วันพฤหัสบดีที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2553

อย่าท้าทาย!!

คำเตือน//ระวังไว้ก่อนที่คุนจะพูดอะไรเรื่องนี้ปนเรื่องจากนักศึกษาคนหนึ่ง..................

สวัสดี ค่ะดิฉันเป็นนักศึกษาปี 1 ในมหาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ
ที่จะเล่าให้พี่ๆฟังไม่ใช่ ประสปการณ์ในมหาลัยนะค่ะ
แต่เป็นประสปการณืตอนเรียนอยู่ชั้นมัธยมที่จังหวัด นครสวรรร์

บ้านดิฉันอยู่ที่จังหวัดเพชรบรณ์ ดิฉันเลยต้องมาอยู่หอพัก
หอพัก ที่ดิฉันอยู่เป็นหอพักสตรี จึงทำให้ดิฉันมีแต่เพื่อนๆผู้หญิงเป็ฯส่วนใหญ่ ส่วนตัว ดิฉันเองมีนิสัยที่ชอบทำอะไรแบบสนุกไปวันๆ

แล้วภาษาที่เพื่อนๆเรียก คือชอบ(แวกกฏ) ของหอพักเป็นประจำ
หนีเที่ยวไปเดินห้าง ไปตามเทศกาล ที่จังหวัดเขาจัดขึ้น
ซึ่งหอพักมีกฏระเบีนบให้นักเรียนเข้าหอพักห้ามเกินเวลา 18.00 น.
แต่ดิฉันก็ไปกับเพื่อนที่หอแล้วกลับเกินเวลาอยู่ประจำ
แต่ผู้ดูแล หอพักก็เอาผิดดิฉันไม่ได้ เพราะดิฉันจะเอาตัวรอดไปได้ทุกครั้งจนผู้ดูแลตั้งชื่อ ดิฉันว่า ปลาไหล

และแล้วก็มาถึงวันเกิดเหตุที่ดิฉันไม่มีวันลืมเลย

หลังจาก การเรียนของวันสิ้นเดือนจบลง เจ้าของหอพักให้ดิฉันแล้วเพื่อนพาน้องๆ ไปตัดผมเพราะว่าพรุ่งนี้อาจารย์จะตรวจ
พอทุกคนตัดผมเสร็จแล้วก็ประมาณ เวลา 19.30 น. เป็นเวลาที่รถประจำทางที่ผ่านหน้าหอพักหมดพอดี

ดิฉันจึง เหมารถจากทางอีกด้านหนึ่งซึ่งเป็นทางด้านหลังหอพัก
แล้วทางรถผ่านทาง เดียวคือทางวัดซึ่งติดกับหอพัก แล้วทางเข้าหอพักเป็นทางแคบๆแล้วมึดมาก ซึ่งรถที่เราเหมามาเขาไม่เข้าไปส่งเราต้องเดินเข้าประมาณ 100 เมตร

ขณะที่เราผ่านวัดวันนั้นมีงานศพที่กำลังเตรียมตัวจะสวดอภิธรรมตามประเพณี ความนึกสนุกของดิฉันก็เกิดขึ้นดิฉันได้ร้องทักเจ้าของงาน คือคนที่นอนในโรงสี่เหลี่ยมนั้น ว่า สวัสดีค่ะ แล้วยกมือไหว้

หลังจากนั้นเพื่อนๆได้ร้องทักว่าอย่า พูดแบบนี้เดี๋ยวเขาก็ตามมาหรอก แต่ดิฉันไม่ฟังแล้วยิ่งสนุกไปกันใหญ่ เพราะ รถที่นั่งมาเป็นใจดับไฟทำให้ที่รถมึดมาก แล้วทุกคนก็ กรีดกันเสียงดังมาก ดิฉันหัวเราะดังลั่น แล้วพอรถจอดที่เราต้องเดินไปมีคนเล่นผีถ้วยแก้วอยู่

ดิฉันก็ ร้องทักว่าเล่นไม่ชวนเลยนะแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นคือเพื่อนพากันว่าฉัน ว่าเดี๋ยวก็เจอดีหรอก แต่ดิฉันยังไม่เลิกสนุก ดิฉันวิ่งก่อนใครแล้วบอกว่ามีใครก็ไม่รู้อยู่บนกำแพงวัด

เพื่อนๆพากันร้องกรีด แต่ดิฉันหัวเราะชอบใจ แล้วพอเราเข้าถึงที่ หอพัก ต่างก็พากันแยกยายไปอาบน้ำดิฉันก็ไปอาบน้ำเช่นกัน
แต่ห้องที่ดิฉันจะอาบมีคนอาบอยู่ดิฉันจึงต้องต่อคิว จึงเอาพาเช็ดตัวพาดไว้ที่ขอบห้องน้ำ

แต่พอดิฉันเงยหน้าขึ้นไปจะพาดผ้าสิ่งที่ฉันห็นคือ ภาพผู้ชายมองลงมาที่ฉัน แล้วยิ้ม หลังคาห้องน้ำจะมีกระเบื่องใสอยู่แผ่นหนึ่งจึงทำให้ฉันเห็นชัดขึ้น ดิฉันร้องกรีดอย่างดังแล้วตัวสั่นมาก

เพื่อนสนิทฉันมากอดฉันไว้แน่นแล้วร้องไห้ พอเพื่อนดิฉันสวดมนต์ดิฉันก็หายตกใจแล้วเล่าให้เพื่อนฟังเพื่อนๆจึงไปขอธูป ผู้ดูแลหอพักมาให้ไหว้พระแล้วขออโหสิกรรมให้กับศพที่วัด แล้วคนที่เล่นผีถ้วยแก้วก็ด้วย

แล้ววันรุ่งขึ้น เพื่อนดิฉันพาดิฉันไปที่วัดที่งานศพนั้น ดิฉันตกใจมาก เพราะสิ่งที่เห็นคืองานศพของผู้ชาย แล้วหน้าตายังคล้ายกับที่ดิฉันเห็นเมื่อคืน ดิฉันถามคนที่มางานบอกว่าเป็นศพที่เกิดอุบัติเหตุรถคว่ำตายเมื่อคืนนี้เอง

ทำให้ดิฉันช๊อกไปชั่วขณะแล้วดิฉันก็ได้ไหว้ศพเพื่อขออโหสิกรรม
ต่อจากนั้น มาดิฉันไม่เคยทักอะไรหรือเล่นอะไรแบบนี้อีกเลย

ซอยเทเวศร์1

ปวัตต์" เล่าประสบการณ์ขนหัวลุกจากสี่พระยา บริษัทประกันภัยที่ผมทำงาน อยู่แถวสี่พระยานี่เองครับ ความเจริญไม่ต้องพูดถึงก็ได้

เพราะ เป็นย่านธุรกิจการค้าที่ใหญ่เป็นอันต้นๆ ของกรุงเทพฯ มาหลายสิบปีแล้ว ตอนเที่ยงๆ พนักงานบริษัทและห้างร้านกรูเกรียวกันออกไปหามื้อเที่ยงกิน มองจากตึกสูงๆ เห็นแต่หัวดำๆ เหมือนมดเหมือนปลวกไม่มีผิด

เฉพาะบริษัทผมแห่งเดียวก็ปาเข้าไปตั้งเกือบ 100 คน! เมื่อราว 2-3 ปีก่อน เกิดเรื่องสยองติดๆ กัน คือพนักงานสาวกินยาตายในห้องน้ำ สาเหตุจากปัญหาท้องไม่มีพ่อ กับอกหักกระโดดตึกที่หนังสือพิมพ์เขาเรียกว่า "โหม่งโลก" ฆ่าตัวตายนั่นแหละครับ ตึกสูงสิบกว่าชั้นจะไปมีอะไรเหลือล่ะ?

"พี่แอ๋ว" ผู้ช่วยฝ่ายการเงินไปเข้าห้องน้ำ เกิดอุบัติเหตุลื่นล้มหมดสติ กว่าจะมีคนไปพบและนำส่งโรงพยาบาล พี่แอ๋วก็กลายเป็นเจ้าหญิงนิทราอยู่เกือบหนึ่งเดือนก่อนจะสิ้นชีวิต

เพิ่งจะเผาศพเธอไปหยกๆ "น้องหมวย" สาวสวยประจำแผนก บริการลูกค้า เพิ่งจะออกจากห้องน้ำมาหยกๆ กลับมานั่งโต๊ะเดี๋ยวเดียวก็ทะลึ่งพรวดขึ้นสุดตัว ก่อนจะล้มฮวบลงบนพื้น มือหนึ่งตะกายเก้าอี้ ที่ลูกล้อมันลื่นหนีไปเรื่อยๆ พอเพื่อนๆ วิ่งมาดูก็แตกตื่นร้องวี้ดว้ายไปตามๆ กัน

น้องหมวยเอียงหน้าซบกับท่อนแขน ปากอ้า นัยน์ตาลืมค้าง...เบิกโพลงเหมือนมองเห็นภาพที่สยดสยองสุดขีดก่อนจะสิ้นใจ! ชั่วเวลาเดือนเศษๆ มีทั้งฆ่าตัวตาย 2 ราย กับตายด้วยอุบัติเหตุ รวมทั้งหัวใจวายอย่างละ 1 ราย...ปาเข้าไปตั้ง 4 ศพ จะไม่ให้คนขวัญอ่อนกลัวผีได้ยังไง?

พนักงานส่วนมากมักหน้าตาไม่ ค่อยเสบยนัก ดูซีดๆ เซียวๆ ยังไงชอบกล มักจะเหลียวหน้าเหลียวหลังด้วยอาการหวาดระแวงเกือบตลอดเวลา เรียกว่าแทบจะไม่มีกะจิตกะใจทำงานก็คงจะไม่ผิดนัก

มีเสียงซุบซิบว่าเจ้าที่แรงบ้าง ผีดุบ้าง เมื่อราว 3 ปีกว่าๆ มาแล้วเคยมีคนงานเช็ดกระจกพลัดหล่นลงไปคอหักตาย เชื่อว่าวิญญาณที่เจ็บปวดคงจะวนเวียนอยู่บริเวณนั้น ไม่ยอมไปผุดไปเกิด กลายเป็นวิญญาณดุร้าย เฮี้ยนจัด ตามรังควานคนชะตาขาดเพื่อเอาไปอยู่เมืองผีติดๆ กันถึง 4 คน จนอกสั่นขวัญหายกันไปทั้งบริษัท

พอจะซาไปหน่อย อ้าว? น้าติ๋ม-แม่บ้านประจำชั้นเราเกิดเป็นลมตายในห้องพักขึ้นมาดื้อๆ ห้องที่ว่าจะเรียกกันว่า "ห้องกาแฟ" คือมีทั้งตู้เย็น กาน้ำร้อน ชั้นวางขวดเครื่องดื่มต่างๆ เช่น น้ำชา กาแฟ โกโก้ โอวัลติน

น้ำตาล และคอฟฟี่เมต สำหรับบริการพนักงานอาวุโสกับแขกเหรื่อที่มาติดต่อธุรกิจแทบทั้งวัน มีโต๊ะอาหารเล็กๆ กับเตียงเตี้ยๆ สำหรับนั่งพักผ่อน แต่ไม่ถึงกับเอนหลังหรอกครับ เพราะมีแขกมากหน้าหลายตาจนน้าติ๋ม กับผู้ช่วยชื่อพี่แป้งไม่ค่อยมีเวลาหยุดหย่อนเท่าไรนัก

วันเกิดเหตุ มีลูกค้ามาติดต่อเรื่องเคลมประกันตอนใกล้งานเลิกพอดี พี่แป้งเล่าว่าน้าติ๋มชงกาแฟสองที่ วางซองน้ำตาลกับคอฟฟี่เมตไว้ที่จานรองเรียบร้อย แล้วส่งให้เธอเอาไปบริการที่ห้องลุงอรรถ-หัวหน้าแผนก แต่พอกลับมาก็เห็นน้าติ๋มนอนหลับตา

เอียงหน้านิดๆ ปากอ้าเผยอเหมือนคนนอนหลับ ทั้งๆ ที่เพิ่งจะแยกมาหยกๆ นี่เอง น้าติ๋มตายแล้ว! พี่แป้งวิ่งออกจากห้องกาแฟมาร้องไห้โฮจนพวกเราลุกพรวด ผมวิ่งไปดูก็เห็นน้าติ๋มสิ้นลมไปแล้วจริงๆ พวกผู้หญิงที่ตามหลังมาทำท่าเหมือนจะเป็นลมเป็นแล้งต้องไล่กลับไปที่โต๊ะหมด ทุกคน

บ้างก็ว่าน้าติ๋มเป็นลมตาย บ้างก็ว่าโรคหัวใจกำเริบ และบ้างก็ว่าโดนผีหลอก!! พี่แป้งไม่กล้าทำงานต่อ จะลาออกท่าเดียว หัวหน้าต้องเรียกน้าแหม่มจากชั้นบนลงมาช่วยงานและอยู่เป็นเพื่อน

พี่แป้งยังไม่วายขวัญหนีดีฝ่อ ต้องตามน้าแหม่มแจ...ขนาดจะเข้าห้องน้ำพี่แป้งยังต้องขอให้น้าแหม่มอยู่หน้าห้องเลยครับ

เวลาผ่านไปเกือบเดือน พวกเรากำลังจะลืมเรื่องนี้อยู่แล้ว ก็พอดีมีลูกค้าเก่ามาหาลุงอรรถ ดูเหมือนจะมาเยี่ยมเยียนธรรมดาไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องงาน เลขาฯ หน้าห้องก็บอกไปทางน้าแหม่ม พี่แป้งที่อยู่ใกล้ๆ

ก็กุลีกุจอหยิบ น้ำตาลกับคอฟฟี่เมตมาใส่จานรองเตรียมพร้อม น้าแหม่มหันมายื่นถ้วยกาแฟให้...แต่ใบหน้านั้นกลับกลายเป็นใบหน้าของน้าติ๋ม ที่ตายไปแล้วชัดๆ โลกของพี่แป้งแตกกระจายในพริบตานั่นเอง

เสียงร้องกรี๊ดๆ เหมือนเกิดไฟไหม้ พวกเราเห็นพี่แป้งร้องไห้โฮ นัยน์ตาเหลือกลาน พูดไม่เป็นภาษานอกจากชี้ไม้ชี้มือไปข้างหลัง ได้ยินแต่ว่า...น้าติ๋ม! ผีน้าติ๋ม!

โอย... พี่แป้งลาออกไปแล้ว ไม่ว่าใครจะอ้อนวอนให้อยู่ต่อก็ไม่ฟังเสียง ยืนยันแต่ว่า...ตกงานยังดีกว่าโดนผีหลอกจนช็อกตาย!

แท็กซี่ ผีดุ!!

ผมอยู่แถวซอยร่วมจิตต์ใกล้ๆ ศรีย่านนี่เองครับ วันดีคืนร้ายก็ไปเที่ยวถนนข้าวสารกับเพื่อนเกลอคือเจ้าอู๋ อยู่บ้านติดๆ กัน โดยขึ้นรถเมล์สาย 9 ไปลงบางลำพูพอดี

วันเสาร์ต้นเดือนกุมภาพันธ์ ถนนข้าวสารคึ่กๆ ตั้งแต่หัวค่ำ ไม่ว่าคนไทยหรือนักท่องเที่ยวทั้งฝรั่ง ญี่ปุ่น จีน ล้วนแต่ได้ยินชื่อถนนข้าวสารอันโด่งดังระดับโลกมาหลายปีแล้ว เลยแห่มาเที่ยวกันเป็นว่าเล่น โดยเฉพาะพวกฝรั่งนี่หลายรายถึงกับหอบลูกจูงหลานมาเที่ยว ขนาดลูกเล็กๆ ใส่รถเข็นยังมีนี่นา

ที่ค่อนข้างแปลกหูแปลกตาของพวกเราก็คือฝรั่งแก่ๆ ขนาด 60-70 ปีขึ้นไปยังอุตส่าห์หอบสังขารมาเที่ยวถนนชื่อกระฉ่อนกับเขาเหมือนกัน เหลือเชื่อจริงๆ เอ้า!

คนพวกนี้ก้มหน้าก้มตาทำงานหนักมาตั้งแต่หนุ่มยังสาว เพื่อเก็บเงินเก็บทองเอาไว้เดินทางไปเที่ยวเตร่ เปิดหูเปิดตาต่างแดน ตรงข้ามกับพวกเราที่แก่ตัวเข้าก็มักอยู่บ้านเลี้ยงหลาน หรือไม่ก็เข้าวัดเข้าวาไปเลย

โธ่! แก่ตัวเข้าเรี่ยวแรงก็ถดถอย ทำอะไรนิดๆ หน่อยๆ ก็หอบแฮกแล้ว ผมว่าสู้ไปเที่ยวตอนที่ยังสาวหนุ่มกระชุ่ม กระชวย เรี่ยวแรงแข็งขันยังจะเข้าท่ากว่าเป็นกอง

อย่างว่าละครับ วัฒนธรรมของใครของมัน ไม่ว่ากันอยู่แล้วงานนี้จะหนุ่มสาวหรือเฒ่าแก่ก็ขอให้มาเที่ยวสยามเมืองยิ้มกันเยอะๆ ก็แล้วกัน เงินทองจะได้ไหลมาเทมา ผู้คนจะได้มีงานบริการทำเยอะๆ พ่อค้าแม่ขายก็จะได้ซื้อง่ายขายคล่อง คนยากคนจนจะได้ลืมตาอ้าปากซะที...เศรษฐกิจตกสะเก็ดมาหลายปีแล้วครับ

การท่องเที่ยวถือว่าไม่ต้องลงทุนลงรอนอันใด รับเนื้อๆ ลูกเดียวเท่านั้น!

อ้าว? ผมก็เผลอไผลติดลมบนไปหน่อย เดี๋ยวก็ลืมเรื่องขนหัวลุกจนได้

บรรยากาศที่ถนนข้าวสารจะสนุกสนาน น่าตื่นตาตื่นใจแค่ไหนคงไม่ต้องบรรยายให้เสียเวลาก็ได้นะครับ...เรื่องมาเกิดเอาอีตอนที่ผมกับเจ้าอู๋ออกจากร้านเบียร์ที่ตั้งโต๊ะบนฟุตปาธตอนห้าทุ่มกว่า...เลยไปออกทางด้านใกล้ๆ สี่แยกคอกวัวเพื่อหาแท็กซี่กลับบ้าน เพราะเรากำลังเมาฉ่ำๆ กันทั้งคู่

เชื่อไหมครับว่าแท็กซี่ 5-6 คันที่เปิดไฟสว่าง เลี้ยวจากถนนราชดำเนินมาจอดน่ะ ไม่มีใครยอมรับเราซักคัน!

...พอเปิดประตูหลังเท่านั้น คนขับก็หันมาถามทันทีว่าจะไปไหน? พอบอกจุดหมายก็ส่ายหน้า ออกรถไปทันที! บางคันที่เราเปิดประตูหน้าถามว่าจะไปมั้ย? ก็หันมองด้วยสายตารำคาญ บอกว่าไม่ไป! เจ้าอู๋ชักยัวะเลยถามว่าพี่จะไปทางไหนล่ะ? คนขับก็ยืนยันว่าไม่ไป...ก่อนจะแล่นพรวดออกไปเลย

"มึงจะรับแต่ฝรั่งหรือไงวะ?" เจ้าอู๋ตะโกนตามหลัง... แท็กซี่ที่ขับเลยไปก็คงผ่านถนนสิบสามห้างที่ไม่มีฝรั่ง หรือนักท่องเที่ยวอะไร...คงจะหาทางวกมาล่าเหยื่อรอบ ใหม่

ได้ข่าวว่าตำรวจสน.ชนะสงคราม งานหนักจนประสาทกินไปหลายนายแล้ว ไม่ลองแต่งนอกเครื่องแบบมาสังเกตการณ์มั่งนี่ครับ...อย่าลืมว่าที่แท็กซี่ไม่อยากรับคนไทยก็มีสาเหตุเดียวคือ...ไม่ได้โขกเงินชนิดขูดรีดเหมือนผู้โดยสารฝรั่ง

ไม่ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวก็อย่าทำลายเลยครับ!

ในที่สุดก็มีแท็กซี่เปิดไฟว่างแล่นเข้ามา เจ้าอู๋โบกมือให้จอดก่อนจะเปิดประตูหลังขึ้นไปนั่งทันทีพร้อมกับบอกจุดหมาย ผมก้าวตามเพื่อนไปติดๆ นั่งรอจะว่าโดนบอกปัดท่าไหน? ยอมรับว่ากำลังเดือดปุดๆ จนแทบหายมึนเบียร์ละครับ แต่ผิดหวังแฮะ...แท็กซี่รับคำแล้วออกรถไปเลี้ยวขวาเข้าถนนพระสุเมรุ ผ่านหน้าวัดบวรฯ เจ้าอู๋บ่นดังๆ ว่าแท็กซี่คันอื่นไม่รู้เป็นไง ไม่ยอมรับเราซักคัน

เสียงหัวเราะหึๆ อย่างอารมณ์ดีดังขึ้น ผมเหลือบดูก็เห็นคนขับเป็นชายชราผมขาวค่อนข้างยาว มุมปากมีรอยยิ้มนิดๆ ขณะเลี้ยวซ้ายที่สี่แยกวันชาติ แล่นไปตามถนนประชาธิป ไตยที่รถราค่อนข้างโล่งว่าง...ไม่ช้าก็เข้าสู่ถนนนครราชสีมาอย่างรวดเร็ว...

จนกระทั่งถึงจุดหมายปลายทาง ผมเห็นมิเตอร์ขึ้นเกือบ 70 บาท แต่นึกถึงน้ำใจแกที่ไม่เห็นแก่ตัว บอกปัดผู้โดยสารคนไทยด้วยกัน เลยส่งแบงก์ร้อยให้...บอกไม่ต้องทอน ได้ยินเสียงขอบคุณครับเบาๆ ก่อนที่เราจะลงจากรถ...แล้วต้องยืนตะลึงงันกันทั้งคู่

ท่ามกลางแสงไฟถนนเยือกเย็น แท็กซี่คันนั้นแล่นไปทางสี่แยกพิชัย...แล้วเลือนรางจางหายไปต่อหน้าต่อตาเรานั่นเอง...นึกถึงเรื่องนี้ทีไรผมกับเจ้าอู๋ขนหัวลุกทุกทีไป!

อาถรรพ์ 5โมงเย็น

เรื่องราวต่อไปนี้ดิฉันไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะอุปา ทาน หรือผู้เล่าได้ก้าวล่วงเข้าไปในมิติมรณะจริงๆ กันแน่ แต่ฟังแล้วดิฉันก็สยองและขนลุกไปหมดเลยค่ะ

นิติพรเป็นเพื่อนรักของดิฉันตั้งแต่ตอนที่เราเรียนมหาวิทยาลัยด้วยกัน นั่นน่ะยี่สิบปีมาแล้วนะ ทุกวันนี้เราอายุต้นสี่สิบ ลูกๆ เรียนมัธยม เราลาออกจากงานมาเป็นแม่บ้านเต็มตัวตั้งนานแล้วละ แต่ขอโทษเถอะ..เราไม่ได้อยู่บ้านเฉยๆ หรือเที่ยวลอยชายไปวันๆ อย่างที่หลายคนค่อนแคะหรอกนะคะ..ลองลาออกจากงานมาทำงานบ้านอย่างเราแล้วจะรู้สึก!

เรารับภาระเต็มสองบ่า สองอุ้งมือ ไหนจะรับส่งลูก ดูแลบ้านช่อง ช่วยลูกทำรายงาน ตอนเย็นซื้อกับข้าวทำกับข้าว ตอนค่ำเก็บกวาด ล้าง เพื่อตื่นมาตอนเช้าก็ทำแบบนี้..แบบเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่รู้จบ

วันหนึ่งดิฉันได้ข่าวว่านิติพรไม่สบาย เธอเป็นโรคลึกลับ หมอหาสาเหตุไม่ได้ มันเป็นอย่างนี้นะคะ..

จู่ๆ เธอก็ปวดเอว ปวดมาก แล้วก็แข็งไปทั้งตัว เดินลำบาก ยกมือตีไข่ก็ยาก เธอบ่นว่ากิจวัตรประจำวันอย่างล้างหน้า สีฟัน กลายเป็นงานหนักเพราะมือแข็ง รู้สึกหนักอึ้งเหมือนมีหินถ่วง อาบน้ำใส่เสื้อผ้าก็เหนื่อยแทบแย่ และอ่อนเพลียมาก หาวทั้งวัน อยากจะหลับท่าเดียว เธอไปพบแพทย์มาเป็นเดือนแล้วค่ะ

หมอสั่งแต่เจาะเลือดหาสาเหตุอยู่นั่นแหละ พรุนไปหมดแล้วยังไม่รู้ว่าเป็นอะไร ยาก็ไม่ได้กิน!

ดิฉันไปหาเธอในตอนสายๆ ของวันหนึ่งหลังจากส่งลูกๆ ไปโรงเรียน เห็นสภาพเธอแล้วน่าเวทนา..ตัวบวมฉุ เดินย่องแย่งเหมือนหุ่นยนต์ตัวแข็งๆ หน้าบวม ตาบวม มีน้ำตาคลอตลอดเวลา

"นี่แน่ะไก่ ฉันมีเรื่องแปลกจะเล่าให้ฟัง" เธอพูดกับดิฉันด้วยเสียงแปร่งปร่า เล่าว่าเมื่อ 2-3 วันก่อนเธอง่วงมากในตอนเย็น แต่ไม่อยากนอน เพราะผู้ใหญ่สอนว่าตะวันจะทับตา นอนตอนพลบค่ำน่ะไม่ดี

"แต่มันฝืนไม่ไหวเลยนะ" เธอบอก "ฉันเลยบอกลูกๆ ที่เพิ่งกลับจากโรงเรียนว่าให้ไปซื้อของที่ตลาดมากินเอง ลูกๆ ก็มารับเงินไปแล้วฉันก็เข้าห้องเปิดแอร์นอนห่มผ้า"

ตอนนั้นเป็นเวลาก่อนห้าโมงเย็นเล็กน้อย เธอหลับตาแต่ใจคอมันอึดอัดไปหมด ไม่รู้ว่าเพราะกังวลเรื่องดูแลบ้านช่องหรืออะไรกันแน่?

ขณะเข้าภวังค์เธอรู้สึกเหมือนถูกผีอำ มีเงาวูบวาบคล้ายผีปีศาจมาอยู่รายรอบ มีใครบางคนมาจับตัวเธอยกขึ้นวางบนตั่ง ตัวเธอแข็ง และแล้วก็รู้สึกว่าเธอถูกจับให้นอนหงาย มือขวายื่นออกไปข้างๆ ในท่าเหยียดตรง..มีพานรอง และมีคนแต่งชุดดำยืนเข้าแถวรอรดน้ำ!

"มันครึ่งหลับครึ่งตื่น ฝืนไม่ได้และสยองมากๆ" นิติพรเช็ดน้ำตา เล่าต่อว่า จากนั้นเธอก็ได้กลิ่นน้ำอบไทยหอมเอียนๆ และรู้สึกเย็นที่มือที่ยื่นออกไป พวกที่มารดน้ำเธอแทนที่จะร้องไห้กลับหัวเราะคิกคักเหมือนกำลังเล่นสนุก

"พวกเขาตั้งท่าจะยกฉันลงโลงด้วย กลิ่นธูปงี้คลุ้งไปหมด" เธอพูดขณะฉันขนลุกซ่า..

ก่อนที่จะไปไกลกว่านั้น นิติพรก็ดิ้นจนหลุดจากภวังค์ เธอตื่นขึ้นมองรอบๆ นาฬิกาบอกเวลาห้าโมงเย็น เธอตะกายลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว รีบเปิดไฟสว่างจ้า ล้างหน้าล้างตาแล้วออกมานั่งใจสั่นระริก

"เข็ดเลยละไก่" เธอเน้นเสียงกับดิฉัน "อย่านอนตอนห้าโมงเย็นเป็นอันขาดเพราะเป็นเวลาที่ตามวัดต่างๆ เตรียมทำพิธีรดน้ำและรอสวดพระอภิธรรม" น่าขนลุกมั้ยคะ?

ฟังแล้วดิฉันกลัวมากๆ เลย ไม่รู้ว่าเธอฝันร้าย อุปาทานหรือเจอของจริง แต่ที่บ้านดิฉันมีสาวใช้ต่างด้าวสองคนชอบนอนเป็นชีวิตจิตใจ ว่างเป็นมุดเข้าห้องนอนไม่เลือกเวลา

วันไหนที่เจ้าหล่อนนอนตอนห้าโมงเย็น จะหน้าตาหมองคล้ำ มีสภาพเหมือนผีดิบ ยิ่งตอนตื่นมาเก็บกับข้าวราวสองทุ่มน่ะ สภาพหล่อนน่ากลัวจริงๆ ค่ะ..นิติพรยืนยันว่าต่อให้ง่วงแสนง่วงก็จะไม่ยอมนอนตอนห้าโมงเย็นอีกแล้ว ฝืนทนไปนอนตอนสามทุ่มดีที่สุด..เพราะเป็นเวลาที่มนุษย์เป็นๆ เขาเข้านอนกันค่ะ!



เรื่องเล่าจาก ข่าวสด

งานนี้ผีมีจริง!!

ดิฉันเชื่อแน่ว่าวิญญาณมีจริง เพราะเคยพบมากับตัวเอง เป็น วิญญาณของพ่อที่ยังห่วงใยครอบครัว ท่านได้มีเยี่ยมเยียนดูดความทุกข์สุข ของคนในบ้าน พ่อดิฉันเสียด้วยโรคชราหรือพิษสุราก็ไม่ทราบแน่ชัด เพราะเมื่อ เรียนจบดิฉันก็เข้ามาทำงานที่กรุงเทพฯ

โดยหุ้นกับเพื่อนเปิดร้านขายเสื้อผ้า เมื่อแม่โทรมาบอกว่าพ่อเสีย ดิฉันก็รับไปจัดงานศพพ่อเพราะฉันเป็นลูกคนโต ส่วนแม่ฉันอายุท่านมากแล้ว อยู่ในอาการเศร้าโศกเพราะเสียพ่อ ดิฉันจึงต้อง จัดการแทนทุกอย่าง เมื่อครบ 7 วัน ฌาปนกิจศพ ก็เรียบร้อย

ฉันจำเป็นต้องอยู่ เป็นเพื่อนแม่ต่อเพื่อไม่ให้แกเหงา แล้วคืนนั้นพ่อก็มาหา ประมาณตี 5 ดิฉันได้ยินเสียงคนชงกาแฟ ในห้องครัว ซึ่งอยู่ติดกับ ห้องนอนของดิฉันจึงลุกออกไปดู เพราะคิดว่าเป็นแม่ แต่ไม่เห็นใคร มีเพียง ถ้วยกาแฟที่ชงแล้วกับกระติกน้ำร้อนไฟฟ้าเท่านั้น ดิฉันจึงชงกาแฟอีกแก้วนั่ง ดื่มจนรุ่งเช้าก็ไม่เห็นมีใครมาดื่มกาแฟถ้วยนั้น รอจนแม่และน้อง ๆ ตื่น

ดิฉันก็ ถามแต่ไม่มีใครรู้เรื่องสักคนว่าใครเป็นชงกาแฟ แม่บอกว่าคงเป็นพ่อ เพราะพ่อเคยตื่นขึ้นมาดื่มกาแฟตอนตี 5 ทุก วันเป็นประจำ น้องชายคนรองบอกว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะเขาเป็นหมอทหาร เขา จึงไม่เชื่อ

คืนต่อมาดิฉันฝันว่า พ่อมาหาบอกว่า ให้ดิฉันกลับบ้านมาอยู่บ้าน ช่วย ทำงานส่งน้องคนเล็กที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัยให้จบ ดิฉันก็รับปาก..มารู้สึกตัว ตื่นอีกทีเมื่อมีเสียงชง กาแฟ ดิฉันพูดออกมาว่า พ่ออย่าเพิ่งไปนะ แล้วก็เปิด ประตูออกไปดู ไม่กลับ แต่ก็ยืนตัวแข็งทำอะไรไม่ถูก สักครู่พ่อก็หายไป

รุ่งเช้า...ดิฉันเล่าเรื่องพ่อมาหาให้แม่ฟัง แม่บอกว่า พ่อมาหาแม่ใน ฝันเหมือนกัน พ่อบอกว่าดิฉันรับปากว่าจะกลับมา อยู่บ้าน ดิฉันขนลุกซู่เลยค่ะ ตั้งแต่นั้นพ่อไม่มาหาดิฉันอีกเลย สงสัยว่าท่านไปเกิดใหม่แล้ว ถึง กระนั้นดิฉันก็ยังทำบุญกรวดน้ำไปให้เสมอ


ข้อมูลจาก board.narak.com

เหรียญ!!

ผมมีลูกสาวคนเดียว คือ น้องเอื้อง แกเป็นสุดสวาทขาดใจของคนทั้งบ้าน ตอนนี้อายุ 4 ขวบกว่า อยู่อนุบาลสองครับ ผมวางแผนชีวิตสำหรับลูกคนนี้ เพื่อให้แกเติบโตอย่างเข้มแข็ง และนั่นอาจจะเป็นต้นเหตุของขนหัวลุกเรื่องนี้ก็ได้

มันเริ่มตั้งแต่ตอนผมหมั้นกับอ้อย และร่วมทุนกันปลูกเรือนหอของเรา ผมคิดไว้เลยว่าจะมีลูกไม่เกินสองคนชั้นบนของเราจึงมีห้องนอนสามห้อง แต่ละห้องมีห้องน้ำในตัวเสร็จ ห้องตรงกลางน่ะของผมกับภรรยา อีกสองห้องนั้น...แน่ละ! เตรียมไว้สำหรับเป็นส่วนตัวของลูก และผมยังยึดตำราฝรั่ง คือให้ลูกนอนคนเดียวตั้งแต่เกิด แต่ประตูห้องเปิดถึงลูกได้ทั้งสองด้าน

ต้องขอบอกตรงๆ ว่าแผนนี้เกือบไม่สำเร็จแน่ะครับ มันยากมาก โดยเฉพาะอ้อยแทบไม่ยอมวางมือจากลูกเลย แต่ในที่สุดเราก็ทำได้ครับ

น้องเอื้องนอนคนเดียวได้สบายมาก ดับไฟมืดเลยด้วย ไม่ต้องเปิดไฟหัวเตียง ขอแต่เพียงแง้มประตูพ่อกับแม่ไว้หน่อยเดียวเท่านั้นเอง และขอให้เล่านิทานก่อนนอนกับหอมแก้มบอกกู๊ดไนต์ ฝันดีทุกคืน ไม่ว่าฝนจะตก ฟ้าจะร้อง พายุพัดตึงตังแค่ไหนเอื้องก็นอนได้ ไม่เคยลุกมาขอนอนกับพ่อแม่เลย เก่งจริงๆ ลูกผม

แต่แล้วคืนหนึ่งเมื่อเดือนก่อน ตอนกลางดึกผมตื่นเพราะเอื้องมาจับแขนเขย่าเบาๆ

"พ่อคะ ขอเอื้องนอนด้วยนะ ที่ห้องเอื้องมีใครไม่รู้จะขึ้นมานอนเบียดเอื้องเรื่อยเลย"

"ฝันร้ายมั้งลูก?" ผมบอกแล้วลุกขึ้นพาลูกกลับไปที่ห้อง เปิดไฟหัวเตียง ทุกอย่างดูปกติดี เอื้องขยี้ตา ทำท่างัวเงียแล้วออดอ้อน...แกบอกว่าใครคนนั้นผลักแกตกเตียงจนนอนไม่ได้ ผมไม่อยากใจอ่อนหรอกครับ เพราะเมื่อมีครั้งแรกมันก็ต้องมีครั้งต่อไป แต่มองนาฬิกามันตีสองครึ่งแล‰ว ผมเองก็ง่วงเหมือนกัน

ขืนเถียงกันไปก็ไม่มีประโยชน์ ผมเลยเอาแกมานอนตรงกลาง อ้อยดีใจกว่าลูกอีก นอนกอดนอนหอมลูกจนหลับสนิทไปทั้งคู่

คืนต่อมา ผมว่าแล้ว เดาอะไรไม่ผิดเลย! เอื้องมาปลุกผมเวลาเดิมเลยครับ บอกว่าใครคนนั้นมากวนแกอีกแล้ว

"เขาเป็นผู้ชาย มาทำหน้าตาน่ากลัวไล่เอื้องลงจากเตียง" แกพูดซื่อๆ ผมเห็นว่า นั่นคือจินตนาการของเด็กน้อย ซึ่งผมจะยอมต่อไปไม่ได้ ต้องแก้ไขด่วน

"เอางี้นะ" ผมเล่นแง่จิตวิทยา "พ่อจะไปไล่เขาเอง ถ้าพ่อไล่เขาไปแล้วเอื้องจะนอนคนเดียวได้มั้ยลูก?" เอื้องพยักหน้ารับอย่างดีใจ

คืนนั้นผมไปนอนเตียงของลูก ไม่ต้องห่วงครับ เตียงนี้ผมซื้อเผื่อลูกโตเลยละ เป็นเตียงเดี่ยวที่ผู้ใหญ่นอนได้สบายๆ ผมไม่ได้คิดอะไรมาก แค่พรุ่งนี้เช้าก็จะบอกลูกว่าพ่อไล่เขาเตลิดเปิดเปิงไปแล้วล่ะ! แค่นี้ก็เรียบร้อย...แต่มันไม่อย่างนั้นน่ะซีครับ!

ก่อนตีสองเล็กน้อย ผมตื่นขึ้นมา ไม่รู้ด้วยซ้ำอะไรทำให้ตื่น แต่ก็ดีเหมือนกัน ลุกเข้าห้องน้ำซะหน่อยแล้วกลับมานอนต่อ.....ผมเข้าห้องน้ำโดยไม่เปิดไฟ อาศัยความคุ้นชิน

ขณะที่มาถึงเตียง ล้มตัวลงหนุนหมอน หางตาผมเห็นอะไรบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ในความมืด ผมเลยหันไปมองตรงๆ

มันเป็นแสงหม่นๆ รางๆ มัวซัวสีออกเขียวๆ เหมือนพรายน้ำดวงเท่าฝ่ามือเคลื่อนไหวอยู่ที่ตู้เสื้อผ้าเหมือนมีชีวิต ตอนแรกผมนึกว่าตาฝาด แต่ไม่ใช่แฮะ รีบลุกขึ้นนั่งจ้องมองมันพักใหญ่ แล้วก็ต้องขนหัวลุกซู่...

ภายในแสงนั้นเป็นใบหน้าผู้ชายแก่ๆ เหมือนคนจีน โบราณ ไว้เปียและเป็นใบหน้าที่ดุดัน มุ่งร้ายหมายขวัญมาก

"ออกไปนะ" ผมคำรามเบาๆ ทั้งตกใจทั้งกลัว แต่นี่มันห้องลูกสาวผมนะ! เอื้องพูดถูก แกไม่ได้ออดอ้อนหรือจินตนาการ ผมตั้งสติได้ รู้สึกโกรธเกรี้ยวมากกว่าหวาดกลัวซะอีก นี่ถ้าเป็นที่อื่นอย่างโรงแรมหรือบ้านเช่าผมต‰องเผ่นแน่...แต่นี่บ้านผมครับ!

ใบหน้ามีแสงหม่นๆ นั่นพุ่งเข้าใส่ผม ส่วนผมก็พุ่งหมัดสวนออกไป กำปั้นวืดผ่านสิ่งที่เย็นชืดน่าขยะแขยง...เหลือเชื่อ! ผมชกถูกมันอย่างจัง อย่าถามเลยครับว่าเป็นไปได้ยังไง ผมเองก็งงๆ แต่คิดว่าคงเป็นพลังจิตผมแกร่งกว่ามัน ผมเห็นมันบิดเบี้ยว แสดงอาการพ่ายแพ้..มันกลัว และหายไปทางหน้าต่าง

ผมรู้สึกว่าห้องโล่งเบาและสะอาดบริสุทธิ์ขึ้นมาทันที...มันไปแล‰ว!

เพิ่งมารู้ทีหลังว่าเพื่อนของอ้อยชอบสะสมเหรียญและของโบราณ ก็เลยเอาของเก่าของคุณตาที่เพิ่งเสียมาให้ หนึ่งในนั้นเป็นเบี้ยจีนโบราณ วิญญาณร้ายคงมากับสิ่งนี้แน่ ตอนนี้อ้อยคืนเพื่อนไปแล้วละครับ!



เรื่องเล่าจาก ข่าวสด

สาย สยองขวัญ

เช้าวันอาทิตย์กลางเดือนพฤศจิกายนนี่เอง จู่ๆ ขณะซักผ้าอย่างเพลิดเพลิน เปิดวิทยุฟังเพลงไปด้วยนั้น ฉันก็คิดถึงโสภิตาขึ้นมาอย่างรุนแรง!

โสอยู่กลุ่มเพื่อนของฉัน ตอนเรียนมหาวิทยาลัยเมื่อ 20 กว่าปีก่อน เมื่อเรียนจบต่างคนก็ต่างไป เราไม่เคยติดต่อกันเลยหลังจากนั้น จริงอยู่ ฉันไม่เคยลืมเธอ แต่ก็ไม่เคยคิดถึงแม้แต่นึกถึง แล้วทำไมวันนี้ฉันเกิดคิดถึงเธอจังเลย

ภาพเก่าๆ ผุดขึ้นมาชัดเจนราวกับวันวาน ฉันถึงกับวางมือจากเครื่องซักผ้า เงยหน้ามองฟ้าที่เป็นสีน้ำเงินใส...ป่านนี้เธอทำอะไรและอยู่ที่ไหนนะ? แต่งงานหรือว่าโสด มีลูกกี่คน?

วูบหนึ่งฉันใจหายนิดๆ คุณเคยเป็นอย่างฉันหรือเปล่าไม่ทราบ เวลาที่เราคิดถึงใครสักคนทั้งๆ ที่ไม่เคยคิดถึงมาตั้งนาน เขาคนนั้นมักมีอันเป็นไป ฉันเคยมีประสบการณ์แบบนี้มา 3-4 ครั้งแล้ว นึกได้อย่างนี้ฉันก็รู้สึกไม่ค่อยดี โสภิตาเป็นอะไรไปรึเปล่านะ? เอ...เห็นจะต้องหาทางติดต่อถามข่าวคราว ซึ่งคงต้องถามกับสมาคมศิษย์เก่าละมัง? เขามีที่อยู่แน่ๆ

...และแล้วเสียงโทรศัพท์ในบ้านก็ดังขึ้น ฉันรีบเช็ดมือกับผ้าแห้ง ขณะที่ลูกชายวัยรุ่นโผล่หน้ามาบอกว่า เป็นโทรศัพท์ของฉันเอง

ใช่แล้วค่ะ คุณเดาถูก! โสภิตาโทร.มา น่าอัศจรรย์ไหมล่ะคะ กระแสจิตคนเราช่างแรงจริง ฉันบอกถึงความอัศจรรย์นี้กับโสภิตาทันที

"ฉันกำลังคิดถึงเธออยู่ แปลกนะอยู่ดีๆ ก็คิดถึง" ฉันบอก เธอหัวเราะเสียงใส...อย่างน้อยฉันก็โล่งอกล่ะค่ะที่โสภิตายังสบายดี ไม่ได้มีอันเป็นไปร้ายแรงอะไร เธอบอกเล่าเก้าสิบว่าหลังจากเรียนจบก็ไปต่างประเทศ มีสามีเป็นชาวฝรั่งเศสก็เลยปักหลักอยู่ทางโน้น นานๆ จะกลับมาเยี่ยมเมืองไทยซะที คราวนี้เธอเพิ่งกลับมาได้สองอาทิตย์แล้ว และจะอยู่ถึงปีใหม่...เธอคิดถึงเพื่อนเก่าๆ เพราะจัดบ้านเจออัลบั้มภาพสมัยเรียนหนังสือ

"เมื่อกี้โทร.ไปบ้านอ้อม เขายังใช้เบอร์เก่าอยู่เลยนะ" โสภิตา บอกด้วยเสียงร่าเริง

อ้อมไหน? อ้อมวนิดาน่ะเหรอ?! ฉันใจหายวาบ ก็เธอตายไปแล้วนี่นา! ตายไปเมื่อสองปีก่อน ฉันยังไปงานศพเลย!

"คุยกันสนุกเชียว อ้อมบอกว่าคิดถึงเธอมาก ฝากบอกด้วย เธอสองคนไม่ได้เจอกันเหรอจ๊ะ?"


ฉันอึกอัก มือเย็นเฉียบ นี่โสภิตาล้อฉันเล่นรึเปล่า? แรงไปหน่อยนะ!

"โส...อ้อมไม่อยู่แล้วนะ! เป็นมะเร็งที่ปอด เสียไปเมื่อสองปีก่อน..."

"อยู่สิ เขายังไม่ไปไหนสักหน่อย เรานัดกันจะไปหาเธอที่บ้านค่ำนี้!"

โทรศัพท์แทบหลุดจากมือ ฉันตกตะลึง ขณะเดียวกันสายก็หลุดไปซะงั้น...ปลายทางเงียบกริบ ไม่มีแม้แต่เสียงแมวกรน ฉันขยับปลั๊ก เสียงครืด...ยาวๆ กลับมา แต่ไม่มีเสียงแจ้วๆ ของโสภิตาอีกต่อไป

ฉันสับสน งงงัน แล้วสักพักก็มือไม้สั่นเทา ขณะหยิบมือถือมากดเบอร์ของแหววเพื่อนรักอีกคนที่พบกันในงานศพอ้อมนั่นแหละเป็นครั้งสุดท้าย

...ข่าวที่ได้จากแหววทำให้ฉันเข่าอ่อนยวบ หน้ามืดจะเป็นลมซะให้ได้

โสภิตาที่ฉันพูดด้วยตะกี้น่ะ แหววบอกว่าเป็นไปไม่ได้หรอก เพราะเพื่อนอีกคนเพิ่งส่งข่าวร้ายมาบอกว่า เธอรถคว่ำตายที่ฝรั่งเศสพร้อมสามีเมื่อไม่กี่วันก่อนนี้เอง!

แหววตื่นเต้นตกใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับฉันหยกๆ เธอขนลุกไปหมดแล้ว

ไม่อยากจะเชื่อ แต่มันเกิดขึ้นจริงๆ ฉันรู้สึกเหมือนหลับวูบแล้วละเมอฝันไป...แต่ฉันไม่ได้หลับ ลูกชายที่รับโทรศัพท์เป็นพยานได้

เราวุ่นวายกันทั้งบ้านเลยค่ะ ทั้งฉันเอง ลูกชาย สามีและคุณแม่สามี เราถกเถียงกันเรื่องนี้ และสันนิษฐานว่าอาจมีใครแกล้ง แต่มันเป็นไปไม่ได้หรอกค่ะ เรื่องเป็นเรื่องตายนี่ถ้าแกล้งหลอกแกล้งอำกัน มันก็ใจร้ายใจดำ อำมหิตไปหน่อยล่ะ!

คืนนั้น...ทันทีที่พลบค่ำ ตะวันตกดิน ฉันถึงกับจับไข้ รู้สึกหนาวจนตัวสั่น...คำที่ว่าโสภิตากับอ้อมนัดกันจะมาหาฉันยังแว่วอยู่ในหู...

คุณแม่สามีให้ฉันจุดธูปบอกกล่าวเพื่อนให้ไปสู่สุคติ ไม่ต้องมาหา จะทำบุญไปให้

ฉันจุดธูปบอกศาลพระภูมิด้วยความหวาดกลัว ว่าอย่าให้วิญญาณ ทั้งสองนี่เข้ามานะ! ถึงจะเป็นเพื่อนแต่ฉันก็กลัวใจจะขาด ไม่เป็นอันทำอะไรเลยค่ะ กลัวกันทั้งบ้าน...แต่คืนนั้นก็ผ่านไปด้วยดี...

ไม่มีแม้แต่ความฝันที่น่าสะพรึงกลัวใดๆ

อย่างไรก็ตาม นึกถึงทีไรดิฉันก็สยองจนขนหัวลุก ไม่น่าเชื่อว่าประโยคธรรมดาๆ ที่ว่าจะมาหาที่บ้าน มันจะน่าหวาดหวั่นขนาดนี้...น่ากลัวที่สุดในชีวิตฉันเลยละค่ะ!



ขอบคุณเรื่องเล่าจากข่าวสด