเพื่อนต้น ปกติมัน เฮฮ่า นิหว่าทำไมวันนี้มันเงียบผิดปกติว่ะ
แล้วเพื่อนผมอีกคนที่ยืนคุยโทรศัพท์อยู่ก็เรียกต้นว่า เห้ยมาดูไรนี่ดิ เห็นเต็ม ๆ 2 ตาเลย ไก่ที่วางอยู่ แฟนเพื่อนผมกินแบบ ใส่มือฉีดอะ กระชาก ไม่ก็ไม่น่าแปลกอะ แค่กินไก่อาจจะกินไม่ถนัด แต่ที่แปลกคือ แฟนเพื่อนผมคนนี้ มันสำอางมาก ไม่มีทางที่จะทำแบบพวกต้นแน่ กินหมดเสร็จจะพูดยังไง เอาเป็นกินแบบสกปรก อะ
ก็ยังไม่สนใจอะไร แค่ดูแล้วมันแปลก ๆ ไป เท่าไรยังไม่ได้คิดไรมาก พอมา 2 วัน เพื่อนโทรมาบอกว่า แฟนมันชอบให้ซื้อของ สด ๆ ดิบ ๆ มาให้ บอกว่าจะเอาไว้ทำกับข้าว แต่พอเช้า ของที่ซื้อมาหายหมด ทุกคนเลยบอกว่า ผิดปกติแล้วละ
เลยรวมตัวกันแล้วบอกเพื่อนคนนั้นว่า วันนี้ไปซื้อมาอีกนะ แล้วมาแอบดูกันว่า มันเกิดอะไรขึ้น ผมที่ได้คือ แฟนมันลุกขึ้นมากลางดึก มาหยิบของพวกนั้นกินแบบ ไม่ใช่คนอย่าเรา ๆ กินอะครับ ที่เห็นอะ ต้นเลยบอกว่า ไม่ใช่แล้วอะ เลยบอก ลองเอาพระให้ใส่ พอให้พระใส่ ก็ปกติดีทุกอย่า พูดจารู้เรื่อง
ต้นก็ งง ว่าถ้าผีเข้าหรืออะไรยังไง เจอพระก็ต้อง ออกหมด แต่นี้ปกติ เลยบอกว่างั้นพาไปที ตำหนักอาจารย์ต้นแล้วกัน ไม่ขอบอกนะครับว่าที่ไหน พอไปถึงที่ ตำหนัก อาจารย์เลยถามว่า "ไปโดนอะไรมา" ก็เลยลอง ๆ เล่าให้ฟังว่า หน้าจะเป็นแบบนี้นะ
อาจารย์ต้นเลยบอกว่า แฟนเพื่อนเอ็ง โดนของดีแล้วละ สรุปง่าย ๆ เลยคือ ปอบผีฟ้า ที่เราเคยได้ยินชื่อหรือที่ชมกันตามทีวี นั้นละ ต้นยังบอกเลยว่า ปอบผีฟ้า ยังมีอยู่อีกหรอ อาจารย์ อาจารย์บอกว่ามีเยอะ ทางเหนือ พวกนี้จะอยู่ตามต้นไม้ ต้นเลยนึกขึ้นได้ ที่มันทักที่มันหยิบมา เลยเล่าให้เค้าฟังว่าแบบนี้ ๆ
แล้วก็บอกว่า ต้นเอาพระให้ใส่ก็ปกติดีนะ อาจารย์เลยบอกว่า พวกนี้ เป็นชนิดที่ว่าเก่งแล้ว แล้วที่เพื่อนเอ็งไปเจอเนีย ที่วาง ๆ ไว้ตามต้นไม้เนีย คือพวกที่แบบว่า ชนิดที่ว่า คนเลี้ยงเอาไม่อยู่แล้ว หรือที่เรียกว่า ขันแตก ประมาณนั้น
จากนั้น อาจารย์เลยบอกว่า ปิดหน้าต่าง ปิดประตูให้หมด แล้วจับแฟนเพื่อนผมให้ดี อาจารย์ก็ทำการ เรียกขวัญ แล้วก็เอาน้ำมนต์ ทำเหมือนในหนังเลย แล้วพอตนนั้นออกจากร่าง อาจารย์บอกว่า "ทำใจได้เลย ไม่เกิน 3 วัน" เสียชีวิต เพื่อนผมเลยบอกว่า "ทำไมหรอครับ ออกไปแล้วทำไมแฟนผมต้องตาย"แล้ว อาจารย์ต้นเลยบอกว่า ตนนั้นมาสิงกินข้างในไปหมดแล้ว ที่แฟนเอ็งอยู่ใน เพราะว่า ผีปอบตนนี้ พอผีออกไป แฟนเอ็งก็เหมิอนร่างที่ไร้วิญญาณแล้วละ
แล้วต้นเลยถามว่า "ไม่มีวิธีช่วยเลยหรอครับ" อาจารย์บอกว่า "ไม่มีแล้วละ ทำใจซะเถอะ เกิดก็ต้องมีจาก มนุษย์ทุกคนเกิดมาต้องชดใช้กรรมทั้งนั้นละ" เพื่อนผมเลยกอดแฟนมันแล้วร้องไห้แบบเด็กเลย ผมยังมานั่งคิดเลยว่าถ้าเกิดขึ้นกับครบครัวผมหรือคนรู้จัก เราจะทำอย่างไงดี จากนั้นไม่ได้ ได้ประมาณ 4 วัน แฟนเพื่อนผมก็เสียชีวิตลง ร.พ.ศิริราช ตรวจแล้วลงในบัตรมรณะว่า เครื่องในหยุดทำงานเฉียบพัน
ขอแสดงความเสียใจกับ กับครอบครัวผู้เสียชีวิตด้วยครับ
เจ้าหน้าที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จำไว้ว่าพบเห็นสิ่งใดอย่าทักถึงบ้านหรืออะไรแล้วค่อยมาเล่าให้ฟัง ไม่งั้นอาจจะเป็นเหมือนเรื่องที่ต้นได้เล่าให้ฟังนะครับ
วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
ตุ๊กตาผี!!
1. "เเมนดี้"
ริ่มจากตัวแรก "แมนดี้" ตุ๊กตาผีขี้เล่น
สาว น้อย “แมนดี้” หรือ “มิเรียนด้า” เป็นหนึ่งในศิลปะวัตถุที่อยู่ใน พิพิธภัณฑ์ “เควสเนล”
ประเทศแคนาดา แต่ทว่าศิลปะวัตถุชิ้นนี้ขี้เล่นมากไปหน่อย
“แมน ดี้” ถูกหญิงสาวผู้หนึ่งบริจาคให้กับพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งแต่ปี 1991 ซึ่งในตอนนั้นสภาพ
ของเธอแทบจะดูไม่ได้เลย เสื้อผ้าก็กะรุ่งกะริ่งแถมร่างกายก็มีรอยฉีกขาดอยู่เต็มไปหมด
เจ้าของเดิมของ “แมนดี้” เล่าว่า เธอมักจะตื่นมากลางดึกพร้อมได้ยินเสียงเด็กร้องไห้สะอึก
สะอื้นจากห้องใต้ดิน เธอจึงเดินตามหาเสียงร้องโหยหวนนั้นไป แต่กลับพบเพียงหน้าต่างที่เปิดทิ้ง
ไว้ ทั้งๆที่เธอปิดหน้าต่างไว้ดีแล้ว แต่หลังจากที่ผู้บริจาคยก “แมนดี้” ให้กับพิพิธภัณฑ์ เธอก็ไม่
เคยได้ยินเสียงร้องนั้นอีกเลย
หลาย คนมาเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ยังบอกด้วยว่า พวกเค้าเคยเห็น “แมนดี้” กะพริบตาและจ้องมอง
พวกเค้า ส่วนเจ้าหน้าที่ของพิพิธภัณฑ์ก็มักจะเห็นเธอไปโผล่อยู่ตามห้องต่างๆ
2.“แอนนาเบล สุดน”
ในปี 1970 มีคุณแม่ใจดีผู้หนึ่งซื้อตุ๊กตา “เร็กเกดี้แอนด์” ขนาดเท่าเด็ก 4 ขวบ
(ที่มีผมเป็นไหมพรมสีแดงและใส่ชุดเอี้ยม) เป็นของขวัญวันเกิดให้กับลูกสาวของเธอ
ซึ่งนั่นคือจุดเริ่มต้นของความอาถรรพณ์ระดับตำนาน
“แอนนาเบล”เป็นตุ๊กตา ที่มีความชั่วร้ายมาก จนต้องนำไปขังไว้ในกล่องแก้วที่พิพิธภัณฑ์
“ออคคัลท์” ของ “เอ็ด วอร์เรน” ชายผู้หลงใหลในเรื่องเหนือธรรมชาติ
เรื่องเล่ากล่าวไว้ว่า “เอ็ด” ได้ตุ๊กตาตัวนี้มาจากบาทหลวงที่ติดต่อขอความช่วยเหลือจากเค้า
เนื่องจากมีพยาบาลสาว 2 คน “ดอนน่า”และ “แองจี้” ได้เจอกับวิญญาณของคนที่สิงสู่อยู่ในร่าง
ตุ๊กตาที่แม่ของ “ดอนน่า” ซื้อให้เป็นของขวัญ
พยาบาล ทั้ง 2 คน เล่าว่า “แอนนาเบล” ย้ายที่ไปเรื่อย ทั้งที่มันถูกตั้งไว้บนชั้นวางของ หลัง
จากนั้นไม่นานตุ๊กตาตัวนี้ ก็เริ่มมีท่าทางเหมือนกับมนุษย์
ทั้งคู่รู้สึกเหมือนโดน “แอนนาเบล” จ้องมองตลอดเวลา และในที่สุดมันก็ค่อยๆทำร้ายพวกเธอ
จนต้องขอความช่วยเหลือจาก “เอ็ด วอร์เรน”
ทุก วันนี้ “แอนนาเบล” ก็ยังไม่หยุดความนไว้เพียงเท่านี้ เพราะมีรายงานว่า ทุกๆอาทิตย์ เธอ
ยังคงออกมาจากกล่อง และสร้างความสยองให้กับคนที่เข้าชมพิพิธภัณฑ์
3. “ฮาโรลด์ ผีตัวแรกของอีเบย์”
“ฮาโรลด์”ถือว่า เป็นตุ๊กตาผีสิงตัวแรกที่ถูกนำมาประมูลในเวปไซต์”อีเบย์”เลยก็ว่าได้
คนขายกล่าวว่ามันถูกสร้างขึ้นในปี 1930 และถูกนำมาใช้ในการแสดงหนังสั้น
ซึ่งหลายคนเห็นว่ามันค่อยๆขยับร่างกายได้เอง
จากนั้น “ฮาร์โรลด์” ก็กลายมาเป็นตุ๊กตาผีสิงที่มีชื่อเสียง ทั้งใน Internet และบทความตาม
หน้าหนังสือพิมพ์ ต่างก็พูดถึงความน่าสะพรึงกลัวของมัน
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคลิปวิดีโอของ “ฮาโรลด์”ที่มีเสียงหมุนนิ้วมือขวา
ทั้งๆที่วัสดุตรงนิ้วมือเป็นของแข็ง อย่างไรก็ตามเจ้าของคนใหม่ของ “ฮาโรลด์ ผีสิง” ได้นำมัน
ไปซ่อมแซมให้เหมือนใหม่ จนทำให้หลายคนอยา**ผม**้ว่า จริงๆแล้วมันมีผีสิงหรือไม่ ?
คำตอบของผู้ครอบครองเจ้าตุ๊กตาผีตัวนี้คือ “ไม่มีอะไรที่จะพิสูจน์ได้”
4. "คิคุโกะ" ตุ๊กตาผีญี่ปุ่น
ตุ๊กตาตัวนี้อยู่ที่วัดมันเนน หมู่บ้านคุริซาว่า อ.โงจิ ฮอคไกโด
เด็กหญิงเจ้าของตุ๊กตาชื่อว่า "คิคุโกะ"
คิคุโกะรักตุ๊กตาตัวนี้มาก ป้อนข้าวป้อนน้ำนอนด้วยกัน
หลังจากนั้นคิคุโกะก็ได้ป่วยและเสียชีวิตลง
พ่อและแม่ของเธอจึงนำตุ๊กตานี้ไปไว้กับป้ายวิญญาณของเธอเพื่อให้อยู่เป็นเพื่อนเล่น
ตุ๊กตาที่แต่เดิมผมสั้นกลับมีผมยาวลงมาจนเลยไหล่
คิคุโกะจังตายมานานกว่า 60 ปีแล้ว นอกจากผมที่ยาวได้แล้ว
ปากของตุ๊กตาที่เคยหุบสนิท กลับเปลี่ยนเป็นเผยอยิ้มขึ้นมาด้วย
ปัจจุบันที่วัดมันเนนในวันที่พระอาทิตย์ข้ามเส้นศูนย์สูตร
ทำให้กลางวันยาวเท่ากับกลางคืน ได้ถูกกำหนดให้เป็นวัน "ตุ๊กตาคิคุ"
ซึ่งจะมีพิธีการตัดผมที่ปรกหน้าตุ๊กตาออก และเปลี่ยนกิโมโนให้ใหม่
หลังจากนั้น ผมที่ตัดแล้วก็ยังคงยาวใหม่อยู่เสมอ
วันที่ 21 มีนาคมของทุกปี จะมี "พิธีตัดผม" ของตุ๊กตา
*ข้อมูลจากหนังสือ อาถรรพณ์ผีญี่ปุ่น 2
5. “เมอร์ซี่ ผีเด็ก”
“เชอร์รี่ คุน”เป็นเจ้าของตุ๊กตาหน้าตาน่ารักสูง 45 เซนติเมตร
ที่คาดว่าจะมีวิญญาณของเด็ก7 ขวบสิงอยู่ ตั้งแต่เธอประมูลมันมาจากเวปไซต์อีเบย์
ก่อนหน้านี้ “เชอร์รี่” เคยคิดว่า เรื่องตุ๊กตาผีพวกนี้เป็นเพียงเรื่องสยองขวัญในหนังฮอลลีวู้ด
เธอจึงประมูลตุ๊กตาตัวนี้เพื่อทำการพิสูจน์ความจริง
เมื่อ “เชอร์รี่”ได้ตุ๊กตามาเธอก็ทำการตรวจสอบมัน โดยการถ่ายภาพและใช้กล้องวิดีโออัดภาพ
“เมอร์ซี่” ทั้งวันทั้งคืนในที่สุดตุ๊กตา”เมอร์ซี่” ก็แผลงฤทธิ์ให้เธอเห็นในตอนกลางดึก
หลังจากที่ถ่ายรูปเสร็จ จู่ๆวิทยุในห้องก็เปิดขึ้นเองและเปลี่ยนคลื่นไปมาเรื่อยๆ
หลังจากนั้นอีก 2 วัน “เชอร์รี่”ตื่นขึ้นมาและพบว่า ตุ๊กตาหล่นจากตู้ แต่ไม่ได้หล่นมาในท่านั่ง
เพราะเจ้าตัวนี้หล่นลงมาแล้วยืนอยู่บนขาของตัวมันเอง
เรื่องพิศวงก็ยังคงมีมาไม่หยุดไม่หย่อน แต่”เชอร์รี่”ก็ยังคงเก็บตุ๊กตานี้ไว้เพื่อค้นหาความจริง
เกี่ยวกับมัน แม้ว่าเธอจะรู้สึกแปลกๆทุกครั้งที่”เมอร์ซี่”อยู่ใกล้ๆ
ริ่มจากตัวแรก "แมนดี้" ตุ๊กตาผีขี้เล่น
สาว น้อย “แมนดี้” หรือ “มิเรียนด้า” เป็นหนึ่งในศิลปะวัตถุที่อยู่ใน พิพิธภัณฑ์ “เควสเนล”
ประเทศแคนาดา แต่ทว่าศิลปะวัตถุชิ้นนี้ขี้เล่นมากไปหน่อย
“แมน ดี้” ถูกหญิงสาวผู้หนึ่งบริจาคให้กับพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งแต่ปี 1991 ซึ่งในตอนนั้นสภาพ
ของเธอแทบจะดูไม่ได้เลย เสื้อผ้าก็กะรุ่งกะริ่งแถมร่างกายก็มีรอยฉีกขาดอยู่เต็มไปหมด
เจ้าของเดิมของ “แมนดี้” เล่าว่า เธอมักจะตื่นมากลางดึกพร้อมได้ยินเสียงเด็กร้องไห้สะอึก
สะอื้นจากห้องใต้ดิน เธอจึงเดินตามหาเสียงร้องโหยหวนนั้นไป แต่กลับพบเพียงหน้าต่างที่เปิดทิ้ง
ไว้ ทั้งๆที่เธอปิดหน้าต่างไว้ดีแล้ว แต่หลังจากที่ผู้บริจาคยก “แมนดี้” ให้กับพิพิธภัณฑ์ เธอก็ไม่
เคยได้ยินเสียงร้องนั้นอีกเลย
หลาย คนมาเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ยังบอกด้วยว่า พวกเค้าเคยเห็น “แมนดี้” กะพริบตาและจ้องมอง
พวกเค้า ส่วนเจ้าหน้าที่ของพิพิธภัณฑ์ก็มักจะเห็นเธอไปโผล่อยู่ตามห้องต่างๆ
2.“แอนนาเบล สุดน”
ในปี 1970 มีคุณแม่ใจดีผู้หนึ่งซื้อตุ๊กตา “เร็กเกดี้แอนด์” ขนาดเท่าเด็ก 4 ขวบ
(ที่มีผมเป็นไหมพรมสีแดงและใส่ชุดเอี้ยม) เป็นของขวัญวันเกิดให้กับลูกสาวของเธอ
ซึ่งนั่นคือจุดเริ่มต้นของความอาถรรพณ์ระดับตำนาน
“แอนนาเบล”เป็นตุ๊กตา ที่มีความชั่วร้ายมาก จนต้องนำไปขังไว้ในกล่องแก้วที่พิพิธภัณฑ์
“ออคคัลท์” ของ “เอ็ด วอร์เรน” ชายผู้หลงใหลในเรื่องเหนือธรรมชาติ
เรื่องเล่ากล่าวไว้ว่า “เอ็ด” ได้ตุ๊กตาตัวนี้มาจากบาทหลวงที่ติดต่อขอความช่วยเหลือจากเค้า
เนื่องจากมีพยาบาลสาว 2 คน “ดอนน่า”และ “แองจี้” ได้เจอกับวิญญาณของคนที่สิงสู่อยู่ในร่าง
ตุ๊กตาที่แม่ของ “ดอนน่า” ซื้อให้เป็นของขวัญ
พยาบาล ทั้ง 2 คน เล่าว่า “แอนนาเบล” ย้ายที่ไปเรื่อย ทั้งที่มันถูกตั้งไว้บนชั้นวางของ หลัง
จากนั้นไม่นานตุ๊กตาตัวนี้ ก็เริ่มมีท่าทางเหมือนกับมนุษย์
ทั้งคู่รู้สึกเหมือนโดน “แอนนาเบล” จ้องมองตลอดเวลา และในที่สุดมันก็ค่อยๆทำร้ายพวกเธอ
จนต้องขอความช่วยเหลือจาก “เอ็ด วอร์เรน”
ทุก วันนี้ “แอนนาเบล” ก็ยังไม่หยุดความนไว้เพียงเท่านี้ เพราะมีรายงานว่า ทุกๆอาทิตย์ เธอ
ยังคงออกมาจากกล่อง และสร้างความสยองให้กับคนที่เข้าชมพิพิธภัณฑ์
3. “ฮาโรลด์ ผีตัวแรกของอีเบย์”
“ฮาโรลด์”ถือว่า เป็นตุ๊กตาผีสิงตัวแรกที่ถูกนำมาประมูลในเวปไซต์”อีเบย์”เลยก็ว่าได้
คนขายกล่าวว่ามันถูกสร้างขึ้นในปี 1930 และถูกนำมาใช้ในการแสดงหนังสั้น
ซึ่งหลายคนเห็นว่ามันค่อยๆขยับร่างกายได้เอง
จากนั้น “ฮาร์โรลด์” ก็กลายมาเป็นตุ๊กตาผีสิงที่มีชื่อเสียง ทั้งใน Internet และบทความตาม
หน้าหนังสือพิมพ์ ต่างก็พูดถึงความน่าสะพรึงกลัวของมัน
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคลิปวิดีโอของ “ฮาโรลด์”ที่มีเสียงหมุนนิ้วมือขวา
ทั้งๆที่วัสดุตรงนิ้วมือเป็นของแข็ง อย่างไรก็ตามเจ้าของคนใหม่ของ “ฮาโรลด์ ผีสิง” ได้นำมัน
ไปซ่อมแซมให้เหมือนใหม่ จนทำให้หลายคนอยา**ผม**้ว่า จริงๆแล้วมันมีผีสิงหรือไม่ ?
คำตอบของผู้ครอบครองเจ้าตุ๊กตาผีตัวนี้คือ “ไม่มีอะไรที่จะพิสูจน์ได้”
4. "คิคุโกะ" ตุ๊กตาผีญี่ปุ่น
ตุ๊กตาตัวนี้อยู่ที่วัดมันเนน หมู่บ้านคุริซาว่า อ.โงจิ ฮอคไกโด
เด็กหญิงเจ้าของตุ๊กตาชื่อว่า "คิคุโกะ"
คิคุโกะรักตุ๊กตาตัวนี้มาก ป้อนข้าวป้อนน้ำนอนด้วยกัน
หลังจากนั้นคิคุโกะก็ได้ป่วยและเสียชีวิตลง
พ่อและแม่ของเธอจึงนำตุ๊กตานี้ไปไว้กับป้ายวิญญาณของเธอเพื่อให้อยู่เป็นเพื่อนเล่น
ตุ๊กตาที่แต่เดิมผมสั้นกลับมีผมยาวลงมาจนเลยไหล่
คิคุโกะจังตายมานานกว่า 60 ปีแล้ว นอกจากผมที่ยาวได้แล้ว
ปากของตุ๊กตาที่เคยหุบสนิท กลับเปลี่ยนเป็นเผยอยิ้มขึ้นมาด้วย
ปัจจุบันที่วัดมันเนนในวันที่พระอาทิตย์ข้ามเส้นศูนย์สูตร
ทำให้กลางวันยาวเท่ากับกลางคืน ได้ถูกกำหนดให้เป็นวัน "ตุ๊กตาคิคุ"
ซึ่งจะมีพิธีการตัดผมที่ปรกหน้าตุ๊กตาออก และเปลี่ยนกิโมโนให้ใหม่
หลังจากนั้น ผมที่ตัดแล้วก็ยังคงยาวใหม่อยู่เสมอ
วันที่ 21 มีนาคมของทุกปี จะมี "พิธีตัดผม" ของตุ๊กตา
*ข้อมูลจากหนังสือ อาถรรพณ์ผีญี่ปุ่น 2
5. “เมอร์ซี่ ผีเด็ก”
“เชอร์รี่ คุน”เป็นเจ้าของตุ๊กตาหน้าตาน่ารักสูง 45 เซนติเมตร
ที่คาดว่าจะมีวิญญาณของเด็ก7 ขวบสิงอยู่ ตั้งแต่เธอประมูลมันมาจากเวปไซต์อีเบย์
ก่อนหน้านี้ “เชอร์รี่” เคยคิดว่า เรื่องตุ๊กตาผีพวกนี้เป็นเพียงเรื่องสยองขวัญในหนังฮอลลีวู้ด
เธอจึงประมูลตุ๊กตาตัวนี้เพื่อทำการพิสูจน์ความจริง
เมื่อ “เชอร์รี่”ได้ตุ๊กตามาเธอก็ทำการตรวจสอบมัน โดยการถ่ายภาพและใช้กล้องวิดีโออัดภาพ
“เมอร์ซี่” ทั้งวันทั้งคืนในที่สุดตุ๊กตา”เมอร์ซี่” ก็แผลงฤทธิ์ให้เธอเห็นในตอนกลางดึก
หลังจากที่ถ่ายรูปเสร็จ จู่ๆวิทยุในห้องก็เปิดขึ้นเองและเปลี่ยนคลื่นไปมาเรื่อยๆ
หลังจากนั้นอีก 2 วัน “เชอร์รี่”ตื่นขึ้นมาและพบว่า ตุ๊กตาหล่นจากตู้ แต่ไม่ได้หล่นมาในท่านั่ง
เพราะเจ้าตัวนี้หล่นลงมาแล้วยืนอยู่บนขาของตัวมันเอง
เรื่องพิศวงก็ยังคงมีมาไม่หยุดไม่หย่อน แต่”เชอร์รี่”ก็ยังคงเก็บตุ๊กตานี้ไว้เพื่อค้นหาความจริง
เกี่ยวกับมัน แม้ว่าเธอจะรู้สึกแปลกๆทุกครั้งที่”เมอร์ซี่”อยู่ใกล้ๆ
ป่าช้าผีดุ!!
"เสมา" เล่าประสบการณ์ขนหัวลุกจากป่าช้าเก่าในสวนมะพร้าว
เพราะอารามอยากจับขโมยมะพร้าวแท้ๆ ที่ทำให้ผมกับเพื่อนๆ คือไอ้ล้วนกับไอ้ลิ้มต้องเจอะเจอเข้ากับเหตุการณ์ สยองขวัญ โดนผีหลอกกระเจิดกระเจิงจนหวิดจะจับไข้หัวโกร๋นไปตามๆ กัน
ตั้งแต่คืนนั้นพวกเราก็เลยเลิกทำตัวเป็นคนอยากรู้อยากเห็นในเรื่องที่ไม่ใช่ธุระปะปังของตัวเอง แต่ยังงั้นยังไม่วายเจอดีเข้าเลย คุณเอ๋ย....คนเราบทมันจะซวยน่ะ ถึงแม้ไม่รนหาเรื่องก็จริงอยู่ แต่จู่ๆ เรื่องขนลุกขนพองมันก็โผล่เข้ามาหาเราดื้อๆ ซะยังงั้นเอง!
สาเหตุมาจากนิสัยสนุกซุกซน ชอบเที่ยวเตร่ ตามประสาชายหนุ่มที่พลัดบ้านพลัดช่องมาเรียนรวมกันที่วิทยาลัยครูบางแสนนั่นแหละครับ
เสาร์อาทิตย์มักจะชอบไปเที่ยวชายหาดบางแสน ไอ้ล้วน บอกอยากไปสูดโอโซนให้ชื่นใจกับหาของอร่อยๆ กิน แต่ไอ้ลิ้มขัดคอว่ามึงอย่ามาอ้างหน่อยเลยวะ ของจริงน่ะอยากไปดูขาอ่อนพวกสาวๆ สวยๆ ในชุดอาบน้ำเดินฉุยฉาย ตามชายหาดมากกว่า
ไอ้ล้วนหัวเราะแหะๆ ไก๋ไปว่า ไม่ไปบางแสนก็ไปหาข้าวแกงหรือก๋วยเตี๋ยวอร่อยๆ กินที่ร้านเจ๊เล็กหน้าวิทยาลัยก็ได้วะ
วันดีคืนดีก็ขี่จักรยานไปเที่ยวหนองมนกัน! ไม่ต้องเสียเวลาออกถนนใหญ่ หรือต้องเสี่ยงกับรถราที่แล่นฉิวๆ เพราะด้านหลังวิทยาลัยมีทางลัด ดก สะพรั่งด้วยสวนมะพร้าวนับร้อยๆ ต้น บรรยากาศค่อนข้างเปล่าเปลี่ยว แต่ก็ย่นระยะทางได้ราวครึ่งต่อครึ่ง
มีเรื่องน่ากวนใจเล็กน้อยตรงที่เขาลือกันว่าที่นั่นเป็นป่าช้าเก่าของคนจีน ผีดุอย่าบอกใครเชียว!
แหม! ไม่ใช่ลือล่องลอยหรอกครับ เพราะเราเคยขี่จักรยานไปเจอศาลาตั้งศพเก่าๆ ถึงสองหลัง นอกจากนั้นยังมีฮวงจุ้ยเก่าแก่ กับหลุมศพที่เป็นเนินดินเห็นได้ชัด อยู่ในดงมะพร้าวนั่นเอง แต่เราขี่รถไปตอนกลางวันก็เลยไม่น่าขนลุกขนพองเท่าไหร่
ตั้งแต่โดนผีหลอกที่ศาลาตั้งศพร้างในป่าละเมาะแถวๆ ด้านหลังโรงอาหารของวิทยาลัยน่ะ ไม่มีใครริอ่านไปไหนมาไหนตอนกลางคืนหรอกครับ
อาทิตย์นั้นเราก็ตกลงจะไปเที่ยวหนองมนกัน!
ไอ้ล้วนอยากกินห่อหมก ไอ้ลิ้มอยากกินข้าวหลาม ส่วนผมก็ว่าจะหาซื้อขนมนมเนยมาไว้เป็นเสบียงยามหิวตอนกลางคืน...เป็นอันว่าตอนบ่ายๆ เราก็ขี่รถจักรยานไปด้วยกันในดงมะพร้าวที่ร่มครึ้ม คล้ายอาทิตย์จะลับหายอยู่หลังก้อนเมฆหนาทึบ...
เพื่อนสองคนแซวกันสนุกว่าใจจริงอยากไปดูสาวๆ ชาวกรุงเทพฯ ที่กลับจากตากอากาศพัทยามาแวะซื้อของฝากที่หนองมนมากกว่า ส่วนมากแต่งตัวฉูดฉาด อกอวบพุ่ง ตะโพกผึ่งผายกันทั้งนั้น บางคนเดาะกางเกงขาสั้นเดินบิดบั้นท้ายจนหนุ่มแก่หันมองแทบคอเคล็ดไปตามๆ กัน
ผมขี่รถนำหน้า ตามด้วยไอ้ล้วนกับไอ้ลิ้ม...จู่ๆ ทางมะพร้าวก็ดังซู่ซ่า ตามด้วยเสียงโครมๆ ติดกันสองครั้ง เล่นเอาหันขวับไปมองทางต้นเสียงด้วยอารามตกใจ แต่ไม่เห็นมะพร้าวซักลูกเดียว!
เอ๊ะ! ยังไง? ผมมองเห็นฮวงซุ้ยขาวโพลนสะดุดตาทางขวามือ แม้จะเคยเห็นมาก่อนก็จริง แต่วันนี้ดูมันอยู่ใกล้ทางแคบๆ ที่เราเคยผ่านไปมา แถมหลุมศพอีกหลายหลุมก็ใกล้เข้ามา แถมดูหนาตากว่าเดิมเหมือนกับมีใครเอาศพใหม่ๆ มาฝังเพิ่มยังงั้นแหละ
เป็นไปไม่ได้! ก็มันเป็นป่าช้าร้างนี่นา!
เหมือนมีอะไรดลใจให้หันไปมองทางซ้าย เห็นศาลาตั้งศพเก่าแก่ทั้งสองหลังอยู่ใกล้ๆ กัน เหลือกระดานอยู่ราว 4-5 แผ่น...แต่สิ่งที่ทำให้เย็นวูบที่ต้นคอ แล่นวาบลงมาตามแผ่นหลังก็คือภาพนั้น... ภาพของตาแป๊ะแก่ๆ กลุ่มหนึ่งกำลังนั่งล้อมวงอยู่ที่นั่น ผมขาวโพลนเหมือนปุยฝ้าย...ฉับพลันทันใดตาแป๊ะกลุ่มนั้นก็หันขวับมามองเราเป็นตาเดียว
คุณพระคุณเจ้า? ตาแป๊ะทุกคนล้วนแต่มีใบหน้าเป็นโครงกระดูก นัยน์ตากลวงโบ๋ อ้าปากเห็นฟันกะดำกะด่างปะหงับๆ ส่งเสียงหัวเราะแหบโหย...ผมร้องเฮ้ย! รถเป๋ไปในพงหญ้า ก่อนจะตั้งหลักได้แล้วปั่นหนีภาพอุบาทว์เร็วจี๋...แต่ยังช้ากว่าเพื่อนทั้งสองคนที่มันพุ่งแซงหน้าปานลมพัด
จากหนองมนเราถีบรถกลับทางถนนหลวงครับ เข็ดหลายป่าช้าเก่าจนวันตาย!
คอลัมน์ ขนหัวลุก - ใบหนาด
เพราะอารามอยากจับขโมยมะพร้าวแท้ๆ ที่ทำให้ผมกับเพื่อนๆ คือไอ้ล้วนกับไอ้ลิ้มต้องเจอะเจอเข้ากับเหตุการณ์ สยองขวัญ โดนผีหลอกกระเจิดกระเจิงจนหวิดจะจับไข้หัวโกร๋นไปตามๆ กัน
ตั้งแต่คืนนั้นพวกเราก็เลยเลิกทำตัวเป็นคนอยากรู้อยากเห็นในเรื่องที่ไม่ใช่ธุระปะปังของตัวเอง แต่ยังงั้นยังไม่วายเจอดีเข้าเลย คุณเอ๋ย....คนเราบทมันจะซวยน่ะ ถึงแม้ไม่รนหาเรื่องก็จริงอยู่ แต่จู่ๆ เรื่องขนลุกขนพองมันก็โผล่เข้ามาหาเราดื้อๆ ซะยังงั้นเอง!
สาเหตุมาจากนิสัยสนุกซุกซน ชอบเที่ยวเตร่ ตามประสาชายหนุ่มที่พลัดบ้านพลัดช่องมาเรียนรวมกันที่วิทยาลัยครูบางแสนนั่นแหละครับ
เสาร์อาทิตย์มักจะชอบไปเที่ยวชายหาดบางแสน ไอ้ล้วน บอกอยากไปสูดโอโซนให้ชื่นใจกับหาของอร่อยๆ กิน แต่ไอ้ลิ้มขัดคอว่ามึงอย่ามาอ้างหน่อยเลยวะ ของจริงน่ะอยากไปดูขาอ่อนพวกสาวๆ สวยๆ ในชุดอาบน้ำเดินฉุยฉาย ตามชายหาดมากกว่า
ไอ้ล้วนหัวเราะแหะๆ ไก๋ไปว่า ไม่ไปบางแสนก็ไปหาข้าวแกงหรือก๋วยเตี๋ยวอร่อยๆ กินที่ร้านเจ๊เล็กหน้าวิทยาลัยก็ได้วะ
วันดีคืนดีก็ขี่จักรยานไปเที่ยวหนองมนกัน! ไม่ต้องเสียเวลาออกถนนใหญ่ หรือต้องเสี่ยงกับรถราที่แล่นฉิวๆ เพราะด้านหลังวิทยาลัยมีทางลัด ดก สะพรั่งด้วยสวนมะพร้าวนับร้อยๆ ต้น บรรยากาศค่อนข้างเปล่าเปลี่ยว แต่ก็ย่นระยะทางได้ราวครึ่งต่อครึ่ง
มีเรื่องน่ากวนใจเล็กน้อยตรงที่เขาลือกันว่าที่นั่นเป็นป่าช้าเก่าของคนจีน ผีดุอย่าบอกใครเชียว!
แหม! ไม่ใช่ลือล่องลอยหรอกครับ เพราะเราเคยขี่จักรยานไปเจอศาลาตั้งศพเก่าๆ ถึงสองหลัง นอกจากนั้นยังมีฮวงจุ้ยเก่าแก่ กับหลุมศพที่เป็นเนินดินเห็นได้ชัด อยู่ในดงมะพร้าวนั่นเอง แต่เราขี่รถไปตอนกลางวันก็เลยไม่น่าขนลุกขนพองเท่าไหร่
ตั้งแต่โดนผีหลอกที่ศาลาตั้งศพร้างในป่าละเมาะแถวๆ ด้านหลังโรงอาหารของวิทยาลัยน่ะ ไม่มีใครริอ่านไปไหนมาไหนตอนกลางคืนหรอกครับ
อาทิตย์นั้นเราก็ตกลงจะไปเที่ยวหนองมนกัน!
ไอ้ล้วนอยากกินห่อหมก ไอ้ลิ้มอยากกินข้าวหลาม ส่วนผมก็ว่าจะหาซื้อขนมนมเนยมาไว้เป็นเสบียงยามหิวตอนกลางคืน...เป็นอันว่าตอนบ่ายๆ เราก็ขี่รถจักรยานไปด้วยกันในดงมะพร้าวที่ร่มครึ้ม คล้ายอาทิตย์จะลับหายอยู่หลังก้อนเมฆหนาทึบ...
เพื่อนสองคนแซวกันสนุกว่าใจจริงอยากไปดูสาวๆ ชาวกรุงเทพฯ ที่กลับจากตากอากาศพัทยามาแวะซื้อของฝากที่หนองมนมากกว่า ส่วนมากแต่งตัวฉูดฉาด อกอวบพุ่ง ตะโพกผึ่งผายกันทั้งนั้น บางคนเดาะกางเกงขาสั้นเดินบิดบั้นท้ายจนหนุ่มแก่หันมองแทบคอเคล็ดไปตามๆ กัน
ผมขี่รถนำหน้า ตามด้วยไอ้ล้วนกับไอ้ลิ้ม...จู่ๆ ทางมะพร้าวก็ดังซู่ซ่า ตามด้วยเสียงโครมๆ ติดกันสองครั้ง เล่นเอาหันขวับไปมองทางต้นเสียงด้วยอารามตกใจ แต่ไม่เห็นมะพร้าวซักลูกเดียว!
เอ๊ะ! ยังไง? ผมมองเห็นฮวงซุ้ยขาวโพลนสะดุดตาทางขวามือ แม้จะเคยเห็นมาก่อนก็จริง แต่วันนี้ดูมันอยู่ใกล้ทางแคบๆ ที่เราเคยผ่านไปมา แถมหลุมศพอีกหลายหลุมก็ใกล้เข้ามา แถมดูหนาตากว่าเดิมเหมือนกับมีใครเอาศพใหม่ๆ มาฝังเพิ่มยังงั้นแหละ
เป็นไปไม่ได้! ก็มันเป็นป่าช้าร้างนี่นา!
เหมือนมีอะไรดลใจให้หันไปมองทางซ้าย เห็นศาลาตั้งศพเก่าแก่ทั้งสองหลังอยู่ใกล้ๆ กัน เหลือกระดานอยู่ราว 4-5 แผ่น...แต่สิ่งที่ทำให้เย็นวูบที่ต้นคอ แล่นวาบลงมาตามแผ่นหลังก็คือภาพนั้น... ภาพของตาแป๊ะแก่ๆ กลุ่มหนึ่งกำลังนั่งล้อมวงอยู่ที่นั่น ผมขาวโพลนเหมือนปุยฝ้าย...ฉับพลันทันใดตาแป๊ะกลุ่มนั้นก็หันขวับมามองเราเป็นตาเดียว
คุณพระคุณเจ้า? ตาแป๊ะทุกคนล้วนแต่มีใบหน้าเป็นโครงกระดูก นัยน์ตากลวงโบ๋ อ้าปากเห็นฟันกะดำกะด่างปะหงับๆ ส่งเสียงหัวเราะแหบโหย...ผมร้องเฮ้ย! รถเป๋ไปในพงหญ้า ก่อนจะตั้งหลักได้แล้วปั่นหนีภาพอุบาทว์เร็วจี๋...แต่ยังช้ากว่าเพื่อนทั้งสองคนที่มันพุ่งแซงหน้าปานลมพัด
จากหนองมนเราถีบรถกลับทางถนนหลวงครับ เข็ดหลายป่าช้าเก่าจนวันตาย!
คอลัมน์ ขนหัวลุก - ใบหนาด
วันอำลา
"นิธิศา" เล่าประสบการณ์ขนหัวลุกจากบางอ้อ
เขาว่าคนที่โดนผีหลอกเป็นคนเคราะห์ร้าย เพราะหลังจากนั้นจะประสบแต่เคราะห์กรรมต่างๆ นานา ดิฉันเองเคยถูกผีหลอกเต็มเปา...บอกตรงๆ ว่าตอนนั้นไม่ได้คิดถึงเรื่องเคราะห์ร้ายหรือโชคดีอะไรเลย
คิดอยู่อย่างเดียวว่า ไม่ช็อกตายคาที่ก็ถือว่าเป็นบุญกุศลเหลือสติกำลังแล้วค่ะ
ขอเล่าเรื่องขนหัวลุกเลยนะคะ!
ดิฉันเป็นคนบางอ้อมาแต่อ้อนแต่ออก บ้านช่องอยู่ในสวนเปลี่ยว ถึงแม้จะมีซอยตัดเข้ามาก็จริง แต่สองข้างทางมีแต่ต้นไม้น้อยใหญ่ร่มครึ้ม บ้านช่องก็มีน้อย ยังดีที่ไม่ค่อยมีโจรผู้ร้าย ยกเว้นแต่เรื่องผีๆ สางๆ ที่เล่าสู่กันฟังจนกลายเป็นของธรรมดาไปแล้ว
ต่อมาบ้านเมืองเจริญขึ้น สวนกลายเป็นบ้านจัดสรร ทาวน์เฮาส์ ตึกแถว ร้านรวงผุดสะพรั่งที่ริมถนนและต้นๆ ซอยทั้งสองฟากฝั่ง มิจฉาชีพเริ่มมีมากขึ้นเป็นเงาตามตัว แต่ก็มีมอเตอร์ไซค์รับจ้างช่วยให้เข้าออกได้สะดวกและปลอดภัย...ถือว่าทันกันทั้งด้านบวกและลบ ตามความ
เจริญของบ้านเมือง
นับวันบ้านช่องก็ผุดขึ้นหนาแน่นสองฝั่งซอย เหลือที่ว่างๆ อยู่น้อยเต็มที
ซอยที่ผ่านหน้าบ้านดิฉันเข้าไปหน่อยก็ตัดลึกเข้าไปทุกที แถมคดเคี้ยวไปจนลับตา แต่ดิฉันไม่ได้ไปดูว่าลึกล้ำเข้าไปถึงไหน เพราะเช้าขึ้นมาก็นั่งมอเตอร์ไซค์ต่อรถเมล์ที่ปากซอยไปที่ทำงาน ตกเย็นหรือใกล้ค่ำก็มาขึ้นมอ
เตอร์ไซค์กลับบ้านเป็นประจำ
"ลุงนาค" คือ คนขี่รถรับจ้างที่กลายเป็นขาประจำกันไปโดยปริยาย เพราะมักจะพบกันแทบทุกวัน ตอนเช้าก็มาจอดรถรอที่หน้าประตูรั้ว ตกเย็นก็มักรอรับอยู่เสมอ
ซอยนี้มีที่น่ากลัวก็คือรถราต่างๆ ขับเร็วมาก เพราะความคึกคะนองหรือถนนโล่งๆ ก็ไม่ทราบแน่ชัด แน่ล่ะค่ะ ย่อมเกิดอุบัติเหตุบ่อยหน ตั้งแต่บาดเจ็บเล็กน้อยไปจนถึงสาหัสกระทั่งลุงเสียชีวิตคาที่ บางรายก็ไปตาย
โรงพยาบาล
เสียงชาวบ้านร่ำลือว่าผีดุย่อมเป็นเรื่องหนีไม่พ้น!
ตอนดึกๆ มีเสียงหมาหอนระงมหัวซอยท้ายซอย มีคนเห็นร่างโชกเลือด บาดแผลเหวอะหวะเดินร้องห่มร้องไห้บ้าง รถมอเตอร์ไซค์ที่แล่นฉิวโดยไม่มีคนขับบ้าง ได้ยินเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดสุดขีดบ้าง...ฟังแล้วนึกขำก็มี บางทีก็ขนลุกซู่เลยค่ะ
ลุงนาคขับรถเร็วในตอนแรกๆ จนดิฉันต้องขอร้อง อ้างว่าเป็นโรคหัวใจขอให้ขับช้าๆ หน่อย...ความจริงก็คือกลัวว่าจะเกิดอุบัติเหตุ ลุงนาคก็ทำตามอย่างว่าง่าย...แต่ถ้าแกรับผู้โดยสารคนอื่นเป็นห้อตะบึง บางทียังหันมามองดิฉันที่อยู่ริมรั้วตอนเย็นๆ แล้วยิ้มให้ด้วยซ้ำ...ผมเห็นแก่คุณนะเนี่ย!
วันหนึ่งดิฉันก็ต้องประสบกับความงุนงง ใจหายวับ ตกตะลึงไป ลงจากรถเมล์ตอนเย็นจะเข้าซอยก็ได้ทราบข่าวว่าลุงนาคถูกรถกระบะชนที่หน้าบ้านดิฉันแล้วรีบบึ่งหนีไป ส่วนลุงนาคคอหักตายคาที่
ดิฉันขาสั่นแทบยืนไม่อยู่ เมื่อรู้ว่าแกส่งดิฉันแล้วรีบบึ่งไปรับเด็กนักเรียนขาประจำที่ก้นซอย แต่ก็มาเกิดอุบัติเหตุเสียชีวิตเสียก่อน
ถึงแม้จะคุ้นเคยกันในระยะหลังๆ แต่ก็ไม่สนิทสนมถึงกับไปงานศพลุงนาค นอกจากทำบุญใส่บาตร แล้ว
กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้เท่านั้น...ตกกลางคืนก็อุปาทานว่าได้ยินเสียงรถของแกแล่นชะลอผ่านไป บางทีก็หยุดอยู่ที่หน้าบ้าน แต่ดิฉันไม่กล้าลุกออกมาดู
จนกระทั่งถึงวันขนหัวลุก!
ดิฉันกำลังจะเปิดประตูรั้วออกไปทำงานตอนเช้าวันฟ้าครึ้มฝน จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงมอเตอร์ไซค์ดังกระหึ่มมาทางปากซอย ไม่รู้ว่าเพราะอะไรทำให้นึกถึงลุงนาค...ก็พอดีรถคันนั้นแล่นเข้ามาแล้วเสียหลักกะทันหันคล้ายถูกชนเสียง "โครม!" ก่อนที่จะกลิ้งเค้เก้ไปยังรั้วอิฐฝั่งตรงข้าม
นรกเป็นพยาน ลุงนาคนั่นเองที่ประคองลุกขึ้นมาทั้งๆ ที่ร่างโชกเลือด...ดิฉันยืนตัวแข็งทื่อเหมือนถูกสาปให้กลายเป็นหิน หรือตกอยู่ในความฝันสุดสยอง เบิกตาจ้องมองลุงนาคผู้ขึ้นนั่งคร่อมอาน หันมายิ้มเศร้าๆ รววกับจะเอ่ยคำอำลาก่อนจะตะบึงรถเสียงกระหึ่ม...เลือนรางจางหายไปจากม่านน้ำตาของดิฉันเอง
ไปสู่สุคติเถิดนะลุงนาค ฉันจะทำบุญกรวดน้ำไปให้อีก...อย่ามาปรากฏตัวให้ฉันหวิดช็อกตายอีกเลยค่ะ...บรื๋อส์!
ขนหัวลุก-ใบหนาด
เขาว่าคนที่โดนผีหลอกเป็นคนเคราะห์ร้าย เพราะหลังจากนั้นจะประสบแต่เคราะห์กรรมต่างๆ นานา ดิฉันเองเคยถูกผีหลอกเต็มเปา...บอกตรงๆ ว่าตอนนั้นไม่ได้คิดถึงเรื่องเคราะห์ร้ายหรือโชคดีอะไรเลย
คิดอยู่อย่างเดียวว่า ไม่ช็อกตายคาที่ก็ถือว่าเป็นบุญกุศลเหลือสติกำลังแล้วค่ะ
ขอเล่าเรื่องขนหัวลุกเลยนะคะ!
ดิฉันเป็นคนบางอ้อมาแต่อ้อนแต่ออก บ้านช่องอยู่ในสวนเปลี่ยว ถึงแม้จะมีซอยตัดเข้ามาก็จริง แต่สองข้างทางมีแต่ต้นไม้น้อยใหญ่ร่มครึ้ม บ้านช่องก็มีน้อย ยังดีที่ไม่ค่อยมีโจรผู้ร้าย ยกเว้นแต่เรื่องผีๆ สางๆ ที่เล่าสู่กันฟังจนกลายเป็นของธรรมดาไปแล้ว
ต่อมาบ้านเมืองเจริญขึ้น สวนกลายเป็นบ้านจัดสรร ทาวน์เฮาส์ ตึกแถว ร้านรวงผุดสะพรั่งที่ริมถนนและต้นๆ ซอยทั้งสองฟากฝั่ง มิจฉาชีพเริ่มมีมากขึ้นเป็นเงาตามตัว แต่ก็มีมอเตอร์ไซค์รับจ้างช่วยให้เข้าออกได้สะดวกและปลอดภัย...ถือว่าทันกันทั้งด้านบวกและลบ ตามความ
เจริญของบ้านเมือง
นับวันบ้านช่องก็ผุดขึ้นหนาแน่นสองฝั่งซอย เหลือที่ว่างๆ อยู่น้อยเต็มที
ซอยที่ผ่านหน้าบ้านดิฉันเข้าไปหน่อยก็ตัดลึกเข้าไปทุกที แถมคดเคี้ยวไปจนลับตา แต่ดิฉันไม่ได้ไปดูว่าลึกล้ำเข้าไปถึงไหน เพราะเช้าขึ้นมาก็นั่งมอเตอร์ไซค์ต่อรถเมล์ที่ปากซอยไปที่ทำงาน ตกเย็นหรือใกล้ค่ำก็มาขึ้นมอ
เตอร์ไซค์กลับบ้านเป็นประจำ
"ลุงนาค" คือ คนขี่รถรับจ้างที่กลายเป็นขาประจำกันไปโดยปริยาย เพราะมักจะพบกันแทบทุกวัน ตอนเช้าก็มาจอดรถรอที่หน้าประตูรั้ว ตกเย็นก็มักรอรับอยู่เสมอ
ซอยนี้มีที่น่ากลัวก็คือรถราต่างๆ ขับเร็วมาก เพราะความคึกคะนองหรือถนนโล่งๆ ก็ไม่ทราบแน่ชัด แน่ล่ะค่ะ ย่อมเกิดอุบัติเหตุบ่อยหน ตั้งแต่บาดเจ็บเล็กน้อยไปจนถึงสาหัสกระทั่งลุงเสียชีวิตคาที่ บางรายก็ไปตาย
โรงพยาบาล
เสียงชาวบ้านร่ำลือว่าผีดุย่อมเป็นเรื่องหนีไม่พ้น!
ตอนดึกๆ มีเสียงหมาหอนระงมหัวซอยท้ายซอย มีคนเห็นร่างโชกเลือด บาดแผลเหวอะหวะเดินร้องห่มร้องไห้บ้าง รถมอเตอร์ไซค์ที่แล่นฉิวโดยไม่มีคนขับบ้าง ได้ยินเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดสุดขีดบ้าง...ฟังแล้วนึกขำก็มี บางทีก็ขนลุกซู่เลยค่ะ
ลุงนาคขับรถเร็วในตอนแรกๆ จนดิฉันต้องขอร้อง อ้างว่าเป็นโรคหัวใจขอให้ขับช้าๆ หน่อย...ความจริงก็คือกลัวว่าจะเกิดอุบัติเหตุ ลุงนาคก็ทำตามอย่างว่าง่าย...แต่ถ้าแกรับผู้โดยสารคนอื่นเป็นห้อตะบึง บางทียังหันมามองดิฉันที่อยู่ริมรั้วตอนเย็นๆ แล้วยิ้มให้ด้วยซ้ำ...ผมเห็นแก่คุณนะเนี่ย!
วันหนึ่งดิฉันก็ต้องประสบกับความงุนงง ใจหายวับ ตกตะลึงไป ลงจากรถเมล์ตอนเย็นจะเข้าซอยก็ได้ทราบข่าวว่าลุงนาคถูกรถกระบะชนที่หน้าบ้านดิฉันแล้วรีบบึ่งหนีไป ส่วนลุงนาคคอหักตายคาที่
ดิฉันขาสั่นแทบยืนไม่อยู่ เมื่อรู้ว่าแกส่งดิฉันแล้วรีบบึ่งไปรับเด็กนักเรียนขาประจำที่ก้นซอย แต่ก็มาเกิดอุบัติเหตุเสียชีวิตเสียก่อน
ถึงแม้จะคุ้นเคยกันในระยะหลังๆ แต่ก็ไม่สนิทสนมถึงกับไปงานศพลุงนาค นอกจากทำบุญใส่บาตร แล้ว
กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้เท่านั้น...ตกกลางคืนก็อุปาทานว่าได้ยินเสียงรถของแกแล่นชะลอผ่านไป บางทีก็หยุดอยู่ที่หน้าบ้าน แต่ดิฉันไม่กล้าลุกออกมาดู
จนกระทั่งถึงวันขนหัวลุก!
ดิฉันกำลังจะเปิดประตูรั้วออกไปทำงานตอนเช้าวันฟ้าครึ้มฝน จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงมอเตอร์ไซค์ดังกระหึ่มมาทางปากซอย ไม่รู้ว่าเพราะอะไรทำให้นึกถึงลุงนาค...ก็พอดีรถคันนั้นแล่นเข้ามาแล้วเสียหลักกะทันหันคล้ายถูกชนเสียง "โครม!" ก่อนที่จะกลิ้งเค้เก้ไปยังรั้วอิฐฝั่งตรงข้าม
นรกเป็นพยาน ลุงนาคนั่นเองที่ประคองลุกขึ้นมาทั้งๆ ที่ร่างโชกเลือด...ดิฉันยืนตัวแข็งทื่อเหมือนถูกสาปให้กลายเป็นหิน หรือตกอยู่ในความฝันสุดสยอง เบิกตาจ้องมองลุงนาคผู้ขึ้นนั่งคร่อมอาน หันมายิ้มเศร้าๆ รววกับจะเอ่ยคำอำลาก่อนจะตะบึงรถเสียงกระหึ่ม...เลือนรางจางหายไปจากม่านน้ำตาของดิฉันเอง
ไปสู่สุคติเถิดนะลุงนาค ฉันจะทำบุญกรวดน้ำไปให้อีก...อย่ามาปรากฏตัวให้ฉันหวิดช็อกตายอีกเลยค่ะ...บรื๋อส์!
ขนหัวลุก-ใบหนาด
บ้านว่างให้เช่า!!
เมื่อวันอาทิตย์ที่ 27 ธันวาคม 2552 ผมมีโอกาสได้ไปร่วมงานบุญที่วัดป่าหนองหิน ตำบลโคกก่อ อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม เห็นว่ามีเนื้อหาสาระน่าสนใจนำมาบอกกล่าวท่านผู้อ่าน ดังนี้
เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 5 ธันวาคม 2552 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทานสถาปนาเลื่อนและตั้งสมณศักดิ์ถวายพระสงฆ์ที่ทำคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติ และพระพุทธศาสนา
ในการนี้พระอธิการชัชวาล จตฺตมโล เจ้าอาวาสวัดป่าหนองหินได้รับพระราชทานตั้งสมณศักดิ์เป็น พระครูโชติปัญญาคุณ
ในโอกาสอันเป็นมงคลนี้ คณะศิษยานุศิษย์ร่วมกันจัดให้มีการแสดงพระธรรมเทศนา โดยนิมนต์ พระเดชพระคุณ พระธรรมดิลก เจ้าอาวาสวัดป่าแสงอรุณ เจ้าคณะภาค 9 (ธรรมยุต) จังหวัดขอนแก่น เป็นองค์แสดงในวันอาทิตย์ที่ 27 ธันวาคม 2552
ครั้นถึงเช้าวันนั้น ศิษยานุศิษย์และญาติโยมทยอยกันมา ข้าวหม้อแกงหม้อ ขนมนมเนยพร้อมสรรพ อันเป็นประเพณีดีงามของพี่น้องชาวอีสาน ไม่ช้าก็แน่นลานวัดอันร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่น้อย อุบาสกอุบาสิการาวสิบคนวุ่นวายอยู่กับการตระเตรียมอาหารคาวหวานเพื่อเลี้ยงพระและเลี้ยงผู้มาร่วมงานบุญโดยทั่วกัน
ไม่ช้าเสียงเจริญชัยมงคลคาถาก็ดังผ่านเครื่องขยายเสียงออกมา!
หลังจากนั้น พระเดชพระคุณ พระธรรมดิลก ก็แสดงธรรมเทศนาอันเป็นพุทธวัจนะด้วยน้ำเสียงกังวานน่าเลื่อมใส ใช้ภาษาเรียบง่ายให้ทายกทายิกาทั้งปวงได้เข้าใจโดยทั่วถึงกัน จนกระทั่งถึงเวลาประเคนภัตตาหารให้พระภิกษุ...โฆษกประกาศว่าต่อไปนี้ขอให้ทุกท่านได้เพลิดเพลินกับหมอลำชื่อดังจากขอนแก่น นั่นคือคณะ "ซูเปอร์ยาว"
คณะนี้มีชื่อเสียงจากการออกทีวีที่กรุงเทพฯ บ่อยครั้ง เคยร่วมกับละครทีวีบางเรื่องจนเป็นที่รู้จักแพร่หลายในภาคอีสานเป็นวงกว้าง
หัวหน้าคณะเป็นหนุ่มใหญ่ หน้าตายิ้มแย้มแจ่ม ใสอารมณ์ดี กับหมอลำหนุ่มน้อยหล่อเหลาและหมอแคนรวมสามชีวิต ก้าวเข้ามายืนเด่นอยู่กลางศาลา แล้วเสียงแคนแล่นแตด้วยท่วงทำนองสนุกสนานรื่นเริงก็ดังขึ้นโดยพลัน
ญาติโยมเริ่มทยอยกันเข้ามานั่งแทบเต็มศาลา แหงนหน้าจ้องมองวงหมอลำด้วยความชื่นชม หัวหน้าคณะบอกกล่าวว่า...ฟังหมอลำหนุ่มก่อนแล้วค่อยฟังหมอลำเฒ่า!
หมอลำหนุ่มเริ่มต้นเป็นคนแรกด้วยลำทางล่องเรื่อง "การะเกด" อันเป็นตำนานพื้นบ้าน คล้ายๆ กับท้าวผาแดงกับนางไอ่, ท้าวขูลูกับนางอั้ว...สุ้มเสียงหวานเสนาะเพราะพริ้งปานจะสะกดให้อุบาสิกาเงียบกริบทั้งศาลา
คุณน้าคุณป้าผู้เป็นแฟนหมอลำ ควักใบละ 20 บาทเอายัดใส่มือให้หนุ่มน้อยหน้าใสแทบไม่หยุดหย่อน
ต่อจากนั้นก็ถึงรอบของซูเปอร์ยาว-หรือหมอลำรุ่นใหญ่ที่แพรวพราวด้วยลูกเล่นและอารมณ์ขัน จนอุบาสกอุบาสิกาหัวเราะกันแทบงอหาย...มีการบอกกล่าวว่าจะร้องกลอนลีแล้วตามด้วยกลอนเลา...ความชำนาญเวทีนั้นถือว่าจัดจ้านหาตัวจับยากเต็มที แม้แต่เจ้าตัวยังอดหัวเราะไม่ได้ ก่อนจะขอโทษขอโพยที่ไม่อาจจะว่ากลอนลำได้โจ๋งครึ่มเพราะเป็นในวัดวา เดี๋ยวจะไม่เหมาะไม่ควร
พอจะจดจำได้กลอนเลากระท่อนกระแท่นมาเล่าสู่กันฟังนิดๆ หน่อยๆ ก็ยังดี
"วันหนึ่งยายเต่าแกตื่นแต่เช้า แกปวดท้องเบาเลยลงบันไดจะไปเบาเลยโดนงูเห่ามันตอดเอา..." เท่านี้ก็แทบจะขำกลิ้งไปตามๆ กัน ยิ่งร้องเพลง "มนต์รักลูกทุ่ง" แปลงเนื้อในแบบหมอลำ ขนาดหมอแคนยังแทบสำลักก็แล้วกัน
ก่อนจบขอเล่าเรื่องผีที่ตำบลโคกก่อเสียหน่อย...มีสามีภรรยาความรู้ระดับด๊อกเตอร์มาเช่าบ้านอยู่ที่นั่น ตอนดึกๆ ภรรยาจะได้ยินเสียงผู้หญิงร้องไห้เป็นประจำจนขอให้สามีย้ายบ้านจนสำเร็จ แต่ก่อนจะย้ายสามีก็ได้ยินเสียงร้องไห้ นึกว่าเป็นเสียงภรรยาแต่ได้รับคำตอบว่า...ฉันไม่ได้ร้อง ผีบ้านนี้ร้องไห้ต่างหาก!
คืนนั้นเอง เธอก็ฝันเห็นผู้หญิงมานั่งร้องไห้ที่ปลายเตียง ตัดพ้อต่อว่าที่ย้ายบ้านหนี คนที่มาเช่าอยู่ต่อไปได้ยินเสียงเธอร้องไห้คงจะหาหมอผีมาขับไล่ไสส่งเธออย่างแน่นอน
หลังจากนั้นก็มีคนมาเช่าอยู่แล้วย้ายออกไป...ทุกวันนี้ยังติดป้าย "บ้านว่างให้เช่า" อยู่เลยครับ!
ขนหัวลุก-ใบหนาด
เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 5 ธันวาคม 2552 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทานสถาปนาเลื่อนและตั้งสมณศักดิ์ถวายพระสงฆ์ที่ทำคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติ และพระพุทธศาสนา
ในการนี้พระอธิการชัชวาล จตฺตมโล เจ้าอาวาสวัดป่าหนองหินได้รับพระราชทานตั้งสมณศักดิ์เป็น พระครูโชติปัญญาคุณ
ในโอกาสอันเป็นมงคลนี้ คณะศิษยานุศิษย์ร่วมกันจัดให้มีการแสดงพระธรรมเทศนา โดยนิมนต์ พระเดชพระคุณ พระธรรมดิลก เจ้าอาวาสวัดป่าแสงอรุณ เจ้าคณะภาค 9 (ธรรมยุต) จังหวัดขอนแก่น เป็นองค์แสดงในวันอาทิตย์ที่ 27 ธันวาคม 2552
ครั้นถึงเช้าวันนั้น ศิษยานุศิษย์และญาติโยมทยอยกันมา ข้าวหม้อแกงหม้อ ขนมนมเนยพร้อมสรรพ อันเป็นประเพณีดีงามของพี่น้องชาวอีสาน ไม่ช้าก็แน่นลานวัดอันร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่น้อย อุบาสกอุบาสิการาวสิบคนวุ่นวายอยู่กับการตระเตรียมอาหารคาวหวานเพื่อเลี้ยงพระและเลี้ยงผู้มาร่วมงานบุญโดยทั่วกัน
ไม่ช้าเสียงเจริญชัยมงคลคาถาก็ดังผ่านเครื่องขยายเสียงออกมา!
หลังจากนั้น พระเดชพระคุณ พระธรรมดิลก ก็แสดงธรรมเทศนาอันเป็นพุทธวัจนะด้วยน้ำเสียงกังวานน่าเลื่อมใส ใช้ภาษาเรียบง่ายให้ทายกทายิกาทั้งปวงได้เข้าใจโดยทั่วถึงกัน จนกระทั่งถึงเวลาประเคนภัตตาหารให้พระภิกษุ...โฆษกประกาศว่าต่อไปนี้ขอให้ทุกท่านได้เพลิดเพลินกับหมอลำชื่อดังจากขอนแก่น นั่นคือคณะ "ซูเปอร์ยาว"
คณะนี้มีชื่อเสียงจากการออกทีวีที่กรุงเทพฯ บ่อยครั้ง เคยร่วมกับละครทีวีบางเรื่องจนเป็นที่รู้จักแพร่หลายในภาคอีสานเป็นวงกว้าง
หัวหน้าคณะเป็นหนุ่มใหญ่ หน้าตายิ้มแย้มแจ่ม ใสอารมณ์ดี กับหมอลำหนุ่มน้อยหล่อเหลาและหมอแคนรวมสามชีวิต ก้าวเข้ามายืนเด่นอยู่กลางศาลา แล้วเสียงแคนแล่นแตด้วยท่วงทำนองสนุกสนานรื่นเริงก็ดังขึ้นโดยพลัน
ญาติโยมเริ่มทยอยกันเข้ามานั่งแทบเต็มศาลา แหงนหน้าจ้องมองวงหมอลำด้วยความชื่นชม หัวหน้าคณะบอกกล่าวว่า...ฟังหมอลำหนุ่มก่อนแล้วค่อยฟังหมอลำเฒ่า!
หมอลำหนุ่มเริ่มต้นเป็นคนแรกด้วยลำทางล่องเรื่อง "การะเกด" อันเป็นตำนานพื้นบ้าน คล้ายๆ กับท้าวผาแดงกับนางไอ่, ท้าวขูลูกับนางอั้ว...สุ้มเสียงหวานเสนาะเพราะพริ้งปานจะสะกดให้อุบาสิกาเงียบกริบทั้งศาลา
คุณน้าคุณป้าผู้เป็นแฟนหมอลำ ควักใบละ 20 บาทเอายัดใส่มือให้หนุ่มน้อยหน้าใสแทบไม่หยุดหย่อน
ต่อจากนั้นก็ถึงรอบของซูเปอร์ยาว-หรือหมอลำรุ่นใหญ่ที่แพรวพราวด้วยลูกเล่นและอารมณ์ขัน จนอุบาสกอุบาสิกาหัวเราะกันแทบงอหาย...มีการบอกกล่าวว่าจะร้องกลอนลีแล้วตามด้วยกลอนเลา...ความชำนาญเวทีนั้นถือว่าจัดจ้านหาตัวจับยากเต็มที แม้แต่เจ้าตัวยังอดหัวเราะไม่ได้ ก่อนจะขอโทษขอโพยที่ไม่อาจจะว่ากลอนลำได้โจ๋งครึ่มเพราะเป็นในวัดวา เดี๋ยวจะไม่เหมาะไม่ควร
พอจะจดจำได้กลอนเลากระท่อนกระแท่นมาเล่าสู่กันฟังนิดๆ หน่อยๆ ก็ยังดี
"วันหนึ่งยายเต่าแกตื่นแต่เช้า แกปวดท้องเบาเลยลงบันไดจะไปเบาเลยโดนงูเห่ามันตอดเอา..." เท่านี้ก็แทบจะขำกลิ้งไปตามๆ กัน ยิ่งร้องเพลง "มนต์รักลูกทุ่ง" แปลงเนื้อในแบบหมอลำ ขนาดหมอแคนยังแทบสำลักก็แล้วกัน
ก่อนจบขอเล่าเรื่องผีที่ตำบลโคกก่อเสียหน่อย...มีสามีภรรยาความรู้ระดับด๊อกเตอร์มาเช่าบ้านอยู่ที่นั่น ตอนดึกๆ ภรรยาจะได้ยินเสียงผู้หญิงร้องไห้เป็นประจำจนขอให้สามีย้ายบ้านจนสำเร็จ แต่ก่อนจะย้ายสามีก็ได้ยินเสียงร้องไห้ นึกว่าเป็นเสียงภรรยาแต่ได้รับคำตอบว่า...ฉันไม่ได้ร้อง ผีบ้านนี้ร้องไห้ต่างหาก!
คืนนั้นเอง เธอก็ฝันเห็นผู้หญิงมานั่งร้องไห้ที่ปลายเตียง ตัดพ้อต่อว่าที่ย้ายบ้านหนี คนที่มาเช่าอยู่ต่อไปได้ยินเสียงเธอร้องไห้คงจะหาหมอผีมาขับไล่ไสส่งเธออย่างแน่นอน
หลังจากนั้นก็มีคนมาเช่าอยู่แล้วย้ายออกไป...ทุกวันนี้ยังติดป้าย "บ้านว่างให้เช่า" อยู่เลยครับ!
ขนหัวลุก-ใบหนาด
ข้อควรปฏิบัติเมื่อไปสำรวจผีสิง
ข้อควรปฏิบัติเมื่อไปสำรวจผีสิง
International Ghost Hunting Society ได้กำหนดมาตราฐานข้อควรปฏิบัติในการสำรวจภาคสนามซึ่งได้มาจากประสบการณ์ที่ผ่านมา. มาตรฐานเหล่านี้เป็นสิ่งที่ดีสำหรับผู้สนใจ โดยเฉพาะมือใหม่ที่อาจถ่ายภาพผิดพลาดได้เสมอ.
ข้อควรปฏิบัติมีดังนี้
บอกกล่าวดวงวิญญาณก่อนเพื่อขออนุญาตถ่ายภาพพวกเขา.
ไม่สูบบุหรี่หรือทำให้เกิดควันขณะทำการสำรวจ
ไม่ดื่มเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ เช่น เหล้า เบียร์ ไวน์, ทั้งก่อนและขณะไปทำการสำรวจ
ไม่เล่นผีถ้วยแก้ว ผีเหรียญ ขณะไปทำการสำรวจ
ไม่ควรถ่ายภาพในเวลาที่สภาพอากาศไม่ดี เช่นในช่วงที่มีฝนตก, หมอก, ลมแรง, มีฝุ่นมาก เป็นต้น
ไม่ควรถ่ายภาพจากยานพาหนะที่กำลังวิ่งอยู่ ควรลงมาหรือจอดก่อนแล้วจึงถ่ายภาพ
และไม่ควรถ่ายภาพขณะกำลังเดินอยู่ด้วย
ควรทำความสะอาดกล้องให้เรียบร้อย โดยเฉพาะเลนส์
ควรมีสายสะพายกล้องด้วย เพื่อความสะดวก
ไม่ควรถ่ายภาพกับวัตถุที่สะท้อนแสงหรือผิวมัน เช่น กระจก
เวลาถ่ายภาพให้ระวังนิ้วที่อาจบังเลนส์ได้
ระวังเส้นผมบังเลนส์หากคุณเป็นคนผมยาว
ไม่ควรวิ่งเล่นหรือส่งเสียงดังในสุสานหรือสถานที่โบราณ
ควรแสดงความเคารพในสถานที่นั้นๆ ด้วย
หากต้องการบันทึกเสียง ควรใช้เทปเปล่าที่ใหม่มาบันทึกจะดีมาก
หากภาพที่ถ่ายได้พบสิ่งผิดปกติ ควรตรวจสอบกับฟิล์มอีกครั้ง เพราะบางทีอาจเกิดจากความผิดพลาด
ตอนล้างอัดภาพก็เป็นได้
การใช้แฟลชจะใช้ได้ดีในรัศมี 9-12 ฟุต (3-4 เมตร) จากกล้อง
สิ่งสำคัญคือควรทำใจให้สบาย ไม่ควรอารมณ์เสียเมื่อทำการสำรวจ
โชคดีกับการสำรวจทุกคนนะครับ
ที่ไหนบ้างที่จะเจอผี
International Ghost Hunter Society ได้บอกไว้ว่า ผีมีอยู่ในทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นบ้านร้างเก่าแก่ สุสาน หรือว่าสถานที่ใหม่ๆ เช่นตึกหรือบ้านที่มีคนอยู่
ผีมักจะอยู่เป็นแห่งๆ ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าก่อนนั้นผู้ตายอาจทำงานหรือพักอาศัยในสถานที่นั้นๆ ซึ่งเขาชอบเป็นประจำ เมื่อตายลงจึงยังไม่ไปไหน คอยวนเวียนผูกพันกับสถานที่นั้นๆ ตลอดเวลา
จากการศึกษาพบว่าผีนั้นมีความฉลาด มีอารมณ์และความรู้สึกเหมือนกับคนทั่วไป เพียงแต่ว่าพวกเขาไร้ซึ่งร่ายกายเท่านั้น
คุณไม่ต้องหาบ้านผีสิงเพื่อจะพบผี แต่คุณสามารถไปที่ไหนก็ได้เพื่อเจอ เพราะผีมีอยู่ในทุกที่
ลองเริ่มต้นดูกับสถานที่ที่คุณรู้สึกว่าน่ากลัว หรือลึกลับเมื่อก้าวย่างเข้าไป ซึ่งนั่นจะเป็นสถานที่ที่มีผี แม้กระทั่งตึกสร้างเสร็จใหม่ๆ หรือว่าบ้านที่มีคนอยู่ก็ตาม
เวลาที่ดีที่สุดในการถ่ายรูปผีคือหลังยามโพล้เพล้ ตั้งแต่ย่ำค่ำเป็นต้นไป คุณควรถ่ายรูปโดยมีฉากหลังเป็นสีดำ ซึ่งอาจเป็นป่าทึบก็ได้ ขอแนะนำให้ถ่ายด้วยแฟลช เพราะจะสามารถเห็นสิ่งต่างๆ ได้ชัดเจนขึ้น รวมทั้งผีด้วย
ฟิล์มที่ใช้ควรเป็นฟิล์มไวแสงมากๆ เช่น Kodak Gold 400 หรือ 800 Max เป็นต้น
ควรจัดผังเวลาการสำรวจผีใกล้ๆ ช่วงพระจันทร์เต็มดวง หรือในคืนจันทร์เต็มดวง ช่วง 2-3 วันก่อนและหลังพระจันทร์เต็มดวงด้วยก็ยังคงได้ผลดีเช่นกัน
ดวงจันทร์จะมีผลต่อสนามแม่เหล็กโลก ผีนั้นก็มีพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าตามธรรมชาติอยู่และจะใช้พลังงานแม่เหล็กโลกในการปรากฏตัวด้วย
จะเริ่มล่า ghost ยังไงดี?
มีสถานที่ที่ว่ากันว่าถูกสิงอยู่มากมาย และก็มีกลุ่มวิจัยเกี่ยวกับเรื่องเหนือธรรมชาติอยู่นับร้อยกลุ่มในอินเตอร์เน็ต ที่คุณสามารถเข้าไปถามถึงสถานที่ที่ถูกสิงในบริเวณนั้นๆได้ หรืออาจจะลองเข้าไปเป็นสมาชิกเพราะส่วนใหญ่จะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่ที่ต้องจ่ายค่า membership ก็มีนะ ส่วน web board ไม่ว่าของที่ไหนก็เปิดกว้างให้คุณเข้าไปหาข้อมูลได้อยู่แล้ว
--------------------------------------------------------------------------------
ต้องใช้อุปกรณ์อะไรบ้าง?
ก็ไม่มีอะไรมากหรอก เริ่มด้วยกล้องถ่ายรูป, สมุดจด, เข็มทิศ และไฟฉายก็พอแล้ว ถ้าจะให้ดีก็เอาเทอร์โมมิเตอร์กับเทปอัดเสียงไปด้วยซักหน่อย พอมีประสบการณ์ (และเงิน) เพิ่มขึ้นก็อาจจะลองหาอุปกรณ์แบบแอดวานซ์มาใช้บ้างก็ได้ แต่ราคาก็อยู่สูงระดับหมื่นบาทเลยนะ
--------------------------------------------------------------------------------
ใช้กล้องถ่ายรูปแบบทั่วไปหรือใช้กล้องดิจิตอลดีกว่า?
สำหรับ ghost hunter ที่เอาจริงก็คงพูดว่ากล้องแบบ 35mm นี่แหละดีกว่า! แต่กล้องทั้ง 2 แบบต่างก็มีทั้งจุดเด่นและจุดด้อย กล้อง 35mm สามารถถ่ายรูปที่ละเอียดกว่ากล้องดิจิตอลแทบทุกรุ่น ยกเว้นรุ่นที่แพงจัดๆ และการตัดต่อต้องเริ่มที่ฟิล์มซึ่งก็ทำได้ยากทำให้มีความน่าเชื่อถือมากกว่ากล้องดิจิตอลที่แทบจะพิสูจน์อะไรไม่ได้ แต่กล้องดิจิตอลก็มีความสะดวกในการนำรูปขึ้น web มากกว่าหลายเท่า เพราะฉะนั้นก็เลือกเอาตามจุดประสงค์ก็แล้วกัน
--------------------------------------------------------------------------------
ทำไม ghost ชอบออกมาตอนกลางคืน?
ตรงกันข้ามกับความเชื่อที่แพร่หลาย จริงๆแล้ว ghost ไม่ค่อยออกมาตอนกลางคืนเท่าไหร่หรอก มันเกิดขึ้นได้ทั้งวันแหละ แต่เหตุผลที่การสำรวจมักจะทำกันตอนกลางคืนก็เป็นเพราะจะได้ไม่มีใครเข้ามารบกวนไงล่ะ
--------------------------------------------------------------------------------
มีหนังสือดีๆให้อ่านเกี่ยวกับ Ghost Hunting บ้างมั้ย?
หนังสือเกี่ยวกับ Ghost Hunting มีอยู่นับพันเล่ม แต่ถ้าตั้งใจจะซื้อเล่มเดียวเลยก็ขอแนะนำ The Ghost Hunter's Guide Book โดย Troy Taylor ซึ่งให้รายละเอียดมากและเหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น หาซื้อได้ที่ Amazon.com และ Praireghosts.com หรือสั่งซื้อเอาตามร้านอย่าง Asia Book ก็ได้ ส่วนเล่มดีๆเล่มอื่นก็เช่น
The National Directory of Haunted Places โดย Dennis William Hauck
The Paranormal Investigator's Handbook โดย Valerie Hope และ Maurice Townsend
The Ghost Hunting Case Book โดย Natalie Osborne-Thomason
Complete Idiots Guide to Ghosts and Hauntings โดย Tom Ogden
--------------------------------------------------------------------------------
ghost มักจะปรากฏตัวในช่วงพระจันทร์เต็มดวงจริงหรือเปล่า?
ตามทฤษฎีขอตอบว่าใช่ เพราะ ghost ต้องใช้พลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าในการปรากฏร่าง และพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าของโลกจะเพิ่มขึ้นในช่วงข้างขึ้นและพระจันทร์เต็มดวง และก็เชื่อกันว่า Geomagnetic storm ก็ทำให้พลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเช่นกัน ghost ก็เลยมีพลังงานให้ดูดซับเพิ่มขึ้นในช่วงนี้นี่เอง สำหรับข้อมูลว่าพระจันทร์เป็นข้างขึ้นข้างแรมก็ดูได้ตามปฏิทินทั่วไป และการพยากรณ์ Geomagnetic storm ก็ดูได้ที่
Source: Dave Oester IGHS, Ghostweb.com
International Ghost Hunting Society ได้กำหนดมาตราฐานข้อควรปฏิบัติในการสำรวจภาคสนามซึ่งได้มาจากประสบการณ์ที่ผ่านมา. มาตรฐานเหล่านี้เป็นสิ่งที่ดีสำหรับผู้สนใจ โดยเฉพาะมือใหม่ที่อาจถ่ายภาพผิดพลาดได้เสมอ.
ข้อควรปฏิบัติมีดังนี้
บอกกล่าวดวงวิญญาณก่อนเพื่อขออนุญาตถ่ายภาพพวกเขา.
ไม่สูบบุหรี่หรือทำให้เกิดควันขณะทำการสำรวจ
ไม่ดื่มเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ เช่น เหล้า เบียร์ ไวน์, ทั้งก่อนและขณะไปทำการสำรวจ
ไม่เล่นผีถ้วยแก้ว ผีเหรียญ ขณะไปทำการสำรวจ
ไม่ควรถ่ายภาพในเวลาที่สภาพอากาศไม่ดี เช่นในช่วงที่มีฝนตก, หมอก, ลมแรง, มีฝุ่นมาก เป็นต้น
ไม่ควรถ่ายภาพจากยานพาหนะที่กำลังวิ่งอยู่ ควรลงมาหรือจอดก่อนแล้วจึงถ่ายภาพ
และไม่ควรถ่ายภาพขณะกำลังเดินอยู่ด้วย
ควรทำความสะอาดกล้องให้เรียบร้อย โดยเฉพาะเลนส์
ควรมีสายสะพายกล้องด้วย เพื่อความสะดวก
ไม่ควรถ่ายภาพกับวัตถุที่สะท้อนแสงหรือผิวมัน เช่น กระจก
เวลาถ่ายภาพให้ระวังนิ้วที่อาจบังเลนส์ได้
ระวังเส้นผมบังเลนส์หากคุณเป็นคนผมยาว
ไม่ควรวิ่งเล่นหรือส่งเสียงดังในสุสานหรือสถานที่โบราณ
ควรแสดงความเคารพในสถานที่นั้นๆ ด้วย
หากต้องการบันทึกเสียง ควรใช้เทปเปล่าที่ใหม่มาบันทึกจะดีมาก
หากภาพที่ถ่ายได้พบสิ่งผิดปกติ ควรตรวจสอบกับฟิล์มอีกครั้ง เพราะบางทีอาจเกิดจากความผิดพลาด
ตอนล้างอัดภาพก็เป็นได้
การใช้แฟลชจะใช้ได้ดีในรัศมี 9-12 ฟุต (3-4 เมตร) จากกล้อง
สิ่งสำคัญคือควรทำใจให้สบาย ไม่ควรอารมณ์เสียเมื่อทำการสำรวจ
โชคดีกับการสำรวจทุกคนนะครับ
ที่ไหนบ้างที่จะเจอผี
International Ghost Hunter Society ได้บอกไว้ว่า ผีมีอยู่ในทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นบ้านร้างเก่าแก่ สุสาน หรือว่าสถานที่ใหม่ๆ เช่นตึกหรือบ้านที่มีคนอยู่
ผีมักจะอยู่เป็นแห่งๆ ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าก่อนนั้นผู้ตายอาจทำงานหรือพักอาศัยในสถานที่นั้นๆ ซึ่งเขาชอบเป็นประจำ เมื่อตายลงจึงยังไม่ไปไหน คอยวนเวียนผูกพันกับสถานที่นั้นๆ ตลอดเวลา
จากการศึกษาพบว่าผีนั้นมีความฉลาด มีอารมณ์และความรู้สึกเหมือนกับคนทั่วไป เพียงแต่ว่าพวกเขาไร้ซึ่งร่ายกายเท่านั้น
คุณไม่ต้องหาบ้านผีสิงเพื่อจะพบผี แต่คุณสามารถไปที่ไหนก็ได้เพื่อเจอ เพราะผีมีอยู่ในทุกที่
ลองเริ่มต้นดูกับสถานที่ที่คุณรู้สึกว่าน่ากลัว หรือลึกลับเมื่อก้าวย่างเข้าไป ซึ่งนั่นจะเป็นสถานที่ที่มีผี แม้กระทั่งตึกสร้างเสร็จใหม่ๆ หรือว่าบ้านที่มีคนอยู่ก็ตาม
เวลาที่ดีที่สุดในการถ่ายรูปผีคือหลังยามโพล้เพล้ ตั้งแต่ย่ำค่ำเป็นต้นไป คุณควรถ่ายรูปโดยมีฉากหลังเป็นสีดำ ซึ่งอาจเป็นป่าทึบก็ได้ ขอแนะนำให้ถ่ายด้วยแฟลช เพราะจะสามารถเห็นสิ่งต่างๆ ได้ชัดเจนขึ้น รวมทั้งผีด้วย
ฟิล์มที่ใช้ควรเป็นฟิล์มไวแสงมากๆ เช่น Kodak Gold 400 หรือ 800 Max เป็นต้น
ควรจัดผังเวลาการสำรวจผีใกล้ๆ ช่วงพระจันทร์เต็มดวง หรือในคืนจันทร์เต็มดวง ช่วง 2-3 วันก่อนและหลังพระจันทร์เต็มดวงด้วยก็ยังคงได้ผลดีเช่นกัน
ดวงจันทร์จะมีผลต่อสนามแม่เหล็กโลก ผีนั้นก็มีพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าตามธรรมชาติอยู่และจะใช้พลังงานแม่เหล็กโลกในการปรากฏตัวด้วย
จะเริ่มล่า ghost ยังไงดี?
มีสถานที่ที่ว่ากันว่าถูกสิงอยู่มากมาย และก็มีกลุ่มวิจัยเกี่ยวกับเรื่องเหนือธรรมชาติอยู่นับร้อยกลุ่มในอินเตอร์เน็ต ที่คุณสามารถเข้าไปถามถึงสถานที่ที่ถูกสิงในบริเวณนั้นๆได้ หรืออาจจะลองเข้าไปเป็นสมาชิกเพราะส่วนใหญ่จะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่ที่ต้องจ่ายค่า membership ก็มีนะ ส่วน web board ไม่ว่าของที่ไหนก็เปิดกว้างให้คุณเข้าไปหาข้อมูลได้อยู่แล้ว
--------------------------------------------------------------------------------
ต้องใช้อุปกรณ์อะไรบ้าง?
ก็ไม่มีอะไรมากหรอก เริ่มด้วยกล้องถ่ายรูป, สมุดจด, เข็มทิศ และไฟฉายก็พอแล้ว ถ้าจะให้ดีก็เอาเทอร์โมมิเตอร์กับเทปอัดเสียงไปด้วยซักหน่อย พอมีประสบการณ์ (และเงิน) เพิ่มขึ้นก็อาจจะลองหาอุปกรณ์แบบแอดวานซ์มาใช้บ้างก็ได้ แต่ราคาก็อยู่สูงระดับหมื่นบาทเลยนะ
--------------------------------------------------------------------------------
ใช้กล้องถ่ายรูปแบบทั่วไปหรือใช้กล้องดิจิตอลดีกว่า?
สำหรับ ghost hunter ที่เอาจริงก็คงพูดว่ากล้องแบบ 35mm นี่แหละดีกว่า! แต่กล้องทั้ง 2 แบบต่างก็มีทั้งจุดเด่นและจุดด้อย กล้อง 35mm สามารถถ่ายรูปที่ละเอียดกว่ากล้องดิจิตอลแทบทุกรุ่น ยกเว้นรุ่นที่แพงจัดๆ และการตัดต่อต้องเริ่มที่ฟิล์มซึ่งก็ทำได้ยากทำให้มีความน่าเชื่อถือมากกว่ากล้องดิจิตอลที่แทบจะพิสูจน์อะไรไม่ได้ แต่กล้องดิจิตอลก็มีความสะดวกในการนำรูปขึ้น web มากกว่าหลายเท่า เพราะฉะนั้นก็เลือกเอาตามจุดประสงค์ก็แล้วกัน
--------------------------------------------------------------------------------
ทำไม ghost ชอบออกมาตอนกลางคืน?
ตรงกันข้ามกับความเชื่อที่แพร่หลาย จริงๆแล้ว ghost ไม่ค่อยออกมาตอนกลางคืนเท่าไหร่หรอก มันเกิดขึ้นได้ทั้งวันแหละ แต่เหตุผลที่การสำรวจมักจะทำกันตอนกลางคืนก็เป็นเพราะจะได้ไม่มีใครเข้ามารบกวนไงล่ะ
--------------------------------------------------------------------------------
มีหนังสือดีๆให้อ่านเกี่ยวกับ Ghost Hunting บ้างมั้ย?
หนังสือเกี่ยวกับ Ghost Hunting มีอยู่นับพันเล่ม แต่ถ้าตั้งใจจะซื้อเล่มเดียวเลยก็ขอแนะนำ The Ghost Hunter's Guide Book โดย Troy Taylor ซึ่งให้รายละเอียดมากและเหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น หาซื้อได้ที่ Amazon.com และ Praireghosts.com หรือสั่งซื้อเอาตามร้านอย่าง Asia Book ก็ได้ ส่วนเล่มดีๆเล่มอื่นก็เช่น
The National Directory of Haunted Places โดย Dennis William Hauck
The Paranormal Investigator's Handbook โดย Valerie Hope และ Maurice Townsend
The Ghost Hunting Case Book โดย Natalie Osborne-Thomason
Complete Idiots Guide to Ghosts and Hauntings โดย Tom Ogden
--------------------------------------------------------------------------------
ghost มักจะปรากฏตัวในช่วงพระจันทร์เต็มดวงจริงหรือเปล่า?
ตามทฤษฎีขอตอบว่าใช่ เพราะ ghost ต้องใช้พลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าในการปรากฏร่าง และพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าของโลกจะเพิ่มขึ้นในช่วงข้างขึ้นและพระจันทร์เต็มดวง และก็เชื่อกันว่า Geomagnetic storm ก็ทำให้พลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเช่นกัน ghost ก็เลยมีพลังงานให้ดูดซับเพิ่มขึ้นในช่วงนี้นี่เอง สำหรับข้อมูลว่าพระจันทร์เป็นข้างขึ้นข้างแรมก็ดูได้ตามปฏิทินทั่วไป และการพยากรณ์ Geomagnetic storm ก็ดูได้ที่
Source: Dave Oester IGHS, Ghostweb.com
ผีคืออะไร??
ผีคือวิญญาณที่หลุดออกจากร่างของคนที่เสียชีวิตไปแล้ว ซึ่งบางครั้งเขาก็มีเหตุผลที่จะอยากอยู่ต่อไปแม้จะตายก็ตาม. มันเป็นความเชื่อส่วนบุคคลในเรื่องของชีวิตหลังความตาย พลังงานที่เป็นวิญญาณนั้นไม่ได้ถูกทำลายเมื่อเขาตายลง แต่ว่าจะเปลี่ยนรูปแบบไป. พลังงานนี้สามารถตรวจจับได้โดยเครื่อง EMF Meter ที่จะสามารถวัดพลังงานแม่เหล็กได้.
ตั้งแต่เราสามารถวัดค่าพลังงานจากสิ่งนี้ได้ เราก็รู้ว่าผีมีอยู่จริง ไม่ได้เป็นสิ่งที่กุขึ้นหรือคิดไปเอง.
-: ควรจะกลัวผีดีมั้ย?
-: ต้องถามตัวคุณเองว่าคุณกลัวคนรึปล่าว, มันคงไม่น่ากลัว. ผีบางตัวอาจจะต้องการความช่วยเหลือ
เมื่อผีมาหลอกคุณ มันอาจจะต้องการทดสอบว่าคุณน่าไว้ใจได้แค่ไหน. จะช่วยเหลือได้หรือเปล่า หรือ
ตัดสินว่ามันคือสิ่งชั่วร้าย,ปีศาจ. ถ้าคุณลองพิจารณาและกล้าๆ ดูสักนิด เขาจะเริ่มเชื่อใจคุณ และคุณ
จะสามารถช่วยเหลือผีให้ไปสู่ความสุขได้. ผีก็คือชีวิตที่อยู่หลังความตาย เป็นคนที่ยังอยู่ แม้ตัวเขาจะ
ถูกเรียกว่าตายไปแล้วก็ตาม.
-: แล้วผีนี่มันไม่ดีใช่ไหม?
-: ผีโดยส่วนใหญ่แล้วเป็นผีดี เหมือนกับคนที่ส่วนใหญ่เป็นคนดี. บางครั้งมีคนไม่ดีบ้าง ก็เหมือนผี
ที่บางตัวก็ไม่ดี.
-: ถ้าหากกลัวก็ทำพิธีขับไล่ในบ้านได้ใช่ไหม?
-: ความกลัวเกิดจากความไม่รู้. ถ้าคุณเข้าใจว่าผีนั้นอาจจะมีภารกิจต้องทำบางอย่างให้สำเร็จก่อนที่
จะย้ายไปยังดินแดนของพวกเขา. ถ้าเขาไม่มีที่อยู่และสับสน แถมคุณยังขับไล่ใสส่งให้พ้นจากบ้านเสียอีก
จะดีหรือถ้าคุณไม่คิดจะช่วยเขา. แทนที่เราจะไล่ผีออกจากบ้านเสียเฉยๆ เราควรพยายามทำความเข้าใจ
กับเขาและหากคุณช่วยแก้ปัญหาให้ผีได้. ลองคุยดูกับเขาเหมือนเป็นเพื่อนธรรมดาๆ สักคนนึง.
เซอร์โอลิเวอร์ ลอดจ์ นักฟิสิกส์คนสำคัญชาวอังกฤษ
ได้กล่าวไว้ว่า ผีอาจเป็นไปได้จริง ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ผี คงอธิบาย
ได้ว่าเป็นภาพ หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากพลังงานทางจิตที่รุนแรง
ของผู้ตายที่กระทบ ต่อสิ่งแวดล้อม และประทับเป็นร่องรอยเอาไว้
สามารถทำให้บางคนที่มีประสาทสัมผัสไว เป็นพิเศษ รับคลื่นพลังงาน
ที่แปรเป็นสภาพของปรากฏการณ์นั้นๆ ขึ้นมาใหม่ได้
คำอธิบายของเซอร์โอลิเวอร์ อาจมีส่วนถูกอยู่บ้าง และดูจะสอดคล้องกับความคิดเห็นของคนทั่วไป
ที่เชื่อว่า คนเมื่อตายแล้ว จะต้องกลายเป็นผีจนกว่าจะได้ไปเกิดใหม่ หรือไปสู่ภพใหม่ ส่วนปรากฏการณ์
ที่เรียกกันว่า ผีหลอก นั้น คนส่วนมากเชื่อว่า ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจาก ผู้ที่ตายไปยังไม่ยอมจากโลก
ไปด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง เช่นได้รับความกดดันทางอารมณ์อย่างรุนแรง เป็นต้นว่า ความเจ็บปวด ความคับแค้นใจ
อิจฉาหรือห่วงใยอาวรณ์ ที่ท่วมล้นจิตใจก่อนที่ผู้ตายจะจากโลกไป เช่นเราเชื่อว่า คนที่ตายอย่างปวดร้าว
กะทันหัน หรือคนที่มีห่วงมีใยอยู่เบื้องหลัง ไม่ว่าจะเป็น ผีตายโหง ผีตายทั้งกลม หรือ ผีที่เกิดจาก
แรงอาฆาต ความแค้น ความไม่เป็นธรรมต่างๆ ข้อสนับสนุนความเห็นดังกล่าวให้มีน้ำหนักเพิ่มขึ้น ได้แก่
สถานที่ที่พบเห็นปรากฏการณ์ลึกลับที่น่ากลัวนั้น มักจะเป็นสถานที่ที่ใกล้เคียงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง
หรือบริเวณที่มีการตายเกิดขึ้นอย่างทารุณ เช่น ฆาตกรรม อัตวิบาตกรรม หลุมศพโบราณ สนามรบ หรือ
วินาศภัยที่มีคนตายมากมาย
ในบ้านเราเอง เรื่องของผีอาจถือได้ว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกคน ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่
ล้วนคุ้นเคยได้ยินได้ฟังเป็นประจำ โดยเฉพาะสมัยก่อนที่บ้านเมืองยังไม่มีความเจริญทางวัตถุ
ยังเต็มไปด้วยป่าไม้ทุ่งนา ที่เป็นธรรมชาติเช่นนั้นมานานนับร้อยๆปี แม้ในปัจจุบันนี้ก็มีหนังสือ
และภาพยนต์เรื่องผี และเรื่องลึกลับเหนือธรรมชาติธรรมดาให้เห็นอยู่มากมาย
ปรากฏการณ์เบื้องหลังความตายที่อธิบายว่า
เห็นภาพวิญญาณของผู้ตายยังเป็นที่ถกเถียงกันมาก เพราะความเชื่อของคนทั่วไป
ไม่ว่าจะถีอลัทธิศาสนาใดก็ตาม มักจะถือมนุษย์เท่านั้นที่มีวิญญาณ
และวิญญาณก็ไม่ใช่ผี รูปที่เป็นผีนั้นไม่ได้จำกัดอยู่แต่ ภาพร่างของมนุษย์
มีได้ทั้งผีในรูปของสัตว์และต้นไม้ หรือแม้แต่สิ่งไม่มีชีวิต
มีเรื่องเล่าไว้ในหนังสือรวบรวมเรื่องราวต่างๆของผีและเหตุการณ์ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับผี มีทั้งสิ่งที่อยู่ในร่างคน
สัตว์ สิ่งไม่มีชีวิต พันเอกแห่งกองทัพอังกฤษ และครอบครัวเพิ่งย้ายบ้านใหม่ เป็นบ้านโบราณและมีสนามหน้าบ้าน
ที่กว้าง มีทางรถวิ่งโดยรอบ จากประตูใหญ่เข้ามา ตอนนั้นเป็นเวลาเริ่มจะโพล้เพล้
นายทหารดังกล่าวและภรรยาพร้อมบุตรอีกสองคน กำลังนั่งที่ระเบียงของคฤหาสน์
หลังใหญ่ พลันมีรถเทียมม้าใหม่เอี่ยม และมีสีสันแพรวพราววิ่งเข้ามาตามทางวิ่ง ทั้งๆ
ที่ขณะนั้นประตูใหญ่ที่รั้วหน้าบ้าน ก็ยังปิดอยู่รถม้าได้วิ่งมาอย่างช้าๆ และทุกคนที่นั่งอยู่
ด้วยกันที่นั่นได้ยินเสียงของกีบม้า และเสียงล้อรถที่บดลงบนถนนอย่างชัดเจน
สักครู่รถม้าคนนั้นก็วิ่งมาหยุดลงที่ขอบสนาม ห่างจากตัวคฤหาสน์ไปไม่ไกลนัก เนื่องจาก
ช่วงนั้นเป็นเวลาเริ่มจะค่ำ แม้ว่าทุกคนจะยังคงมองเห็นสิ่งต่างๆได้อย่างชัดเจน
แต่ก็ไม่มีใครมองเห็นผู้ที่นั่งมากับรถม้านั้นได้ และแม้เวลาจะผ่านมาอีกชั่วครู่ก็ไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดลงจากรถม้า
ในที่สุดบุตรชายคนหนึ่งของนายทหารก็เดินลงมาที่สนามไปยังรถม้าคันนั้น เขาเดินเข้าไปใกล้พอที่จะเห็นร่างของสตรี
แต่งตัวอย่างสูงศักดิ์ผู้หนึ่งนั่งในรถม้า เมื่อเขาเดินเข้าไปใกล้มากขึ้น ทั้งรถและม้าเทียมก็พลันละลายหายไปในอวกาศ
ไม่มีร่องรอยแต่อย่างใด เมื่อตรวจสอบแล้วปรากฏว่า บ้านหลังนั้นเคยเป็นบ้านของท่านลอร์ดและเลดี้ผู้สูงศักดิ์
ที่มีปัญหาเรื่องความรักสามเส้า ที่ทำให้ภรรยาท่านลอร์ดต้องตัดสินใจฆ่าตัวตาย ด้วยความชอกช้ำระกำใจ
หลังจากนั่งรถม้ากลับมาบ้านแต่ผู้เดียวในเย็นวันหนึ่ง เมื่อหลายปีก่อนหน้านั้น
นักจิตวิทยาสาขาเหนือธรรมชาติ โดยทั่วไป เขาเชื่อว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจากการตาย
และการสนองรับ ด้วยประสาทสัมผัสของผู้มีชีวิตอยู่เป็นเรื่องทางจิตที่ผู้ประสบนั้นๆ รับได้จริงๆ โดย
ไม่พยายามที่จะตอบคำถามว่าคนที่ตายไปแล้วกลายเป็นผี หรือผีเป็นเรื่องจริง เป็นสภาพหนึ่งหรือ
มิติหนึ่ง โลกหนึ่งของคนตาย นักจิตวิทยาจะแบ่งแยกประเภทปรากฏการณ์ที่เกิดหลังตายของผู้ที่
กำลังจะตาย หรือตายไปแล้ว ที่มนุษย์ธรรมดา สามารถรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัสต่างๆ เช่น
ด้วยตา หู จมูก ไม่ว่าแยกกันหรือร่วมกัน ออกเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทลางสังหรณ์ กับ
ประเภทผีหลอก ประเภทลางสังหรณ์ ประเภทนี้จะเกิดเพียงครั้งเดียวและจะเกิดขึ้นแก่ผู้ที่
สนิทชิดเชื้อ หรือเพื่อนที่ผูกพันธ์กันเป็นพิเศษ เช่นแม่ฝันเห็นภาพของลูกที่มีเลือดท่วมตัวอยู่
ในสนามรบ ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง
มีรายงานเกี่ยวกับการได้ยินเสียงเรียกหรือ การได้กลิ่นศพ หรือกลิ่นธูป เมื่อประมาณ
สิบกว่าปีมาแล้ว ขณะที่นายแพทย์ประสาน ต่างใจ ผู้เขียนหนังสือชีวิตหลังตาย
อยู่ที่เมืองบราซอฟ ที่โรมาเนีย ที่เมืองนี้เป็นเมืองแปลก มีกลิ่นของน้ำมันคลุ้งไปทั้งเมือง
ตลอดเวลา และเป็นกลิ่นที่เขาไม่คุ้นเคย มันเหมือนเป็นกลิ่นที่ได้จากการเผาน้ำมันเบนซิน
ที่ผสมกับกำมะถันเยอะๆ ดังนั้นเขาจึงปิดหน้าต่างห้องพักที่โรงแรมจนหมด
ในวันหนึ่งหลังทานอาหารกลางวัน เขาก็กลับไปพักในห้อง ประมาณราวๆ บ่ายสอง หรือบ่ายสามโมง
เขาได้กลิ่นธูปอย่างแรงอบอวลไปทั้งห้อง ทั้งๆ ที่หน้าต่างปิดทุกบาน ทีแรกเขาคิดว่า ชาวเอเชียที่มาพัก
ในโรงแรมเดียวกันกำลังทำพิธีอะไรอยู่ ก็เลยเปิดหน้าต่าง ออกไปดู ก็ได้แต่กลิ่นน้ำมันเหียนๆ จึงปิด
หน้าต่าง แล้วเปิดประตูออกไปเดินสำรวจทั้งชั้นนั้น ก็ไม่มีกลิ่นอะไร แต่พอกลับเข้าห้อง ก็ยังได้กลิ่นอยู่
เหมือนเดิม แถมยังมีกลิ่นธูปหอมด้วย มันอบอวลอยู่ชั่วครู่แล้วแล้วค่อยๆจางหายไป เขาก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร
จนกระทั่ง 4 วันต่อมา เขากลับมาถึงกรุงเทพฯ แล้วจึงได้ทราบว่าคุณยายที่แก่มากแล้ว และผูกพันต่อเขาค่อนข้างมาก
ได้สิ้นชีวิตไปที่บ้าน เวลาที่คุณยายตาย ตรงกับวันนั้นพอดี และเวลาเมื่อเทียบกันแล้วก็เป็นเวลาเดียวกัน
อีกประเภทหนึ่งคือ ประเภทผีหลอก แท้ๆ ประเภทนี้เกิดจากการผูกพันกับ
สถานที่ บ้าน ห้องนอน เตียงนอน หลุมฝังศพ ถนน หรือผูกพันกับสาเหตุ
ที่ทำให้เกิดมีการตายนั้นๆ ประเภทนี้จะเกิดซ้ำกับใครก็ได้
สำหรับผู้ที่ศึกษาทางจิตศาสตร์ ศึกษาจิตที่เป็นวิญญาณ เช่น ผู้ทรงเจ้าเข้าเทพ
ผู้นั่งทางในติดต่อกับวิญญาณ ผู้มีความสามารถพิเศษทางจิต ไม่ว่าโดยมีอยู่เองหรือฝึกฝน
ขึ้นมาภายหลัง ได้กลายเป็นศาสตร์ที่มีความสำคัญต่อสังคมไม่น้อย เพราะมีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่มีความเชื่อใน
เรื่องแบบนี้ เช่นหนังสือที่เขียนโดย เซอร์ โอลิเวอร์ ลอดจ์ ถึงการติดต่อระหว่างตัวเขาเองกับวิญญาณของบุตรชาย
ที่ตายไปในสงครามที่ประเทศเบลเยี่ยม ซึ่งเป็นหนังสือที่ประชาชนให้ความสนใจ
หากมองในอีกแง่หนึ่ง ทั้งหมดเป็น เรื่องของจิต เป็นเรื่องของความคิดความเชื่อ ไม่ว่าจะอยู่ในยุคใด
และไม่ว่าจะอยู่ดีมีจน ชาติตระกูลหรือการศึกษา ก็ล้วนเป็นมนุษย์เหมือนกัน ย่อมมีการทำงานของสมอง
และความคิดในทำนองเดียวกันนี้ทั้งนั้น
ที่มา ชีวิตหลังตาย นายแพทย์ประสาน ต่างใจ
ตั้งแต่เราสามารถวัดค่าพลังงานจากสิ่งนี้ได้ เราก็รู้ว่าผีมีอยู่จริง ไม่ได้เป็นสิ่งที่กุขึ้นหรือคิดไปเอง.
-: ควรจะกลัวผีดีมั้ย?
-: ต้องถามตัวคุณเองว่าคุณกลัวคนรึปล่าว, มันคงไม่น่ากลัว. ผีบางตัวอาจจะต้องการความช่วยเหลือ
เมื่อผีมาหลอกคุณ มันอาจจะต้องการทดสอบว่าคุณน่าไว้ใจได้แค่ไหน. จะช่วยเหลือได้หรือเปล่า หรือ
ตัดสินว่ามันคือสิ่งชั่วร้าย,ปีศาจ. ถ้าคุณลองพิจารณาและกล้าๆ ดูสักนิด เขาจะเริ่มเชื่อใจคุณ และคุณ
จะสามารถช่วยเหลือผีให้ไปสู่ความสุขได้. ผีก็คือชีวิตที่อยู่หลังความตาย เป็นคนที่ยังอยู่ แม้ตัวเขาจะ
ถูกเรียกว่าตายไปแล้วก็ตาม.
-: แล้วผีนี่มันไม่ดีใช่ไหม?
-: ผีโดยส่วนใหญ่แล้วเป็นผีดี เหมือนกับคนที่ส่วนใหญ่เป็นคนดี. บางครั้งมีคนไม่ดีบ้าง ก็เหมือนผี
ที่บางตัวก็ไม่ดี.
-: ถ้าหากกลัวก็ทำพิธีขับไล่ในบ้านได้ใช่ไหม?
-: ความกลัวเกิดจากความไม่รู้. ถ้าคุณเข้าใจว่าผีนั้นอาจจะมีภารกิจต้องทำบางอย่างให้สำเร็จก่อนที่
จะย้ายไปยังดินแดนของพวกเขา. ถ้าเขาไม่มีที่อยู่และสับสน แถมคุณยังขับไล่ใสส่งให้พ้นจากบ้านเสียอีก
จะดีหรือถ้าคุณไม่คิดจะช่วยเขา. แทนที่เราจะไล่ผีออกจากบ้านเสียเฉยๆ เราควรพยายามทำความเข้าใจ
กับเขาและหากคุณช่วยแก้ปัญหาให้ผีได้. ลองคุยดูกับเขาเหมือนเป็นเพื่อนธรรมดาๆ สักคนนึง.
เซอร์โอลิเวอร์ ลอดจ์ นักฟิสิกส์คนสำคัญชาวอังกฤษ
ได้กล่าวไว้ว่า ผีอาจเป็นไปได้จริง ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ผี คงอธิบาย
ได้ว่าเป็นภาพ หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากพลังงานทางจิตที่รุนแรง
ของผู้ตายที่กระทบ ต่อสิ่งแวดล้อม และประทับเป็นร่องรอยเอาไว้
สามารถทำให้บางคนที่มีประสาทสัมผัสไว เป็นพิเศษ รับคลื่นพลังงาน
ที่แปรเป็นสภาพของปรากฏการณ์นั้นๆ ขึ้นมาใหม่ได้
คำอธิบายของเซอร์โอลิเวอร์ อาจมีส่วนถูกอยู่บ้าง และดูจะสอดคล้องกับความคิดเห็นของคนทั่วไป
ที่เชื่อว่า คนเมื่อตายแล้ว จะต้องกลายเป็นผีจนกว่าจะได้ไปเกิดใหม่ หรือไปสู่ภพใหม่ ส่วนปรากฏการณ์
ที่เรียกกันว่า ผีหลอก นั้น คนส่วนมากเชื่อว่า ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจาก ผู้ที่ตายไปยังไม่ยอมจากโลก
ไปด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง เช่นได้รับความกดดันทางอารมณ์อย่างรุนแรง เป็นต้นว่า ความเจ็บปวด ความคับแค้นใจ
อิจฉาหรือห่วงใยอาวรณ์ ที่ท่วมล้นจิตใจก่อนที่ผู้ตายจะจากโลกไป เช่นเราเชื่อว่า คนที่ตายอย่างปวดร้าว
กะทันหัน หรือคนที่มีห่วงมีใยอยู่เบื้องหลัง ไม่ว่าจะเป็น ผีตายโหง ผีตายทั้งกลม หรือ ผีที่เกิดจาก
แรงอาฆาต ความแค้น ความไม่เป็นธรรมต่างๆ ข้อสนับสนุนความเห็นดังกล่าวให้มีน้ำหนักเพิ่มขึ้น ได้แก่
สถานที่ที่พบเห็นปรากฏการณ์ลึกลับที่น่ากลัวนั้น มักจะเป็นสถานที่ที่ใกล้เคียงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง
หรือบริเวณที่มีการตายเกิดขึ้นอย่างทารุณ เช่น ฆาตกรรม อัตวิบาตกรรม หลุมศพโบราณ สนามรบ หรือ
วินาศภัยที่มีคนตายมากมาย
ในบ้านเราเอง เรื่องของผีอาจถือได้ว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกคน ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่
ล้วนคุ้นเคยได้ยินได้ฟังเป็นประจำ โดยเฉพาะสมัยก่อนที่บ้านเมืองยังไม่มีความเจริญทางวัตถุ
ยังเต็มไปด้วยป่าไม้ทุ่งนา ที่เป็นธรรมชาติเช่นนั้นมานานนับร้อยๆปี แม้ในปัจจุบันนี้ก็มีหนังสือ
และภาพยนต์เรื่องผี และเรื่องลึกลับเหนือธรรมชาติธรรมดาให้เห็นอยู่มากมาย
ปรากฏการณ์เบื้องหลังความตายที่อธิบายว่า
เห็นภาพวิญญาณของผู้ตายยังเป็นที่ถกเถียงกันมาก เพราะความเชื่อของคนทั่วไป
ไม่ว่าจะถีอลัทธิศาสนาใดก็ตาม มักจะถือมนุษย์เท่านั้นที่มีวิญญาณ
และวิญญาณก็ไม่ใช่ผี รูปที่เป็นผีนั้นไม่ได้จำกัดอยู่แต่ ภาพร่างของมนุษย์
มีได้ทั้งผีในรูปของสัตว์และต้นไม้ หรือแม้แต่สิ่งไม่มีชีวิต
มีเรื่องเล่าไว้ในหนังสือรวบรวมเรื่องราวต่างๆของผีและเหตุการณ์ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับผี มีทั้งสิ่งที่อยู่ในร่างคน
สัตว์ สิ่งไม่มีชีวิต พันเอกแห่งกองทัพอังกฤษ และครอบครัวเพิ่งย้ายบ้านใหม่ เป็นบ้านโบราณและมีสนามหน้าบ้าน
ที่กว้าง มีทางรถวิ่งโดยรอบ จากประตูใหญ่เข้ามา ตอนนั้นเป็นเวลาเริ่มจะโพล้เพล้
นายทหารดังกล่าวและภรรยาพร้อมบุตรอีกสองคน กำลังนั่งที่ระเบียงของคฤหาสน์
หลังใหญ่ พลันมีรถเทียมม้าใหม่เอี่ยม และมีสีสันแพรวพราววิ่งเข้ามาตามทางวิ่ง ทั้งๆ
ที่ขณะนั้นประตูใหญ่ที่รั้วหน้าบ้าน ก็ยังปิดอยู่รถม้าได้วิ่งมาอย่างช้าๆ และทุกคนที่นั่งอยู่
ด้วยกันที่นั่นได้ยินเสียงของกีบม้า และเสียงล้อรถที่บดลงบนถนนอย่างชัดเจน
สักครู่รถม้าคนนั้นก็วิ่งมาหยุดลงที่ขอบสนาม ห่างจากตัวคฤหาสน์ไปไม่ไกลนัก เนื่องจาก
ช่วงนั้นเป็นเวลาเริ่มจะค่ำ แม้ว่าทุกคนจะยังคงมองเห็นสิ่งต่างๆได้อย่างชัดเจน
แต่ก็ไม่มีใครมองเห็นผู้ที่นั่งมากับรถม้านั้นได้ และแม้เวลาจะผ่านมาอีกชั่วครู่ก็ไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดลงจากรถม้า
ในที่สุดบุตรชายคนหนึ่งของนายทหารก็เดินลงมาที่สนามไปยังรถม้าคันนั้น เขาเดินเข้าไปใกล้พอที่จะเห็นร่างของสตรี
แต่งตัวอย่างสูงศักดิ์ผู้หนึ่งนั่งในรถม้า เมื่อเขาเดินเข้าไปใกล้มากขึ้น ทั้งรถและม้าเทียมก็พลันละลายหายไปในอวกาศ
ไม่มีร่องรอยแต่อย่างใด เมื่อตรวจสอบแล้วปรากฏว่า บ้านหลังนั้นเคยเป็นบ้านของท่านลอร์ดและเลดี้ผู้สูงศักดิ์
ที่มีปัญหาเรื่องความรักสามเส้า ที่ทำให้ภรรยาท่านลอร์ดต้องตัดสินใจฆ่าตัวตาย ด้วยความชอกช้ำระกำใจ
หลังจากนั่งรถม้ากลับมาบ้านแต่ผู้เดียวในเย็นวันหนึ่ง เมื่อหลายปีก่อนหน้านั้น
นักจิตวิทยาสาขาเหนือธรรมชาติ โดยทั่วไป เขาเชื่อว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจากการตาย
และการสนองรับ ด้วยประสาทสัมผัสของผู้มีชีวิตอยู่เป็นเรื่องทางจิตที่ผู้ประสบนั้นๆ รับได้จริงๆ โดย
ไม่พยายามที่จะตอบคำถามว่าคนที่ตายไปแล้วกลายเป็นผี หรือผีเป็นเรื่องจริง เป็นสภาพหนึ่งหรือ
มิติหนึ่ง โลกหนึ่งของคนตาย นักจิตวิทยาจะแบ่งแยกประเภทปรากฏการณ์ที่เกิดหลังตายของผู้ที่
กำลังจะตาย หรือตายไปแล้ว ที่มนุษย์ธรรมดา สามารถรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัสต่างๆ เช่น
ด้วยตา หู จมูก ไม่ว่าแยกกันหรือร่วมกัน ออกเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทลางสังหรณ์ กับ
ประเภทผีหลอก ประเภทลางสังหรณ์ ประเภทนี้จะเกิดเพียงครั้งเดียวและจะเกิดขึ้นแก่ผู้ที่
สนิทชิดเชื้อ หรือเพื่อนที่ผูกพันธ์กันเป็นพิเศษ เช่นแม่ฝันเห็นภาพของลูกที่มีเลือดท่วมตัวอยู่
ในสนามรบ ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง
มีรายงานเกี่ยวกับการได้ยินเสียงเรียกหรือ การได้กลิ่นศพ หรือกลิ่นธูป เมื่อประมาณ
สิบกว่าปีมาแล้ว ขณะที่นายแพทย์ประสาน ต่างใจ ผู้เขียนหนังสือชีวิตหลังตาย
อยู่ที่เมืองบราซอฟ ที่โรมาเนีย ที่เมืองนี้เป็นเมืองแปลก มีกลิ่นของน้ำมันคลุ้งไปทั้งเมือง
ตลอดเวลา และเป็นกลิ่นที่เขาไม่คุ้นเคย มันเหมือนเป็นกลิ่นที่ได้จากการเผาน้ำมันเบนซิน
ที่ผสมกับกำมะถันเยอะๆ ดังนั้นเขาจึงปิดหน้าต่างห้องพักที่โรงแรมจนหมด
ในวันหนึ่งหลังทานอาหารกลางวัน เขาก็กลับไปพักในห้อง ประมาณราวๆ บ่ายสอง หรือบ่ายสามโมง
เขาได้กลิ่นธูปอย่างแรงอบอวลไปทั้งห้อง ทั้งๆ ที่หน้าต่างปิดทุกบาน ทีแรกเขาคิดว่า ชาวเอเชียที่มาพัก
ในโรงแรมเดียวกันกำลังทำพิธีอะไรอยู่ ก็เลยเปิดหน้าต่าง ออกไปดู ก็ได้แต่กลิ่นน้ำมันเหียนๆ จึงปิด
หน้าต่าง แล้วเปิดประตูออกไปเดินสำรวจทั้งชั้นนั้น ก็ไม่มีกลิ่นอะไร แต่พอกลับเข้าห้อง ก็ยังได้กลิ่นอยู่
เหมือนเดิม แถมยังมีกลิ่นธูปหอมด้วย มันอบอวลอยู่ชั่วครู่แล้วแล้วค่อยๆจางหายไป เขาก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร
จนกระทั่ง 4 วันต่อมา เขากลับมาถึงกรุงเทพฯ แล้วจึงได้ทราบว่าคุณยายที่แก่มากแล้ว และผูกพันต่อเขาค่อนข้างมาก
ได้สิ้นชีวิตไปที่บ้าน เวลาที่คุณยายตาย ตรงกับวันนั้นพอดี และเวลาเมื่อเทียบกันแล้วก็เป็นเวลาเดียวกัน
อีกประเภทหนึ่งคือ ประเภทผีหลอก แท้ๆ ประเภทนี้เกิดจากการผูกพันกับ
สถานที่ บ้าน ห้องนอน เตียงนอน หลุมฝังศพ ถนน หรือผูกพันกับสาเหตุ
ที่ทำให้เกิดมีการตายนั้นๆ ประเภทนี้จะเกิดซ้ำกับใครก็ได้
สำหรับผู้ที่ศึกษาทางจิตศาสตร์ ศึกษาจิตที่เป็นวิญญาณ เช่น ผู้ทรงเจ้าเข้าเทพ
ผู้นั่งทางในติดต่อกับวิญญาณ ผู้มีความสามารถพิเศษทางจิต ไม่ว่าโดยมีอยู่เองหรือฝึกฝน
ขึ้นมาภายหลัง ได้กลายเป็นศาสตร์ที่มีความสำคัญต่อสังคมไม่น้อย เพราะมีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่มีความเชื่อใน
เรื่องแบบนี้ เช่นหนังสือที่เขียนโดย เซอร์ โอลิเวอร์ ลอดจ์ ถึงการติดต่อระหว่างตัวเขาเองกับวิญญาณของบุตรชาย
ที่ตายไปในสงครามที่ประเทศเบลเยี่ยม ซึ่งเป็นหนังสือที่ประชาชนให้ความสนใจ
หากมองในอีกแง่หนึ่ง ทั้งหมดเป็น เรื่องของจิต เป็นเรื่องของความคิดความเชื่อ ไม่ว่าจะอยู่ในยุคใด
และไม่ว่าจะอยู่ดีมีจน ชาติตระกูลหรือการศึกษา ก็ล้วนเป็นมนุษย์เหมือนกัน ย่อมมีการทำงานของสมอง
และความคิดในทำนองเดียวกันนี้ทั้งนั้น
ที่มา ชีวิตหลังตาย นายแพทย์ประสาน ต่างใจ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
