วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

วิญญาณมีจริงหรือ!!

วิญญาณมีจริงหรือ

ปัญหา ศาสนาพราหมณ์ถือว่า ในตัวคนเรามี “วิญญาณ” อันถาวรซึ่งเป็นตัวตนแท้ เป็นผู้พูด ผู้ทำ ผู้รู้ ผู้เสวยผลกรรม ผู้เกิดในภพใหม่ ในเรื่องนี้ พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้อย่างไร ?

พุทธดำรัสตอบ “.....ดูก่อนโมฆบุรุษ เธอรู้ธรรมอย่างนี้ที่เราแสดงแก่ใครเล่า ดูก่อนโมฆบุรุษ วิญญาณอาศัยปัจจัยประชุมกันเกิดขึ้น เรากล่าวโดยปริยายเห็นอเนกมิใช่หรือ ความเกิดแห่งวิญญาณ เว้นจากปัจจัยมิได้มี ดูก่อนโมฆบุรุษ ก็เมื่อเป็นดังนั้น เธอกล่าวตู่เราด้วย ขุดตนเสียด้วย จะประสบบาปมิใช่บุญมากด้วย เพราะทิฐิที่ตนถือชั่วแล้ว ดูก่อนโมฆบุรุษ ความเห็นของเธอจักเป็นไปเพื่อโทษไม่เป็นประโยชน์ เพื่อทุกข์ตลอดกาลนาน
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วิญญาณอาศัยปัจจัยใด ๆ เกิดขึ้น ก็ถึงความนับ (เรียกชื่อ) ด้วยปัจจัยนั้น ๆ วิญญาณอาศัยจักษุและรูปเกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่าจักขวิญญาณ วิญญาณอาศัยโสตและเสียงเกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่าโสตวิญญาณ วิญญาณอาศัยฆานะ และกลิ่นเกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่าฆานวิญญาณ วิญญาณอาศัยชิวหาและรสเกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่าชิวหาวิญญาณ วสิญญาณอาศัยมนะและธรรมารมณ์เกิดขึ้น ก็เรียกว่ามโนวิญญาณ เปรียบเหมือนไฟอาศัยเชื้อใด ๆ ติดขึ้น ก็ถึงความนับด้วยเชื้อนั้น ๆ ไฟอาศัยไม้ติดขึ้น ก็ถึงความนับว่าไฟไม้ ไฟอาศัยป่าติดขึ้น ก็ถึงความนับว่าไฟป่า ไฟอาศัยหญ้าติดขึ้น ก็ถึงความนับว่าไฟหญ้า ไฟอาศัยมูลโคติดขึ้น ก็ถือความนับว่าไฟโคมัย ไฟอาศัยแกลบติดขึ้น ก็ถึงความนับว่าไฟแกลบ ไฟอาศัยหยากเยื่อติดขึ้น ก็ถึงความนับว่าไฟหยากเยื่อ ฉันใด
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันและวิญญาณอาศัยปัจจัยใด ๆ เกิดขึ้น ก็ถึงความนับด้วยปัจจัยนั้น ๆ ”

มหาตัณหาสังขยสูตร มู. ม. (๔๔๓)
ตบ. ๑๒ : ๔๗๖-๔๗๗ ตท.๑๒ : ๓๘๗-๓๘๘
ตอ. MLS. I : ๓๑๔-๓๑๕

ประสบการณ์สยอง

เราเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง(ขอไม่เอ่ยชื่อละกันนะ)ตอนนั้นที่มหาวิทยาลัยเพิ่งเปิดวิทยาเขตใหม่ที่ต่างจังหวัด สร้างใหม่ๆ เลยเนื้อที่กว้างมากหลายร้อยกว่าไร่(คิดดูว่าวังเวงขนาดไหน) ตอนนั้นมีอาคารเรียนอยู่แค่อาคารเดียวเองที่สมบูรณ์ อีกประมาณ2-3 อาคารอยู่ในสภาพกำลังก่อสร้าง และมีหอพักนักศึกษาชายติดกับอาคารเรียน หอหญิงอยู่ห่างจากอาคารเรียนมาก เวลาไปเรียนต้องปั่นจักรยานไป ตอนนั้นเราอยู่ปี 1 เพื่อนที่สนิทๆ กันก็มีแค่ในสาขา เวลาไปไหนก็จะไปกันเป็นกลุ่มใหญ่ๆ

มีอยู่วันนึงเรากับเพื่อนอยู่เล่นคอมที่อาคารเรียน (ห้องคอมปิด 3 ทุ่ม) บางคนก็กลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้ามาก่อนแล้วค่อยมาเล่นคอม(เพราะที่หอยังเล่นเน็ตไม่ได้)เราก็ไม่ได้กลับ(เน่าอยู่อย่างงั้น) พอเพื่อนมาก็เล่นคอมกันจนห้องคอมปิดก็โดนไล่กลับหอ ตอนนั้นมีจักรยานอยู่ 3 คันแต่เรากับเพื่อนรวมแล้ว 5 คน (อีกสองคนอาศัยมากับเพื่อน จำไม่ได้ว่าไม่มีจักรยานหรือไม่ได้เอามา)

2 คนนั้นก็เลยซ้อนไปกับคนที่มีจักรยาน ส่วนเราปั่นคนเดียว (อึ๋ย...ก็ไม่รู้ว่าจะเจอนี่) ตอนปั่นจักรยานกลับหอทางมันค่อนข้างมึด มีแสงไฟจากไฟถนนที่ส่องอยู่สลัวๆ ห่างจากกันหลายเมตร ข้างทางก็เป็นหญ้ารกๆแล้วก็ต้นไม้ใหญ่ๆ (ชวนให้หลอนค่ะ) เรากับเพื่อนปั่นจักรยานมาก็คุยเฮฮากันมาตลอดทาง จนมาถึงตรงที่มีอาคารที่ยังสร้างไม่เสร็จ (มีไฟที่อาคารเปิดไว้สลัวๆแต่คงไม่มีคนอยู่หรอก) อยู่ๆ พวกเพื่อนก็เงียบไป คือ คุยกันอยู่ดีๆ ก็หยุดไปเฉยๆ ถามว่าเป็นไรกัน ก็ไม่ตอบ ปั่นจักรยานกันอย่างเงียบๆ ไอ้เราก็ไม่ได้สงสัยอะไร (ทำไมก็ไม่รู้)

พอกลับถึงหอ จอดจักรยานแล้วก็เข้าไปในหอแล้ว เพื่อนก็มาเกาะกลุ่มกัน เพื่อนคนนึงถามว่าเมื่อกี๊เห็นอะไรรึเปล่า อีกคนบอกว่าที่อาคารก่อสร้างใช่มั้ย ปรากฎว่าทุกคน (ยกเว้นเรา) บอกว่าเห็นเหมือนกันหมดว่ามีเปรตยืนอยู่ข้างอาคารและขยับตัวเคลื่อนไหวได้ด้วย (ถึงได้แน่ใจว่าไม่หลอนไปเอง) เป็นเงาคนผอมๆ สูงประมาณตัวอาคารยืนอยู่ น่ากลัวที่สุดค่ะ ดีนะที่เราไม่เห็น(ดีมากๆเลย)

ปล. ตอนนี้อยู่ปี 3 แล้วแต่จำเรื่องผีได้แม่นมากๆ จำไม่ลืม จริงๆ ที่หอมีเรื่องผีเยอะมากเพราะตอนนั้นยังไม่ได้ทำบุญหอ เจอกันตลอดหนักบ้างเบาบ้าง เพื่อนที่เจอแรงๆ ก็มี วันหลังจะมาเล่าให้ฟัง ไว้แค่นี้ก่อน มันจะมืดแล้วค่ะ(เพื่อนหายไปไหนหมดเนี่ย แล้วจะกลับกับใครล่ะทีเนี้ย!)

ปล.(อีกที) ภาพข้างบนคือ White Tower ค่ะ เป็นส่วนหนึ่งของ The tower of London และขึ้นชื่อมากในเรื่องของความน่ากลัว เพราะปราสาทนั้นเป็นที่ที่ประหารและทรมานคนมาแล้วหลายพันคน ซึ่งเป็นพวกที่อยู่ในชนชั้นตั้งแต่กษัตริย์จนถึงนักบวช ถึงกลับมีคำกล่าวไว้ว่า "หินทุกก้อน เสาทุกต้นในปราสาท ล้วนแล้วแต่มีวิญญาณสิงสถิตอยู่ทั้งนั้น" ปัจจุบันนี้พวกทหารที่เดินตรวจอยู่รอบๆ ปราสาทก็ยังพบเจอวิญญาณกันอยู่(จนชิน) ข้อมูลนี้อ่านมาจากหนังสือที่เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะเลยค่ะ

เมื่อคนอยากเห็นผี

* + ปรากฏการณ์ที่ 1: เยื่อกระจกตาคนตาย + * *

* *...ถ้าชีวิตของคุณตกอยู่ในโลกที่มืดมิด
และกำลังเสาะหาแสงสว่าง...
สำหรับหญิงสาวตาบอดที่เฝ้าฝันถึงโลกที่สวยงาม
การมองเห็นเฉกเช่นคนอื่น
ย่อมเป็นความปรารถนาที่เฝ้าคอย เพียงทว่าควรตรวจสอบให้แน่ใจว่า
การเลือกมองโลกผ่านมุมมองของคนที่ไม่รู้จัก จะเป็นสิ่งที่ดี
เพราะมันอาจทำให้คุณได้เห็นและสัมผัสกับสิ่งที่คุณไม่อยากเจอเลยทั้งชีวิต
* *

* * + คำเตือน :
เมื่อโลกแห่งวิญญาณที่ผ่านนัยน์ตาของคุณถูกเปิดแล้ว
ไม่ใช่เรื่องง่ายที่คุณจะหันหลังกลับ



* * +ปรากฏการณ์ที่ 2: คนท้องเห็นผี+ * *

* *...การเกิด และการตายคือ 2
สิ่งที่อยู่คู่กับมนุษย์ชั่วนิรันดร์…* *

* * มีหลายเหตุผลที่หลายคนไม่เคยล่วงรู้
สาเหตุของการดิ้นของลูกน้อย
ลูกเตะ
สำหรับมารดาที่อยู่ในระหว่างการตั้งครรภ์นำมาซึ่งปัจจัยในการเชื่อมโยงระหว่างโลกของคนเป็นและคนตายได้โดยไม่รู้ตัว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหญิงสาวที่กำลังตั้งท้องและคิดฆ่าตัวตาย * *

* * +คำเตือน :
สำหรับสาวใจแตกที่ตั้งท้องและกำลังคิดสั้นด้วยการกินยาเกินขนาด



* * +ปรากฏการณ์ที่ 3 : ผีถ้วยแก้ว + * *

* *...หากบ้านของคุณมีผีมากกว่าหนึ่งตน
มีอยู่ที่หนึ่งที่พวกมันจะไปอยู่รวมกัน... * *

* *แม้ว่าผีที่อยู่ในถ้วยมักมีนิสัยอยากรู้อยากเห็น
แต่ส่วนใหญ่มักชอบความสันโดษ แต่ผีไม่ได้สิงในถ้วยทุกใบ
หากใบไหนมีผีสิงอยู่
ระหว่างมันออกหากิน ให้คว่ำถ้วยใบนั้นบนจานรองเสีย
เพื่อที่มันจะได้กลับเข้ามา
ไม่ได้ วิญญาณประเภทนี้สามารถรับรู้ถึงการปรากฏตัวของคนผ่านรอยสัมผัสถ้วย
หรือบางครั้งก็ในรูปของคราบที่ถูกทิ้งไว้บนใบชา หรือคราบกาแฟ
หากอยากรู้ถึงโชคชะตาให้จับคู่ถ้วยกับชามให้ถูกต้อง การที่จะได้พบพวกมัน
คุณต้องพยายามสอดส่ายตอนที่ไล่มันออกจากถ้วย
ผีมักจะทะเลาะกันเพื่อแย่งชิงที่สิงสู่
และมักจะได้เห็นรอยแผลที่แสดงให้เห็นอยู่เสมอ

* * + คำเตือน : ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่
ให้เก็บรักษาถ้วยและชามที่เข้าชุดอย่างน้อยหนึ่งชุดไว้ในบ้านเสมอ



* * + ปรากฏการณ์ที่ 4: เสียงเรียกตอนอาหารมื้อดึก * *

* *...อาหารเป็นของสำหรับสิ่งมีชีวิต
ดังนั้นผีจึงไม่สามารถกินอาหารได้
แต่ถ้าพวกมันลืมไปว่าสถานะของพวกมันคืออะไร
พวกมันก็จะต้องตายเพราะความหิวโหย...

คนที่ชะตาไม่ถึงฆาตมักมีความสับสน
จริงอยู่พวกมันอาจสำเหนียกว่าร่างกายดับสูญไปแล้ว
แต่พวกมันก็ยังไม่สามารถรับได้ว่า ตนเองตายไปแล้วจริงๆ
หากอยากมองเห็นวิญญาณพวกนี้
ให้นำอาหารไปวางไว้บริเวณจุดที่เพิ่งเกิดอุบัติเหตุ
หรือบริเวณทางแยกที่เป็นทาง 3-4 แพร่ง
หลังจากให้อาหารแล้วก็ให้เคาะหม้ออาหารด้วยช้อนส้อมหรือตะเกียบ
เสียงดังกล่าวจะทำให้วิญญาณตายโหงเหล่านั้นนึกว่าได้เวลาที่จะต้องกินอาหารแล้ว

* * +คำเตือน :
อย่าหยุดเคาะช้อนส้อมหรือตะเกียบจนกว่าอาหารจะหมดไปจากจาน



* * +ปรากฏการณ์ที่ 5 : เล่นซ่อนหา+ * *

* *...กำลังมองหาที่ซ่อนที่ไม่มีใครหาเจออยู่ใช่ไหม
ลองหลบอยู่หลังวิญญาณดูสิ…* *

* *ผีที่ยังตัดความเป็นคนไม่ขาดมักชอบสังเกตอะไรรอบตัวเสมอ
แม้ว่ารายการทีวียามดึก หรือการเล่นไพ่คือ สองสิ่งที่พวกมันโปรดปราน
แต่ก็ไม่มีสิ่งใดที่เทียบเท่ากับการเล่นซ่อนหา
การเล่นเกมแบบนี้ในสวนสาธารณะตอนกลางคืน
ถ้าให้ดีลองเล่นในบริเวณสุสานดูซิ
มักมีผีขี้เล่นเข้ามาร่วมสนุกอยู่เสมอ
โดยพวกมันมักจะช่วยบังผู้เล่นคนใดคนหนึ่งไว้
วิญญาณพวกนี้จะบังไม่ให้คนซ่อนได้เห็นภาพเบื้องหน้า
หากไม่มีแมวดำผ่านเข้ามา
คุณก็จะไม่เห็นอะไรอีกต่อไป

* * +คำเตือน : ให้สวมนาฬิกาข้อมือทุกครั้งที่เล่นเกมนี้


ความคิดเห็นที่ 8
* * +ปรากฏการณ์ที่ 6: ดินฝังศพป้ายตา + * *

* *….การจะได้เห็นวิญญาณกับตา
คุณต้องหาดินที่ฝังร่างพวกมันให้ได้เสียก่อน…* *

* * ดินมักจะซึมซับเอาวิญญาณของศพที่เพิ่งตายใหม่ๆ
ดินที่อยู่ลึกมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งซึมซับวิญญาณมากเท่านั้น ดินที่สกปรก
หากป้ายดินดังกล่าวที่บริเวณตา จะทำให้เห็นว่าผีกำลังทำอะไรอยู่
จงอย่าทำอย่างที่ว่าบริเวณที่ผีชุมนุมกันอยู่
เพราะพวกมันจะพาคุณไปอยู่กับมัน

* * + คำตือน : ให้อยู่ห่างจากแสงสีขาวสว่างจ้าเอาไว้



* * +ปรากฏการณ์ที่ 7 : เงามืดในกระจก+ * *

* * ...บางครั้งมันก็อยู่ใกล้ตัว กว่าที่คุณคิด เงามืดผ่านกระจก
ยามเที่ยงคืน * *

* * เสียงนาฬิกาดังตี 12 ครั้งพึงจำไว้ว่า
ถึงเวลาที่ใครบางคนรอพบคุณอยู่ เพียงหยิบหวีที่คุ้นเคย
นั่งลงตรงหน้ากระจกปิดไฟให้มืดมิด จุดเทียนให้เห็นความสว่างเพียงรำไร
จ้องมองตัวเองที่หน้ากระจก แล้วเริ่มต้นหวีผม
จับตาดูให้ดีบางสิ่งบางอย่างจ้องมองมาที่คุณผ่านเงาสะท้อนมืดก็จะเห็นผีผ่านกระจก

* * + คำตือน : อย่าแปลกใจที่ในกระจกอาจไม่ใช่สิ่งที่คุณคุ้นเคย


ความคิดเห็นที่ 10
* * +ปรากฏการณ์ที่ 8 : เงามรณะ + * *

* *...ข้อห้ามบางอย่างพึงจำไว้
อาจมาจากประสบการณ์ที่ปราศจากลมหายใจ..
* *

* * เงาทุกเงาล้วนมีที่มา เฉกเช่กในระหว่างที่คุณเดินทาง
หรืออยู่แห่งหนใดภายใต้ชายคา หรืออาคาร ระวังให้ดีถ้ามีร่มอยู่ในมือ
คนไม่เชื่อหลายคนล้วนอาจประสบการณ์สยองมาแล้ว จากความคะนองกางร่มในมืด
เงามรณะจะถามหาและติดตามคุณไปตลอดกาล

* * +คำเตือน : สัมผัสสยองที่ไม่เกี่ยงเพศ และวัย
ถ้าใจไม่แข็งอย่าลอง



* * +ปรากฏการณ์ที่ 9 : หว่างขา + * *

* *…คือ ช่องทางจากโลกนี้สู่อีกโลกหนึ่ง...โลกของคนตาย * *

* *คนเราอาจจำไม่ได้แล้วว่าเราเกิดขึ้นมาในโลกนี้ได้อย่างไร
แต่แน่นอนว่าทุกคนรู้ดีว่าตัวเองเองออกมาจากหว่างขาแม่ของเรา
หากอยากมองเห็นโลกอีกโลกหนึ่งให้ลองก้มมองลอดหว่างขาตัวเองดู
แต่อย่ามองนานจนคนในอีกโลกที่เราเห็นรู้ตัวเข้า
เพราะคุณอาจถูกลากเข้าไปในโลกของมันเพื่อเกิดใหม่

* * +คำเตือน : ผู้หญิงเท่านั้นที่ต้องระวัง ยกเว้นเฉพาะคนท้อง



* * +ปรากฏการณ์ที่ 10 : ชุดงานศพ + * *

* *…ลองสวมชุดคนตาย ทั้งๆ ที่ยังไม่ถึงเวลาตายดูซิ
แล้วลองกลั้นลมหายใจดู การเดินทางสู่ปรโลกจักเริ่มต้น …* *

* * หากอยากรู้ว่าภพหน้าเป็นอย่างไร ก็ลองจัดงานศพปลอมๆ
ให้ตัวเองด้วยการขอยืมโลงศพจากคนตายที่รอฌาปนกิจมาลองนอนดู
จงอย่าลืมนำเหรียญติดตัวไปด้วยหลายๆ เหรียญ
เพราะการลองทำเช่นนั้นคุณจะต้องจ่ายด้วยอะไรบางอย่าง
ข้อปฎิบัติ
• ทุกวิธีต้องทำระหว่าง 4 ทุ่ม ถึงเที่ยงคืน และต้องไม่เลย
เที่ยงคืนเพราะจะถือว่าเป็นวันใหม่
•ทุกวิธีห้ามใส่พระยกเว้นวิธีที่ 8
•วันที่ทำแล้วมีโอกาสเห็นได้ง่ายสุดคือวันพุธและ วันศุกร์
และวันอาทิตย์
•ทุกวิธีอาจจะให้คนอื่นอยู่ด้วยก็ได้ยกเว้นบางวิธีที่จะระบุบว่าคุณต้องทำคนเดียว
•ทุกวิธีต้องหลับตาหากคุณเปลี่ยนใจไม่อยากเห็น ให้เอาอุปกรณ์ทุกอย่างออก แล้วค่อยลืมตา

*วิธีที่1* “มองลอดใต้หว่างขา” (เห็นผี 21 คน)
1. นำใบไม้ (จากต้นใดก็ได้) ที่ร่วงลงมาจากต้นไม้ ต้องเป็นของต้นนั้นจริง ๆ และร่วมลงมาไม่ห่างจากลำต้นมากนัก หากอยู่ใกล้รากจะยิ่งดี
2. ยืนในที่โล่ง และต้องมองเห็นพระจันทร์ หันหน้าไปทางทิศตะวันออกหันหลังไปทางทิศตะวันตก (เพื่อเวลาก้ม
จะได้ก้มไปทางทิศตะวันตก
3. นำใบไม้ที่เก็บมา เอาไว้ในฝ่ามือ (จะทำมืออย่างไรก็ได้ แต่ห้ามพนมมือ)
4. หมุนตัวตามเข็มนาฬิกา (หมุนซ้าย) ช้า ๆ เมื่อมาหยุดที่เดิม (ทิศตะวันออกที่หันหน้าไว้ตั้งแต่แรก) ให้ท่องว่า
“พุทโธทายะ” (เหมือนผีถ้วยแก้วเลย) ทำแบบนี้ 3 รอบ (ท่อง 3 ครั้งด้วย)
***เพื่อให้เห็นภาพ*** รอบที่1 ยืนหันไปทางทิศตะวันออก หมุนซ้ายไปจนมาหยุดที่จุดเริ่มต้นแล้วท่องว่า
“พุทโธทายะ” และทำต่อไป รอบที่ 2 และรอบที่3
5. หลับตานึกถึงใบไม้ที่อยู่ในมือ กับต้นเจ้าของใบไม้ แล้วให้คิดว่าใบไม้ในมือ คือพลังงานอย่างหนึ่งที่จะเรียกวิญญาณมาได้ และนึกเอาว่าใบไม้นี้ได้ตายไปแล้วจึงได้หลุดมาจากต้นไม้ เพราะฉะนั้นเราติดต่อกับวิญญาณได้
เหมือนที่ติดต่อกับใบไม้ที่ตายแล้วใบนี้
6. ค่อย ๆ ก้มหน้าลง (ระหว่างนี้ห้ามลืมตาเด็ดขาด) เมื่อคุณก้มและพร้อมแล้ว “ให้ตั้งสติดี ๆ” แล้วลืมตา
7. แล้วผีจะมาให้เห็น
***หากเห็นอะไรห้ามวิ่ง ไม่ว่าสิ่งที่เห็จะอยู่ไกล หรือมาประจันหน้าก็ตาม ต้องทำตามนี้ก่อน***
1. เงยหน้าขึ้น ทิ้งใบไม้ลงพื้นทันที
2. หมุนตัวทวนเข็มนาฬิกา (หมุนย้อนกลับไปทางขวานั่นเอง) 3 รอบ โดยไม่ต้องท่องอะไรเลย
3. เมื่อกลับถึงบ้านต้องล้างหน้า 3 ครั้ง ก่อนล้างให้ท่อง “พุทโธ” แล้วเป่าลมลงน้ำจึงค่อยล้างหน้าทำแบบนี้ 3 ครั้ง ::

*วิธีที่2* “ตัดเล็บตอนกลางคืน” (เห็นผี 12 คน)
***ขอย้ำเลยวิธีนี้ ต้องทำระหว่าง 4 ทุ่ม ถึง เที่ยงคืน เพราะต้องไม่ให้โพล้เพล้ หรือ เป็นวันใหม่”***
1. ตัดเล็บมือเท่านั้น โดยเริ่มจากนิ้วก้อย ,นิ้วโป้ง ,นิ้วนาง ,นิ้วชี้ และนิ้วกลาง (ตัดจากนอกเข้าในนั่นเอง)
โดยเริ่มตัดจากมือขวาก่อน และทำแบบเดียวกันกับมือซ้าย
*เล็บที่ตัดห้ามหักหรือขากเด็ดขาดต้องเป็นโค้งตามรูปเล็บ มิเช่นนั้นจะไมได้ผล*
2. น้ำเศษเล็กที่ตัดห่อใส่ผ้าอะไรก็ได้แต่ต้องเป็นสีดำ (ต้องใช้แล้ว ไม่ใช่ผ้าใหม่)
3. นำไปวางไว้ทางทิศตะตก (เช่นเคย) ของที่พักอาศัย
4. เมื่อคุณเข้านอนได้ไม่นาน จะมีคนมานั่งตัดเล็บอยู่ตรงปลายเท้าที่คุณนอน (เสียงดัง “แก๊กๆ” นั่นแหละ) เป็นการตัดเล็บของเค้ามาคืนคุณ
5. ถ้าอยากเห็นก็ลืมตาแต่ห้ามโวยวาย เพราะเขาจะไปแล้วคุณอาจจะซวยได้ (เพราะถือว่าเค้ามาดี โดยที่เขาคิดว่าเราเอาเล็บไปแลก หรือไปเล่นกับเขา แล้วเขาก็เลยเอาของเขามาคืน
6. เมื่อคุณตื่นในตอนเข้า ให้ไปยังจุดที่คุณเอาเล็บไปวางไว้ คลี่ห่อผ้าออก จะพบเล็บของคนอื่นไม่ใช่ของคุณ
7. ให้คุณพูดเบา ๆ ว่า “ขอบคุณ” แล้วเอาไปฝังไว้ที่ใดก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ในที่พักอาศัยของคุณ (แต่ห้ามทิ้งหรือเผาโดยเด็ดขาด)

*วิธีที่3* “หันหลังให้กระจกแล้วกลืนน้ำลาย” (เห็นผี 16 คน)
- วิธีนี้ต้องทำคนเดียวเท่านั้น
- วิธีนี้ต้องทำก่อนเที่ยงคืน 6 นาที
- นาฬิกาที่คุณใช้เป็นเกณฑ์ในกาวัด ให้ยึดเรือนใดเรือนหนึ่งในบ้านได้เลย
1. ยืนหันหลังให้กระจก (ครั้งนี้จะทิศใดก็ได้) ตอนเวลา 5 ทุ่ม 54 นาที
2. กลืนน้ำลาย 1 ครั้ง ทุก ๆ 1 นาที
3. พอครบ 6 นาที หมายความว่าคุณกลืนน้ำลายไปแล้ว 6 ครั้ง และถึงเวลาเที่ยงคืนพอดี
4. หลับตาแล้วหันไปทางกระจก (จะหันซ้ายหรือขวาก็ได้แต่ช้า ๆ) แล้วกลืนน้ำลายอีกครั้ง (เป็นครั้งที่7)
แล้วลืมตา และผีจะมาให้เห็น
5. เมื่อคุณต้องการยุติพิธี ให้หลับตากลืนน้ำลายอีกครั้ง เป็นอันจบพิธี

*วิธีที่4* “ดีดลูกคิดตอนกลางคืน” (เห็นผี 32 คน)
- ลูกคิดที่ใช้ดีด ให้ดีดอันที่มีรางยาวที่สุดเท่านั้น
- ต้องอยู่คนเดียว เพราะต้องใช้สมาธิอย่างมาก
1. ให้ลูกคิดทุกลูก ในทุกรางอยู่สุดรางที่หันมาหาตัวเรา
2. ดีดีลูกคิดขึ้นโดยให้ลูกคิดออกจากตัวทีละลูก(ต้องมีสมาธิมากๆ) ไล่ไปตั้งแต่รางแลก ไปจนรางสุดท้าย
3. ตั้งสมาธิให้ดีอย่างมาก แล้วจับรางลูกคิดตั้งขึ้น ให้ลูกคิดวิ่งกลับมาที่เดิมในตอนแรก
4. มองรอดช่องรางลูกคิด(รางใดก็ได้) แล้วผีก็จะมาให้เห็น
5. หลังจาการทำเรียบร้อยแล้ว ให้ทิ้งลูกคิดนั้นทันที *ห้าม* นำกลับมาใช้อีกเป็นเป็นอันขาด

*วิธีที่5* “เอามุ้งคลุมหัวตอนกลางคืน” (เห็นผี 6 คน)
1. เอามุ้งมาครอบหัวไว้ (หลับตาตั้งแต่ก่อนคลุมแล้ว)
2. ท่อง มะ-อะ-อุ 7 ครั้ง (อย่าลืมว่าต้องหลับตา)
3. ลืมตา แล้วผีจะมาให้เห็น

วิธีที่6* “ใส่เสื้อกลับแล้วนอนห้อยหัว” (เห็นผี 31 คน)
- ต้องทำคนเดียว
1. ใส่เสื้อโดยการเอาข้างหลังมาอยู่ข้างหน้า (ถ้ามีกระดุม ก็เอากระดุมไว้ขางหลังนั่นเอง)
2. นอนลงบนที่นอนที่สูงกว่าพื้น แล้วห้อยหัวลงมอง (เหมือนแหงนหน้า)
3. แล้วผีจะมาให้เห็น

*วิธีที่7* “แหงนหน้ามองตรงบันได” (เห็นผี 42 คน)
- ต้องทำคนเดียว
1. นั่งบนบันไดชั้นบนสุด แล้วลงมาทีละขั้นทั้งที่ยังนั่งอยู่ (ใช้ก้นลงบันได้นั่นเอง)
2.เมื่อถึงขั้นสุดท้าย ให้ยังคงนั่งอยู่ที่ขั้นสุดแล้ว แล้วจึงแหงนหน้ามองกลับขึ้นไปชั้นบนสุด
3. แล้วผีจะมาให้เห็น

*วิธีที่8* “สวมพระกลับหลัง” (เห็นผี 28 คน)
- ต้องทำคนเดียว
1. สวมพระโดยคล้องสร้อยพระไว้ด้านหลัง(ให้เหมือนที่อยู่ด้านหน้าเลย)
2. ยื่นแขนซ้ายออกไปข้าง ๆ แล้วทำมุมข้อศอกโดยให้กำปั้นทิ่มลงพื้น และให้ข้อศอกตั้งฉากกับพื้น
3. มองลอดผ่านช่องแขน แล้วจะเห็นผี

• 10วิธีเห็นผี

ข้อ1 นำตะปูโรงศพแขวนคอแล้วเดินวนรอบสถานที่ที่พิสูจน์3รอบแล้วก้มดูระหว่างขา
ข้อ2 นำอาหารและของหวานต่างๆและเคาะรอบจอน3รอบและกินของเส้นและก้มมองดูระหว่างขา
ข้อ3 นำตะปูโรงศพมาตอกไว้หน้าประตูห้องที่จะเล่นแล้วเล่นผีถ้วยแก้ว
ข้อ4 ต้องใช้ 2 คนคนหนึ่งคาบธูปคนหนึ่งถือธูป คนที่คาบธูปนั่งหรือนอนตรงที่ที่คนตาย
คนที่ถือก็นั่งห่าง 1 ก้าวแล้วท่องคาถาเรียกผี
ข้อ 5 ต้องใช้2คนคนหนึ่งนอนในโรงคนหนึ่งท่องคาถาเรียกผีแต่ต้องนอนในโรงศพใหม่ๆที่ยังไม่มี
คนตาย คนที่นอนต้องถือดอกไม้เหมือนคนตาย
ข้อ 6 นำขี้เถ้าโรงศพมาป้ายตาแล้วท่องคาถาเรียกผี
ข้อ 7 นำของของคนตายมาวางไว้ข้างหน้าตัวเราแล้วท่องคาถาเรียกผี
ข้อ8 นั่งสมาธิให้ใจสงบว่างเปล่าก่อนแล้วผีจะมาเอง
ข้อ 9 นอนถือดอกไม้เหมือนคนที่ตายแล้วในห้องเปลี่ยวๆแต่ที่ที่มีคนตายเท่านั้น
ข้อ10 นั่งในห้องที่มีคนตายอยู่ในตอนกลางคืนแล้วท่องคาถาเรียกผี
(คาถาเรียกผี "สัมภเวสี จุตินัง" ท่อง3ครั้ง)



credit by http://xchange.teenee.com ครับ

สุดยอด13สถานที่เฮี้ยน

1. สุสานโสเภณี จ.กาญจนบุรี
สถานบันเทิงเก่าแก่ของจังหวัด เปิดให้บริการกับผู้ชายที่มีความต้องการทางเพศได้มาใช้บริการ ที่แห่งนี้มีหญิงบริการถูกกักขังหน่วยเหนี่ยว ถูกบังคับให้รับแขกอย่าทารุณ ไม่ได้พักผ่อน บ้างก็ถูกทำร้ายร่างกาย บ้างก็เป็นโรคร้าย จนสุดท้ายหญิงสาวทั้งหมดได้เสียชีวิตลงที่นี้อย่างมากมาย จนถูกเรียกว่าเป็น “สุสานโสเภณี” ซึ่งชาวบ้านบริเวณนั้นมักได้ยินเสียงผู้หญิงและเด็กร้องขอความช่วยเหลือ แต่เมื่อเข้าไปดูก็ไม่พบใคร



2. บ้านผีมอญ จ.กาญจนบุรี
คู่สามี-ภรรยาเจ้าของบ้านเป็นคนมอญที่มีนิสัยหวงของมาก จะดุด่าคนที่แอบมาขโมยผลไม้ในสวน ด้วยความที่เป็นคนหวงและดุด่าเก่งมาก จึงทำให้ถูกฆ่าตายแล้วนำศพมาทิ้งไว้ที่ท้ายสวน วันหนึ่งมีคนเข้ามาเก็บผลไม้ในสวน แกก็ตามไปทวงถึงบ้าน จนคนที่เก็บไปรีบนำมาคืนแทบไม่ทัน นอกจากนั้นยังมีศพชาวกะเหรี่ยง 9 ศพ ที่ถูกวิสามัญ ฝังอยู่บริเวณบ้านหลังนี้



3. บ้านผมผี จ.กาญจนบุรี
หญิงผู้เป็นเจ้าของบ้านตัดสินใจลาบวชชีด้วยความเสียใจที่คนในบ้านตายไปทีละคนโดยไม่ทราบสาเหตุ หลังจากนั้นก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ปล่อยบ้านทิ้งไว้จนกลายเป็นสภาพบ้านร้าง ชาวบ้านบริเวณนั้นนึกว่าเจ้าของบ้านเสียชีวิตไปแล้วจึงเข้าไปดูในบ้าน ปรากฎว่ามีเส้นผมเต็มไปหมด บางคนก็ได้ยินเสียงคนคุยกันอยู่ในบ้าน



4. โรงพยาบาลสยอง จ.ระยอง
ด้วยพิษทางเศรษฐกิจเมื่อหลายปีก่อน ทำให้โรงพยาบาลแห่งนี้ต้องปิดกิจการลงกลายเป็นโรงพยาบาลร้างในที่สุด ในเวลากลางคืนชาวบ้านมักเห็นไฟเปิดสว่างเต็มไปหมด บางคนก็เข้าไปเห็นเตียงนอนคนไข้เข็นเองได้ กลายเป็นเรื่องราวชวนสยองเลื่องลือถึงกิตติศัพท์ความน่ากลัวมาถึงปัจจุบัน



5. สุสานศพไร้ญาติ จ.ชลบุรี
ศพไร้ญาติทั้งหลายเหล่านี้ถูกนำมาขุดหลุมฝัง เป็นสุสานไร้ญาตินับร้อยนับพันขุดเรียงรายกันเป็นทิวแถวยาว หลายๆ คนเล่ากันว่า สถานที่แห่งนี้เป็นฮวงซุ้ยที่เฮี้ยนมาก



6. บ้าน 4 ศพ จ.ชลบุรี
ครอบครัวหนึ่งซึ่งประกอบด้วย พ่อ แม่ และลูก 2 คน เดินทางไปท่องเที่ยวด้วยกัน แต่ระหว่างทางได้ประสบอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำเสียชีวิตทั้งหมด บ้านหลังนั้นจึงกลายเป็นบ้านร้าง แต่คนที่ผ่านไปมาจะเห็นเงาคนเหมือนมีคนอยู่ในบ้านอยู่เสมอ และยังเป็นที่พบศพถูกฆาตกรรมอย่างปริศนา และยังมีห่วงเชือกผูกเป็นปมมัดอยู่ในบ้านหลังนั้น



7. บ้านผีนายพล จ.ชลบุรี
เป็นบ้านพักตากอากาศชายทะเลที่ครอบครัวนายทหารมาพักผ่อน และถูกฆาตกรรมทั้งครอบครัว ศพทั้งหมดถูกยัดไว้ในห้องใต้ดินของบ้านพักตากอากาศหลังนี้ มีคนเคยเห็นควันธูปลอยขึ้นมาในบริเวณบ้านหลังนี้ด้วย



8. บ้านผียายสรวง จ.อยุธยา
หญิงชราเจ้าของบ้านผู้ชอบกินหมาก ได้เสียชีวิตลงภายในบ้าน พร้อมกับโลงศพที่ถูกพบภายในบ้าน จนถึงทุกวันนี้ ผู้คนแถวนั้นยังคงได้ยินเสียงคนแก่พูด และเสียงตำหมากอยู่ทุกค่ำคืน



9. บ้านผีท่านขุน จ.อยุธยา
เป็นบ้านไม้สักเก่าสมัย ร.5 หลังจากที่เจ้าของบ้านเสียชีวิต บ้านหลังนี้ก็กลายเป็นบ้านร้าง วันหนึ่งมีชาวบ้านพายเรือผ่านมา เห็นมีผู้หญิงอยู่บนเรือนแต่งชุดโบราณสมัย ร.5 เคยมีคนมาลองของที่บ้านหลังนี้ก็เจอดีกันทุกคน จนต้องมาขอขมากราบไหว้กัน



10. บ้านผีโหด อ.บางเลน จ.นครปฐม
เกิดเหตุทะเลาะวิวาทฆ่ากันตาย พ่อตายิงลูกเขยเสียชีวิตลง แล้วนำศพไปทิ้งไว้ในบ่อหลังบ้าน ปัจจุบันยังคงมีคราบเลือดแห้งติดอยู่ที่ขอบกำแพง



11. บ้านผีตายโหง เขตหนองจอก
เป็นบ้านร้างมาเกือบ 10 ปี มีการเล่ากันว่านอกจากจะมีการฆ่ากันตายในบ้านแล้ว ยังมีผู้หญิงเข้ามาผูกคอตายในบ้านหลังนี้อีก และยังมีการนำเอาศพมาทิ้งไว้ใต้บันไดเพื่ออำพรางคดีอีกกด้วย



12. บ้านตรอมใจ เขตหนองจอก
หญิงสาวเจ้าของบ้าน นับถือศาสนาพุทธ รับการกระทำของสามีที่นับถือศาสนาอิสลามเกี่ยวกับเรื่องผู้หญิงไม่ได้ ทั้งสองจึงทะเลาะวิวาทกัน ฝ่ายชายหนีออกจากบ้านไป ฝ่ายหญิงได้แต่เฝ้ารออยู่ที่บ้านจนกระทั่งล้มป่วยเพราะตรอมใจและเสียชีวิตลงในที่สุด ชาวบ้านแถวนั้นมักได้ยินเสียงร้องไห้คร่ำครวญของผู้หญิงเสมอ



13. บ้านเสาตกน้ำมัน จ.ราชบุรี
บ้านทรงไทยที่มีเสาตกน้ำมันไหลจากข้างบนลงมาข้างล่าง ด้วยความที่เป็นบ้านร้างก็มีเถาตำลึงขึ้นเต็มไปหมด ชาวบ้านที่เข้าไปเก็บก็ปรากฎว่าเจอผู้หญิงใส่ชุดไทยมายืนชี้หน้าอยู่

วันเสาร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ซอยวัดใจ

คอลัมน์ ขนหัวลุก

ใบหนาด

"ชาลิสา" เล่าประสบการณ์ขนหัวลุกในซอยไร้ชื่อ หน้าวัดจอมสุดาราม

ดิฉันเป็นคนกรุงเทพฯ โดยกำเนิด ได้ฟังเรื่องผีๆ สางๆ มามากมายนับไม่ถ้วน ที่นั่นที่นี่ล้วนแต่มีผีดุทั้งนั้น ดุมากบ้างน้อยมาก แต่ส่วนมากน่ะไม่ได้เห็นด้วยตัวเองหรอกนะ...เขาเล่าว่าทั้งนั้นเลย!

แถวบ้านดิฉันก็ได้ชื่อว่าเป็นชุมทางปีศาจแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ ค่ะ

นั่นคือสี่แยกทางรถไฟ ถนนนครไชยศรีตัดกับถนนสวรรคโลก ด้านซ้ายไปสถานีรถไฟสามเสน ด้านขวาไปทางสวนจิตรลดา ไหนจะรถชนกันที่สี่แยก ไหนจะเกิดเรื่องรถไฟชนรถยนต์ บาดเจ็บล้มตายนับไม่ถ้วน

ที่น่ากลัวมากๆ คือรถไฟทับคนตายคาที่ซิคะ! สมัยก่อนเกิดเรื่องบ่อยมากแถวๆ สะพานดำข้ามคลองสามเสน ที่มีต้นทางจากแม่น้ำเจ้าพระยา ไหลเลียบวังศุโขทัยมาถึงวัดอัมพวัน, วัดสุคันธาราม...ไหลคดเคี้ยวไปไกลถึงถนนพระรามเก้าโน่นแน่ะค่ะ

มิน่าล่ะ ขนาดห่างจากย่านสามเสนมาไกลโขแล้ว ที่นี่ก็ยังมีชื่อสถานีรถไฟสามเสนเหมือนกัน!

เมื่อราว 2 ปีก่อนก็มีผู้ชายหนุ่มนุ่งกางเกงลายพราง สวมเสื้อคอกลมสีขี้ม้านั่งดื่มเบียร์ที่หน้าร้านในสถานีอยู่ดีๆ รถไฟขาขึ้นเปิดหวูดจากหัวลำโพงจะเข้าเทียบชานชาลาสามเสน ชายผู้นั้นก็วิ่งไปนอนหงายขวางทางรถไฟดื้อๆ

เสียงผู้คนร้องกรี๊ดกร๊าดวี้ดว้ายระงมไปหมด รถไฟหยุดไม่ทันแน่ๆ ล้อเหล็กทับแขนขาขาดกระเด็นน่าสยดสยองสิ้นดี ขนาดการรถไฟกั้นทางข้ามแล้วนะคะเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ แต่ห้ามคนฆ่าตัวตายไม่สำเร็จแน่

ผีทางรถไฟแถวสะพานดำที่เคยซาไปก็กลับดังขึ้นมาใหม่ ตอนกลางคืนมีคนเห็นห้อยโหนโยนตัว หัวขาดขาขาดเป็นประจำ!

ซอยบ้านดิฉันอยู่ใกล้ๆ สี่แยก ตรงข้ามซอยเข้าวัดจอมสุดาราม หรือวัดไพรงามพอดี เป็นซอยเล็กจนทางกทม.ไม่ได้ตั้งชื่อให้ แต่พวกเราเรียกกันเองว่า "ซอยวัดใจ"

ความเล็กของซอยขนาดเข้าได้แต่มอเตอร์ไซค์ ถ้ารถตุ๊กตุ๊ก จะเข้าซอยนี้ต้องมีคนขับเก่งจริงๆ ค่ะ เพราะซ้ายขวาห่างรั้วสูงลิบไม่ถึงศอก ถ้ามีคนเดินอยู่ก็ต้องหยุดเดิน แนบตัวกับกำแพงรั้วเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกเฉี่ยวชน

ต้องวัดใจกันว่ารถกับคนใครจะหยุดก่อนกัน? ถึงเรียกว่าซอยวัดใจไงคะ!

ไม่จำเป็นจริงๆ รถตุ๊กตุ๊ก ก็ไม่อยากเข้าหรอกค่ะ แม้ว่าทางแคบที่ว่าจะไม่เกินร้อยเมตร...ต่อจากนั้นก็เป็นทางกว้าง มีซอยเล็กๆ สำหรับคนเดินอยู่ทางซ้าย บ้านช่องแน่นหนา ผู้คนคึกคักพอสมควร

ซอยนี้มีคนเดินเข้า - ออกแทบไม่ขาดระยะ ส่วนหนึ่งใช้มอเตอร์ไซค์เป็นหาพนะ คนที่เดินก็เดินจนชินแล้ว ล้วนแต่คุ้นหน้ากันทั้งนั้น พูดไปอีกทีก็ไม่มีอะไรน่ากลัวหรอกค่ะ

อ้อ! ยกเว้นต้นโพธิ์ที่สุดซอย (ความจริงกลางซอย)

ถ้ามองไปตรงๆ ก็จะเห็นต้นโพธิ์ใหญ่ ขนาดไม่สูงนักอยู่สุดทางพอดี...แต่ไปถึงจะมีทางเลี้ยวแคบๆ สั้นๆ อยู่ทางซ้ายมือ แล้วเลี้ยวขวาออกไปอีกที เป็นต้นโพธิ์เก่าแก่หลายสิบปีแล้วค่ะ มีฐานปูนล้อมรอบ ชาวบ้านทั่วไปถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำซอย มีคนมาบนบานศาลกล่าวเป็นประจำ

ผ้าแพรสีต่างๆ สดใสเต็มโคนโพธิ์ มีทั้งพวงมาลัย ดอกไม้ ธูปเทียน ที่คนมาบนและแก้บน ร่ำลือกันมานานว่าเจ้าพ่อโพธิ์ให้หวยแม่น มีคนถูกหวยกันบ่อยๆ มาหลายปีดีดักแล้ว

ตอนกลางวันก็ดูสวยงามดีนะคะ หรือจะเป็นเพราะเห็นจนชินตาก็ไม่ทราบ แต่พอตกกลางคืนดูร่มครึ้ม ชวนให้วังเวงใจอย่างไรพิกล!

นอกจากให้หวยแม่น ยังมีเสียงลือว่าผีดุอีกต่างหาก!

บ้านดิฉันอยู่ก่อนถึงต้นโพธิ์ค่ะ พอเดินเข้าซอยพ้นทางแคบได้ไม่ไกลก็เห็นต้นโพธิ์โดดเด่น ไม่มองก็ต้องมองนะคะ...ก่อนจะเลี้ยวซ้ายเข้าบ้าน แต่ก็ไม่เคยเห็นอะไรผิดปกติสักครั้งเดียว

ตัวเองไม่กลัวผี ไม่เคยถูกผีหลอกสักครั้ง แต่ต้องขอออกตัวก่อนว่า...ถึงไม่เชื่อก็ไม่ลบหลู่นะคะ...ในที่สุดก็เจอดีเข้าจนได้!

เมื่อปลายปีนี้เอง ดิฉันเลิกงานตอนค่ำเพราะต้องเคลียร์ให้เรียบร้อยก่อนสิ้นปี นั่งรถสาย 14 จากประตูน้ำกลับบ้าน...พอเดินเข้าซอยรู้สึกเยือกเย็นชอบกล นึกได้ว่าเป็นหน้าหนาว แต่ผู้คนไม่รู้ว่าหายไปไหนหมด คล้ายกับมีเราเดินเข้าซอยคนเดียว

มีรถมอเตอร์ไซค์ดังกระหึ่มมาจากข้างหลัง ตอนนั้นใกล้จะพ้นทางแคบที่มีรั้วสูงๆ ขนาบทั้งสองข้างแล้ว ดิฉันแอบเข้าชิดซ้าย...รถคันนั้นก็แล่นหวือผ่านไป แต่ดิฉันยืนตัวแข็งทื่ออยู่กับที่

คุณพระช่วย! ไม่เห็นรถราสักคันเดียว มีแต่เสียงเท่านั้นเอง!

คงจะเกิดจากความเหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลียมากกว่า หูฟั่นเฟือน! ประสาทหลอน! ไม่อยากคิดอะไรมาก รีบเดินเร็วขึ้นเพราะรำคาญเนื้อตัว อยากอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเต็มทีแล้ว

ไม่ช้าก็เห็นโพธิ์ใหญ่ต้นนั้นยืนทะมึนอยู่ในแสงไฟเยือกเย็น น่าแปลกที่เห็นใครนั่งกอดเข่าอยู่บนขอบปูนรอบโคนต้น ฟุบหน้านิ่งๆ คล้ายคนนั่งหลับ...อากาศก็ชักเย็นยะเยือกขึ้นทุกที

ขณะที่จะเลี้ยวเข้าบ้านก็มองดูอีกครั้ง ชั่วพริบตาเดียวร่างนั้นก็หายไปแล้ว...หายไปต่อหน้าต่อตาดื้อๆ เล่นเอาดิฉันขนลุกซ่าไปทั้งตัว...คราวนี้เชื่อสนิทแล้วค่ะว่าเจ้าพ่อโพธิ์ศักดิ์สิทธิ์จริง อย่างน้อยก็ผีมีจริงๆ ไม่อยากหลอกตัวเองว่าตาฝาดแล้วค่ะ!

เรื่องเล่าของเดียรัจฉานวิชา

เขตชายแดนติดต่อประประเทศเขมรของภาคเหนือแห่งหนึ่ง เส้นทางแสนจะลำบากลำเค็ญในทุก ๆ ฤดู เป็นเวรกรรมของผู้ที่ใช้เส้นทางนี้ หมู่บ้านมะแว้ง ตั้งอยู่กลางดงไม้อันหนาแน่นไม่ปรากฏหลักฐานว่าผู้ใดเป็นผู้ริเริ่มในการมาลงหลักปักฐาน ถึงแม้นจะเป็นกลางดงลึก แต่ก็มีผู้คนอาศัยอยู่เกือบ ๕๐ หลังคาเรือน อาจจะเป็นเพราะดินค่อนข้างต่ำ น้ำค่อนข้างชุ่ม จากต้นน้ำหลาย ๆ สายของทิวเขาตลอดชายแดน
ก่อนจะเข้าพรรษาประมาณเดือน พฤษภาคม ก่อนฝนจะมาชาวบ้านมะแว้ง ได้มีโอกาสต้อนรับพระภิกษุสงฆ์สูงอายุราว ๆ ๖๐ เศษ ท่านได้ธุดงค์ผ่านมา ท่านปรารภว่า " เข้าพรรษาปีนี้อาตมาประสงค์จะจำวัดที่หมู้บ้านมะแว้งแห่งนี้ " พุทธบริษัทต่างปรีดาปราโมทย์เป็นยิ่งนัก จึงพร้อมใจกันสร้างกุฏิขึ้น ๑ หลัง เลือกสถานที่เริ่มแม่น้ำเพราะเห็นวิเวกดี

ชาวบ้านมะแวังมีอุปนิสัยชอบในการทำบุญ ถึงแม้จะเป็นหมู่บ้านที่ยากจนแต่ทุกคนมีศีลธรรมรักใครกรมเกียวกันดี จึงทำให้หลวงพ่อพระธดงค์ได้พำนักอย่างสบายใจ ในพรรษาชาวบ้านได้อยู่เย็นเป็นสุขกันมา จนกระทั้งผ่านมาถึงเดือนสุดท้ายก่อนออกพรรษา ข้าวในนาตั้งรวง อากาศเย็นเริ่มโชยมา ท้องฟ้าที่เคยมืดมิดเพราะเมฆฝนหายไป มีแต่ปุยฝ้ายเข้ามาแทนที่ ท้องฟ้าสีเงิน ตัดเมฆงามตายิ่งนัก แต่น้ำในห้วยเริ่มขาดแคลน

แล้วข่าวร้ายก็ได้กระจายทั่วหมู่บ้าน หมูแม่พันธุ์ที่มีอยู่ตัวเดียวของนายมิ่ง ที่เลี้ยงไว้ไต้ถุนบ้าน ได้หายไปในตอนกลางคืน นายพรานคงชี้ชัดบอกว่า เสือมาคาบเอาไปกินเพราะบริเวรรอบบ้านมีรอยเท้าเสือเกลือนไปหมด ตั้งแต่นั้นมาวัวควายก็ทยอยหายไปเรื่อย ๆ แม้แต่สัตว์เล็กอย่างเป็ดไก่ก็พลอยหายไปด้วยเป็นที่หวาดผวาของชาวบ้านมะแว้ง ใครมีวัวมีควายต่างก็นำมาผูกรวมกันไว้คอกกลางหมู่บ้านและได้ก่อไฟเปลี่ยนเวรยามกันอย่างแน่นหนา

พอค่ำหน่อยต่างก็ปิดประตูหน้าต่างกันเงี่ยบไม่ได้ยินแม้แต่เด็กที่ร้องให้เพราะกลัวเสือมันจะมาคาบเอาไปกิน ใครจะมีธุระกลางค่ำกลางคืนมาจะไม่คนเป็นประตูรับเป็นอันขาด ถ้ามีปวดท้องก็กลั้นเอากลั้นไม่อยู่ก็จะต้องมีคนมาคุมไม่น้อยกว่า ๓-๖ ยืนคุมพร้อมด้วยอาวุธที่มี.. ส่วนมากจะไม่มีใครกล้าลงจากบ้านกันเลย

และวันนี้ก็เป็นอีกวันที่ชาวบ้านมะแว้งต้องสยองขัวญเพราะเสือได้คาบหมูของนายอินนางจันทร์สองสามีภรรยาเอาไปกิน หมาเลี้ยงไว้หลายตัวแต่ละตัวล้วนแต่ดุ ๆ เห่าเก่ง วันที่เกิดเหตุต่างไม่มีตัวไหนเลยที่จะส่งเสียงมาเตือน พวกมันมัวไปทำอะไรอยู่ที่ไหนกัน พรานคงได้นำชายหนุ่มฉกรรจ์ออกตามรอยเท้าเสือก็พบเศษซากของหมูเกลื่อนกลาดไปเป็นทาง

อีกหนึ่งอาทิตย์จะออกพรรษาหัวหน้าชาวบ้านเรียกลูกบ้านมาประชุมกันถึงเรื่อง งานบุญปีนี้จะเอาอย่างไรกันดีเพราะได้มีเสือเข้าในหมู่บ้าน และได้มีผู้กล้าหาญ ๕-๖ อาสาออกไปจัดการกับเสือร้ายโดยนายพรานคงเป็นหัวหน้า พรานคงให้นายวินเป็นคนเอาหมูออกไปผูกล่อเสือตรงกลางทุ่งแล้วพวกขางพรานคงก็ทำคัดห้างที่ต้นไม้ใหญ่คอยจ้องมองว่าเสือมันจะมาคาบเอาหมูที่ผูกไว้เมื่อไหร

เสือมันก็รู้ตัวไม่ยอมโผลมาให้เห็น คืนที่สองก็แล้วจนกระทั้งคืนที่สาม ดวงจันทร์ขึ้น ๘ ค่ำแสงจากดวงจันทร์สว่างจ้า ลมเย็น ๆ เริ่มโรยตัวลงมาแต่เหล่านายพรานคงยังคงถือปืนจ้องไปที่หมูที่ผูกเอาไว้ เสียงจิ้งหรีดที่พากันร้องจ้าจนแสบแก้วหูพลันพาพร้อมใจกันหยุดร้องเงี่ยบกริบแม้แต่ลมก็พลอยจะหยุดไปด้วย ลมโชยมาอีกครั้งคราวนี้ได้กลิ่นสาบและร่างของเสือก็ปรากฏขึ้น หมูที่ผูกไว้มันรู้ว่าภัยได้มาถึงตัวมันแล้วมันดิ้นรนอย่างสุดชีวิตเพื่อให้เชือกที่ผูกมัดไว้กับตอไม้หลุดออกแต่ก็ไม่พ้นจากกรงเล็บของเจ้าลายพลาดกลอนไปได้ นายพรานคงถึงกับผงะเพราะเสือตัวใหญ่ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย พอตั้งสติได้จึงยกปืนแก๊ปเล็งและวาดกระบอกปืนไปที่ร่างของเสือ เสียงปืนดังสนั้นหวั่นไหว

ทุกคนเห็นชัด ๆ ว่าเสือกระเด็นกระดอนไปตามแรงของปืน แต่อะไรนั้นมันลุกขึ้นยืนสะบัดขนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และก็ได้คาบเอาเหยื่อแล้วเดินหายลับไปต่อหน้านายพรานคง ทุกคนตลึงอ้าปากค้าง

รุ่งเช้าทุกคนออกตามรอยเสือไป ไม่มีแม้แต่รอยเลือดของเสือคงมีแต่เลือดของเหยื่อเท่านั้นปืนของนายพรานคงทำอะไรมันไม่ได้เลยเหรอ ข่าวเสือร้ายบุกเข้าไปคาบสัตว์เลี้ยงของชาวบ้าน นายอำเภอและตำรวจได้ออกมาช่วยไล่ล่าเสือแต่ไม่มีวี่แววของเสือมาให้เห็นเลย จนกระทั้งออกพรรษา ทุกคนลงความเห็นว่ามันคงแผ่นไปไกลไม่มาในหมู่บ้านนี้แล้ว ต่างคนก็ดีใจที่จะได้ไม่ต้องขวัญหนีดีฝ่อกันอีกแล้วต่างประกอบอาชีพกันตามปกติ หลังจากออกพรรษาไปได้ ๓ วัน ลูกสาวของพรานคงเอาขนมไปให้ยายที่บ้านท้ายทุ้ง ก็ถูกเสือคาบเอาไปกิน ร่องรอยเสือแทะจนเหลือแต่กระดูก ตับไตไส้พุงหายเกลี้ยง มันต้องเป็นเสือตัวเดียวกับตัวเดิมนั้นเอง

ชาวบ้านมะแว้งต้องขวัญเสียอยู่กันอย่างหวาดผวาอีกครั้ง และไม่กี่วันถัดมา มีเด็กถูกเสือคาบเอาไปกินอีก.... เป็ดไก่วัวควายก็เริ่มหายไป ในที่สุดพวกชาวบ้านก็อบพยพหนีเสือกับจนเกือบจะหมดหมู่บ้าน พากันทิ้งข้าวในนาที่กำลังออกรวงเหลืองหร่าม

ท่ามกลางความเงียบและน่ากลัว ได้มีเกวียนเทียมวัวบรรทุกขายสินค้าพาสองสามีภรรยาวัยชราผ่านมาพบกับชาวบ้านชุดสุดท้ายที่เตียมอพยพลูกเมียออกจากหมู่บ้าน พอชายชราเห็นดังนั้นจึงได้ถามไถ่ได้ความมาว่าเสือร้ายได้มีก่อกวนจนเหลือทนแล้ว พ่อเฒ่าทั้งสองก็เหมือนกันต้องรีบออกไปจากหมู่บ้านนี้ก่อนมืดค่ำเดี๋ยวจะไม่ทันการ

ชายชราได้ฟังแล้วก็พูดขึ้นว่านี้ก็เย็นแล้วเห็นจะไม่ทันแล้ว และได้ขอร้องขอให้ทุกคนอยู่แต่ในที่พัก หากว่าคืนนี้มีเสียงอึกทึกครึกโครมอะไรห้ามออกมาดูและส่งเสียงเป็นอันขาด ยายได้ไปชวนพวกผู้หญิงทำอาหารเย็นไว้กินกันก่อนที่จะมืด ฝ่ายตาก็ได้เข้าไปทำพิธีในเกวียน

คืนวันเพ็ญเดือน ๑๒ แสงจันทร์ได้สาดส่องให้เห็นอะไรในตอนคืนได้เหมือนกับกลางวัน เวลาผ่านไปเลยเที่ยงคืนลูกเด็กเล็กแดงได้นอนหลับกันหมดแล้วยังคงมีแต่พวกผู้ใหญ่ที่คอยเงี่ยหูฟังว่าคืนนี้จะเกิดอะไรขึ้น และทุกคนต่างก็สดุ้งเมื่อได้ยินเสียงหายใจฟืดฟาด เหมือนเสียงวัวควายชนกัน กลางแสงจัทนร์นั้น ควายสีดำเป็นมันล่ำพี ๒ ตัว กำลังต่อสู่กับเสือขนาดมหึมา ควายตัวหนึ่งนั้นถูกแรงตบจากเสือกระเด็นกระดอนไปแต่ควายอีกตัวกระโจรเข้าขวิดทันทีเมื่อเสืองับคอควายตัวที่กระเด็น นอกจากจะไม่ระคายหนังควายแล้ว เสือยังถูกแรงสบัดหลุดกระเด็นแถมถูกซ้ำด้วยการขวิดของควายอีกตัวเข้าด้านหลัง ในที่สุดเสือพยายามหนีเพราะควาย ๒ ตัวรุมเสืออย่างไม่ให้ตั้งตัวติด

และในที่สุดควายตัวหนึ่งพุ่งชน ร่างเสือกระเด็นลอยสูงไปตกบนหลังคากระท่อม จากนั้นมันกระโจนหายไปอย่างไม่รู้ทิศทาง และไม่มีใครรู้ว่ามันไปไหน ควายสองตัวเดินสบัดหัวสะบัดหางเฉียดกระเกวียนสองตายายแล้วร่างของควายทั้งสองก็หายวับจากสายตาที่จ้องมองอย่างใจจดใจจ่อ

รุ่งเช้าพวกชาวบ้านที่ยังเหลืออยู่ได้พากันดีใจ ได้เตียมอาหารหวานคาวเพื่อไปทำบุญเพราะเรื่องร้าย ๆ ได้มลายหายไปแล้วชาวบ้านไม่ลืมที่ไปชวนสองตายายไปใส่บาตรด้วยกัน และพวกชาวบ้านได้พากันตะลึงอ้าปากค้างก้าวขาไม่ออกเพราะภาพที่เห็น

ที่หน้ากุฏิร่างของของหลวงตานอนหายใจระรวย ตามตัวมีบาดแผลฉกรรจ์หลายแห่ง เลือดสด ๆ ไหลโกรกออกมาจากบาดแผล ตามร่างกายชุ่มโชกไปด้วยเลือด จมูกและปากก็มีเลือดไหล อะไรหรือนั้นที่ท่อนล่างตั้งแต่ท่อนเอวลงไป เป็นร่างของเสือลายพลาดกลอนเหลืองดำ หางสั่นระริกแสดงว่าใกล้จะสิ้นใจเต็มทนแล้ว

สายตาของหลวงตาเต็มไปด้วยความเศร้าสร้อย เหมือนจะบอกว่า มีใครบ้างอยากตกอยู่ในสภาพอย่างนี้ ทุกอย่างเป็นกฏของกรรม โดยแท้ เพราะเป็นพระแทนที่จะเจริญศีลภาวนากลับมุ่งร่ำเรียนแต่ เดียรัจฉานวิชา...ผลจึงออกมาเช่นนี้....

ซื้อรถมือ2ตามหลอนทั้งคืน

เรื่องของเรื่องก็คือ...ผมขึ้นไปกรุงเทพฯเพื่อไปซื้อของที่มาบุญครองเพื่อเอากลับมาขายที่ขอนแก่น..ก็เลยไปพักกลับเพื่อนสมัยเรียนสาธิตด้วยกันชื่อต้องซึ่งทำธุรกิจเต็นท์รถมือ 2 อยู่พหลโยธินซอย 52 ผมไปถึงประมาณเย็นๆ...ไอ้ต้องก็ได้มารับผมที่หน้าเซียร์รังสิตแล้วเราก็ได้ถามไถ่กันว่าอ้าวมึงไปไหนมาว่ะเม่งให้กูรถตั้งนาน ไอ้ต้องก็ตอบว่ากูพึ่งไปประมูลรถมานี่แหละ เสร็จแล้วกูก็รีบมารับมึงเลยเนี๊ยยังไม่ได้แดกอะไรเลย..คันไหนว่ะ เซฟิโร่นี่แหละ แต่งมาซะสวยเลย จากนั้นเราก็ไปกันที่เต็นท์รถของต้องกัน


พอตกตอนเย็นก็เป็นธรรมเนียมคือต้องไปกินเหล้ากันซะหน่อย ผมถามว่าเอาคันไหนไปเที่ยวดีว่ะ เอาคันสวยๆนะโว้ย จะได้จีบหญิงง่ายๆหน่อย ต้องก็เลยเลือกเอารถที่พึ่งประมูลได้มาใหม่คือเจ้าเซฟิโร่คันขาว ก็มีผม+ไอ้ต้อง+ไอ้ตั๊กเด็กวิ่งรถของมันไปเที่ยวด้วยกัน 3 คน
พอเที่ยวเสร็จก็ประมาณตี 2 ครึ่งก็พากันกลับต่างคนก็เมาได้ที่ ขับซักหน่อยแอร์รถก็เพิ่มความแรงขึ้นเอง ประมาณว่าจากเปิดเบอร์ 2 แต่ลมออกมาเบอร์ 4 ผมก็มองหน้าไอ้ต้อง ไอ้ต้องก็พยายามปิดแอร์แต่ก็ปิดไม่ได้ ไอ้ตั๊กซึ่งนั่งอยู่ต้านหลังก็ตะโกนมา แอร์พังป่าวเพ่

จากนั้นไม่นานแอร์ก็เริ่มส่งกลิ่นเหม็นเนาออกมา..เรา 3 คนมองหน้ากัน แต่ไม่กล้าพูดอะไร ไอ้ต้องเลยเปิดกระจก ลมแอร์ก็ยังแรงเหมื่อนเดิมและก็ยังมีกลิ่นเหม็นๆออกมาตลอด...แค่นี้ก็จะไม่ไหวแล้ว วิทยุเสือกเปิดเองอีกต่างหาก ผมนึกในใจกรรมแล้วกูคราวนี้ โดนแน่ๆ เรา 3 คนต่างเงียบไม่พูดอะไร ได้แต่มองหน้ากัน พอดีเรากำลังจะขับผ่านศาลเจ้าจนผมมองไปทางด้านขวามือของไอ้ต้องผมก็ไม่รู้ว่าศาลอะไรหลอก....แต่ก็ได้นึกในใจว่าท่านช่วยดูแลพวกลูกๆให้ปลอดภัยด้วยเทอญ เพราะเป็นอย่างนี้มาประ 10 นาทีแล้ว พอขับรถผ่านศาลเจ้าเสร็จ...อธิฐานเสร็จ...วิทยุก็ดับ...แอร์ก็ปกติ...

จากนั้นเราก็กลับไปถึงคอนโดของไอ้ต้องมัน ผมกับไอ้ต้องเอารถไปจอดใต้คอนโด ไอ้ตั๊กเอาคีการ์ดไปเปิดประตูรอ พอลงจากรถเสร็จต่างคนก็ไม่พูดพล่ำทำเพลง รีบเดินขึ้นคอนโด เสียงไอ้ตั๊กก็ร้องเรียก พี่ต่อ พี่ต้อง เร็วๆ รีบมาเดี๋ยวผีมันตามมาทัน ผมนึกในใจไอ้เวรนี่ ปากดีจริงๆ จากนั้นก็ขึ้นห้องนอน ผมกับไอ้ต้องนอนบนเตียงด้วยกัน ส่วนไอ้ตั๊กนอนข้างล่างก่อนนอนผมเลยถามไอ้ต้องว่า ศาลที่เราผ่านมาตะกี้ ศาลอะไรว่ะ ไอ้ต้องตอบสั้นๆ ศาลเจ้าพ่อเสือ..!!!

รีบนอนเถอะมึงพรุ่งนี้งานเข้าแต่เช้า พอเช้ามา ประมาณ 7 โมงเช้าผมตื่นขึ้นมาอ้าว...ไอ้ต้องอาบน้ำอยู่..แล้วไอ้ตั๊กไปไหนว่ะ..!!..ผมก็ไม่ได้สนใจเท่าไหร่ พอไอ้ต้องอาบน้ำเสร็จ เราก็เลยชวนกันลงไปดูไอ้รถเซฟิโร่เจ้ากรรมคันเมื่อคืนว่ามันเป็นอะไรกันแน่ ผีหลอกหรือรถมันพัง พอลงไปถึง ผมกับไอ้ต้องต่างตกใจ...มองหน้ากัน ไอ้ตั๊ก นั่งกราบรถคันนี้อยู่ ดอกไม้ธูปเทียนครบ อ้าวไงเป็นอย่างนี้ว่ะ ก็เลยเดินเข้าไปถามมันว่าทำอะไร

มันตอบกลับมาว่าเมื่อคืนมันไม่ได้นอนทั้งคืนเลย มีผู้ชายมานั่งทับมันแล้วดึงขามันลากไปรอบๆ เตียงนอนทั้งคืนเลยและบอกว่ามึงท้าทายกูเหรอ

พวกผมฟังแล้วขนหัวลุก เลยรีบไปหาดอกไม้ธูปเทียนมาขอขมาลาโทษบ้าง..พอดีลุงยามเห็นลุงยามก็ยังบอกอีกว่าไฟหน้ารถเปิด/ปิดทั้งคืนเลย ลุงก็ไม่ได้นอนและกำลังจะกับไปนอนนี่แหละ จากนั้นไอ้ต้องชวนผมเอารถคันนี้ไปขายส่งต่อเต็นอื่นในวันนั้นเลย จากนั้นเป็นต้นมาเวลาไอ้ต้องซี้อรถเข้ามามันจะซื้อพวงมาลัยมาไหว้พร้อมเลย