วันพฤหัสบดีที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2553

กินเหล้ากับผี

เรื่องมีอยู่ว่าคนเป็นทหารรุ่นพี่ผมเป็นรุ่นน้องค่อนข้างสนิทกันคับ วันนั้นเป็นวันศุกร์คับทุกคนจะกลับวันเสาร์อาทิตย์แต่พี่คนนั้นเค้ากลับช้า เพราะเข้าเวรอยู่คับทุกอาทิตย์ผมจะนอนคนเดียวตลอดคับน่ากลัวมากคับตึก 2 ชั้นนอนคนเดียวแล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นคับแก

โดนรถเก๋งชนเค้าเต็มๆคับแล้วลากไปไกลประมาณ 10-20เมตรได้คับ แล้วคืนนั้นเค้าก็มาหาเพื่อนๆเค้าที่โรงนอนซึ่งเป็นคืนวันอาทิย์คับทีแกมาหา เพื่อนแกมาแบบวิญญาณคับมาเข่ยาสเตียงคับแต่เพื่อนเค้าก้ไม่รู้เค้าคิดว่าคน อื่นมาแกล้งเลยย้ายเตียงไปนอนกับเพื่อนคับและเช้าจ่าก็มาบอกว่าแบบตายและผม แทบช็อก

ผมลืมบอกไปคับที่แกไม่มาหาผมเพระแกรู่ว่าผมกลัวผีมากคับต่อนะคับ พอแกตายตกตอนเย็นผมก็ไปงานศพแกและพอไปถึงผมก็ตกใจมากคับเพราะแม่เค้าบอกว่า เด๋วไปตามพี่เค้ามาให้งงสิคับตายแล้วหนิและๆๆๆแล้วไปตามใคร

คืองี้คับแกเข้าเมียเป็นซื่อกลางคับแกไปกราบขอเจ้าอาวาสคับฟังแล้วไม่น่า เชื่อใช่มั้ยคับแล้วแกจะให้เห็นฉะเพาะครอบครัวแกคับและตอนนี้แหล่ะคับผมจะ ช็อกตายเอาคับตอนที่นั่งกินข้านเป็นโต๊ะยาวคับ ผมนั่งตรงปลายโลงศพแก

พอดีผมรู่สึกว่ามีคนมาเตะขาเก้าอี้ผมๆเลยด่าเพื่อนว่าเมิงเล่นไรว้ะ เพื่อนบอกกูป่าวผมเลยเขยิบเก้าอี้ออกมาอีกถ้ามันแกล้งอีกผมจะเห็นขามันเต็ม คิดยังไม่จบเท่านั้นแหล่ะคับจานชามกระเด็นไปคนละทางทุกคนตกใจมากผมวิ่งไปหัว โต๊ะหารุ่นพี่อีกคนพอไปถึงปุ๊ปก็มีมือเย็นๆมาจับแล้วพูดว่า ขอโทดคำไม่สุภาพ

มึงกลัวเหี้ยอะไรมึงกลัวกูหรอกูพี่มึงนะโอ้โหแม่เจ้าผมจะช็อกตายพี่แกมาเข้า เมียหลังจากที่เตะเก้าอี้ผมแล้วผมบอกว่าพี่ปล่อยผมนะพี่ผมกลัวรุ่นพี่อีกคน บอกว่าไอ้โอ๋มึงนั่นลงผมชื่อโอ๋คับ แล้วผมก็ใจดีสู้เสือคับแกบอกว่าแกเป็นห่วงผมกลัวคนมารังแกผม

ผมเลยบอกว่าผมจะบาชให้แกดีใจมากคับและผมไม่เคยบวชให้ใครด้วยคับ



เรื่องเล่าจาก shockfmclub.com

วันจันทร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2553

ผีวัดสะพาน

" ยอดยิ่ง"เล่าประสบการณ์ขนหัวลุกจากป่าช้าผีดุ

สมัยหนุ่มผมอยู่มักกะสัน หลังวัดทัศนารุญสุนทริการาม หรือที่ชาวบ้านร้านช่องทั่วๆ ไปเรียกว่า "วัดสะพาน" นั่นเอง

วัดนี้เคยได้ชื่อว่าผีดุนักหนา ขึ้นชื่อลือชาไปถึงประตูน้ำ สนามเป้ายันทุ่งพญาไท...ถนนวิภาวดีฯ หรือชื่อเดิมคือซูเปอร์ไฮเวย์เพิ่งสร้างเสร็จใหม่ๆ ตกค่ำก็แทบจะไม่มีรถแล่นให้เห็นเพราะยังเปล่าเปลี่ยวเต็มที ใครอยู่ที่นั่นก็ถือว่าอยู่ชานเมืองแล้ว

นอกจากขึ้นชื่อลือชาว่าผีดุเพราะเป็นวัดเก่าแก่ บ้านเรือนยังไม่คับคั่งเหมือนยุคต่อมา ยังมีคนเล่าว่าเคยเห็นเปรตที่วัดสะพานอีกต่างหาก

จากหมู่บ้านริมถนนราชปรารภเข้าไปถึงป่าช้า จะมองเห็นหลุม ศพระเกะระกะเรียงรายกันหลายสิบหลุม มีป้ายเขียนชื่อ-สกุลเอาไว้ง่ายๆ ต้นไม้ใหญ่น้อยขึ้นร่มครึ้มบรรยากาศแสนจะเยือกเย็นน่าวังเวงใจแค่ไหนก็คงพอ จะนึกออกนะครับ

มีคนเห็นเปรตเดินโย่งเย่งมาจากป่าช้านั่นแหละ!

เขาว่าได้ยินเสียงหมาหอนเยือกเย็นน่าขนลุก ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามันต้องเห็นผีแน่ๆ ไม่งั้นจะโก่งคอหอนไปหาสวรรค์วิมานอะไร...ขณะที่เดินจ้ำอ้าวจะกลับบ้านตอน ดึก ก็ต้องชะงักกึกด้วยความสงสัยอะไรบางอย่าง...

"ก-รี๊-ดดดด ....ก-รี๊-ดดด..." เสียงแหลมเล็กบาดหู ฟังเผินๆ เหมือนใครเป่านกหวีดมาจากที่สูงๆ เลยเหลียวซ้ายแลขวาก็ไม่เห็นอะไร จนกระทั่งเสียงบาดใจนั่นดังขึ้นอีก พอเงยหน้าขึ้นไปมองก็แทบจะช็อกตายในบัดดล!

อมนุษย์รูปร่างสูงลิ่วเหมือนต้นตาล กำลังเดินโย่งเย่งเข้ามาหา มือทั้งสองข้างใหญ่โตเหมือนใบลาน ร่างกายเปล่าเปลือยดำเกรียม แขนขาลีบเล็กมีแต่หนังหุ้มกระดูก ตาแดงราวแสงไฟ...เห็นปากเล็กแหลมเท่ารูเข็มกำลังกรีดร้องเสียงหวีดแหลม บาดลึกลงไปถึงหัวใจ

อสุรกายผู้เคยก่อกรรมทำเข็ญกับบุพการี ทุบตีและด่าทอพ่อแม่เป็นบาปเวรสาหัส...เมื่อสิ้นใจจึงต้องเกิดมาเป็นเปรตชด ใช้เวรกรรม ได้รับความทุกข์ทรมานแสนสาหัสเนิ่นนานจนกว่าจะสิ้นเวร

ผมกับไอ้กล่อมเพื่อนเกลอก็เจอดีเข้าเต็มรักเหมือนกันครับ

ถึงแม้จะไม่เจอเปรตมาส่งเสียงกรี๊ดๆ หวีดหวิวขอส่วนบุญจนอกสั่นขวัญแขวน แต่ผีวัดสะพานก็เล่นงานเราจนไม่กล้าเที่ยวเตร่กลางค่ำกลางคืนไปเนิ่นนานที เดียวเชียว...

คืนนั้นเดือนเต็มดวงทอแสงสว่างนวล อย่างที่เขาเรียกว่า "สว่างจนแทบจะจับมดได้" นั่นแหละครับ ผมกับไอ้กล่อมบ้านอยู่ใกล้ๆ กันแถวท้ายป่าช้า...แหม! อย่าว่าแต่พวกผมเลย แม้แต่คนที่อยู่ย่านเจริญใจกลางเมืองแท้ๆ ยังอยู่บ้านติดกับป่าช้าวัดดอนนี่นา ปัดโธ่!

หลังจากตะลอนๆ ไปกับเพื่อนฝูงอีกหลายคน เราก็แยกย้ายกันย่ำต๊อกกลับบ้าน...อากาศในเดือนธันวาคมเย็นยะเยือก แสงจันทร์ส่องสว่าง ทำให้เราเดินเข้าซอยได้อย่างสบายอารมณ์ ไอ้กล่อมถึงกับผิวปากเล่นอย่างครึกครื้น...

ทันใดนั้น เสียงหมาหอนก็ดังแว่วมาตามสายลม! ร่างเตี้ยล่ำของไอ้กล่อมชะงักกึกร้องด่าว่าไม่รู้จะหอนหาหอกอะไร? หรือว่าจะเห็นผี...

เสียงของมันขาดหายเมื่อเสียงหอนเปลี่ยนเป็นเสียงครางงื้ดง้าด เรามองสบตากันอย่างหวาดระแวง เอื้อมมือไปตบด้ามมีดที่สะเอว...ถ้ามีใครแปลกหน้าที่ปองร้ายเราไม่รู้ตัว หรือว่าอาศัยทีเผลอก็ต้องเจอกันหน่อยละ...

แต่เอ๊ะ! เบื้องหน้าเราก็คือหลุมศพระเกะระกะกับฮวงซุ้ยขาวโพลนอยู่ในแสงจันทร์ เสียงหมาหอนก็เงียบหาย สรรพสิ่งดูสงบนิ่งเหมือนโลกนี้กลายเป็นโลกร้างโดยสิ้นเชิง!

"ไอ้ยะๆๆ ยิ่ง...เอ็งๆๆ เห็นอะๆๆ ไรมะๆๆ มั้ย...นะๆๆ โน่น..."

จู่ๆ ไอ้กล่อมก็กลายเป็นคนติดอ่างไปดื้อๆ ผมหันไปมองก็เห็นมันยืนนิ่ง อ้าปากค้าง นัยน์ตาลืมโพลง จ้องเขม็งไปที่อะไรบางอย่างเหมือนถูกสะกด ทำให้ผมมองตามสายตาของมันไปอย่างงุนงง... แล้วผมก็ได้เห็น...

คุณพระช่วย! ผมได้เห็นภาพที่จะไม่มีวันลืมลงเลยจนกว่าสิ้นใจ!

นั่นคือ คนกลุ่มใหญ่กำลังนั่งล้อมวงอยู่บนหลุมศพข้างๆ ฮวงซุ้ย แสงจันทร์ทำให้เห็นร่างดำทะมึนเหมือนตอตะโก แต่นัยน์ตาแดงก่ำปานแสงไฟกำลังจ้องมองมาเขม็ง...ก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้า ร่างทั้งหมดยืดสูงขึ้นทุกที...สูงขึ้น...สูงขึ้นราวกับจะไม่มีวันสิ้นสุด ท่ามกลางม่านตาอันพร่าพรายเต็มที

"เผ่นโว้ย!" ไอ้กล่อมร้องจ้า ผมกระโจนพรวดนำหน้า แว่วเสียงเพื่อนวิ่งพลางด่าพลาง ล้มลุกคลุกคลานท่ามกลางเสียงหมาเห่าเกรียวกราว...กว่าจะถึงบ้านก็เหน็ด เหนื่อยแทบจะสิ้นใจ...ไอ้กล่อมจับไข้หัวโกร๋น ส่วนผมต้องให้พ่อพาไปรดน้ำมนต์... นึกถึงแล้วขนหัวลุกครับ!


ขอบคุณเรื่องเล่าข่าวสด

ลบยันต์ที่ประตู เลยเจอดี!!

เราเคยอยู่ห้องเช่ากับเพื่อนผู้หญิงที่หน้าโรงพยาบาลทหารเรือ ตอนที่ย้ายเข้าไปเจ้านายซึ่งเป็นคนเลือกห้องให้ อำเล่นโดยการคุยกับเพื่อนเขาให้เราได้ยินว่า "เฮ้ย ไอ้นักร้องคนนั้นที่มันตายในห้องมันผูกคอตายหรือแทงตัวตายวะ" เราเลยพูดแทรกเจ้านายว่า อย่าอำเสียให้ยากเลย เราไม่มีความเชื่อเรื่องนี้หรอก ไม่กล้วจ้า และเมื่อเราย้ายของเข้าไป ตอนนั้นงงมาก ว่าทำไมห้องนี้มันร้างมานานหรือยังไงเนี่ย เพราะฝุ่นที่พื้นเยอะมาก และที่สำคัญวงกบประตูห้องน้ำซึ่งเป็นไม้ มีปลวกขึ้นจนมีขุยดินซึ่งเกิดจากปลวกเยอะมาก ถ้ามีคนอยุ่เวลาอาบน้ำ ดินจะถูกล้างออกไป หรือไม่ ปลวกก็คงเสนอหน้าออกมาอย่างนี้ไม้ได้ แต่ก็แค่สงสัยเท่านั้นว่าตึกใหม่ๆ อย่างนี้ และเจ้าของเองก็บอกว่า

ห้องมักจะเต็มตลอด เอทำไมห้องนี้เหมือนร้างมานาน วันแรกที่ย้ายของเข้าไปก็ทำความสะอาดกันยกใหญ่ เราถูพี้นด้วยมือตัวเอง นั่งคุกเข่าถู ถู และถู ไปเรื่อยๆ จนวนไปถึงประตูห้อง ก็เลยถือโอกาสเช็ดประตูไปด้วย โดยเริ่มเช็ดจากล่างขึ้นบน จนไปถึง..เอ แป้งอะไรหว่าติดประตู ก็ไม่ทันคิดอะไร ยังคงถูสุงขึ้นเรื่อยๆ จนสงสัย แป้งอะไรวะ เลยยืนและถอยหลังออกมาดูระยะห่างพอสมควร อ้าว ซวย นี่มันยันต์นี่หว่า แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก คิดแค่เพียงว่า คงจะมียันต์ที่ประตูทุกห้องมั้ง ตอนเราย้ายเข้ามา ไม่ทันสังเกตุ แต่พอคืนแรกที่ย้ายเข้าไป กลางดึก เพื่อนบอกว่า ตัวเอง ขอเปิดไฟนอนได้มั้ย ?? เราก็บอกว่าปกติเธอเปิดไฟนอนเหรอ เพื่อนบอกเปล่า เราก็เลยถามว่า แล้วจะเปิดทำซากอะไร กลัวเราเหรอ ผีน่ากล้วกว่าเรานะ เพื่อนรีบเอามือปิดปาก แล้วบอกว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้เล่าให้ฟัง พอรุ่งเข้าต่างคนต่างรีบไปทำงานก็เลยไม่ได้คุยกัน จนตอนเย็นเพื่อนบอกว่า วันนี้จะไปค้างกับเพื่อนที่หน้ารามฯ นะ อ้าว นอกจากจะไม่เล่าเรื่องเมื่อคีนแล้วยังทิ้งตูอีก ก็ช่างเหอะ เราก็กลับห้องพักคนเดียว นอนคนเดียวก็ไม่เห็นมีอะไร แต่เพื่อนที่อยุ่ด้วยกันเธอชอบทำท่าประหลาด

ชอบถามว่าเคยเจออะไรมั้ย แต่ไม่ยอมเล่าว่าเจ้าหล่อนเจออะไร แต่เจ้าหล่อนมักจะไม่ยอมนอนค้างกับเราในคืนวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ โดยให้เหตุผลว่าต้องไปนอนกับเพื่อนที่หน้ารามฯ จนมีอยุ่วันหนึ่ง ขณะที่ล้มตัวลงนอน แต่ยังไม่หลับ เราก็มองนั่นมองนี่ไปเรื่อยเปื่อยในความมืด จนตาเริ่มชินกับความมืดจึงเห็นสิ่งของบ้าง แต่ไม่ชัดเจนนัก มองไปเรื่อยเปื่อยจนไปหยุดอยู่ที่พัดลมติดเพดาน ก็สงสัยว่า เอทำไมพัดลมมันห้อยลงมานิดๆ นะ คือทำท่าจะหลุดจนเห็นสายไฟของตัวพัดลมซึ่งร้อยติดอยู่กับเพดาน เอ..มันน่าจะมีสาเหตุจากการที่ต้องถูกดึงรั้งจากอะไรสักอย่างที่หนักเอาการ มันถึงห้อยลงมาแบบนี้ เท่านั้นแหละ เจอเลย เรานอนหงายลืมตาอยู่แต่ทุกอย่างมืดสนิท ในความมืดนั้น ยังมีมืดกว่าอีกและรับรู้ได้ว่ามีบางอย่าง บางสิ่ง เป็นผุ้หญิง นอนลอยเหนือเราอยู่ หน้าแทบจะชนกับจมูกเรา เรากลัวจนไม่กล้ากระดิกตัว ถามตัวเองว่า นี่ใช่ผีหลอกอย่างที่คนอื่นเขาพูดกันหรือเปล่า ถ้าไม่ใช่แล้วเป็นอะไรล่ะ เราจึงนอนอยุ่นิ่งๆ

ตั้งสติแล้วพยามยามคิดว่าคงเป็นเงาของอะไรสักอย่าง แต่ทำไมเรารุ้สึกว่า เงามืดนั้นเศร้ามากและโกรธแค้นอะไรสักอย่าง จึงตั้งสติใหม่และบอกกับสิ่งนั้นว่า เราและคุณไม่เคยรู้จักกัน และเราเองไม่เคยทำร้ายคุณเลย คงไม่มีเหตุผลใดๆ ที่คุณจะมาทำร้ายเรา หรือทำให้เรากลัวจนแทบตาย ดังนั้น หากคุณจากโลกนี้ไปด้วยความทุกข์และความเศร้า ก็อย่าเพิ่มความทุกข์ให้ตัวเองด้วยการมาทำร้ายเราเลย มันบาปนะ หรือถ้าต้องการให้เราช่วยเหลืออะไร ก็มาดีๆ มาทางความฝันเถอะ จะได้คุยกันได้ ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงเราจะช่วย เงานั้นจึงค่อยๆ จางลงไป จนเรามองเห็นพัดลมเหมือนเดิมก่อนที่เธอจะมา พอหายจากอาการนั้นแล้ว เราจึงเผ่นไปเปิดไฟนอน เออ อย่างนี้นี่เอง เพื่อนมันถึงขอให้เราเปิดไฟนอน เราอยู่ห้องนั้นต่อไปคนเดียวโดยไม่มีเหตุการณ์อะไรอีกเลย ทั้งๆที่ไม่ได้ไปทำบุญให้เธอผู้นั้น หรือฝันถึงเธอผู้นั้นอีก จนเราเองคิดไปว่า เหตุการณ์ที่เราเจอคงเป็นเรื่องของการนอนทับเส้นประสาทอะไรสักอย่างของเรามากกว่าเรื่องของวิญญาณ จนผ่านไปหลายปี เราย้ายห้องพักไปอยู่ที่ใหม่ มีอยู่วันหนึ่งขณะนั่งเล่นอยู่ที่ศาลานั่งเล่น ก็มีผู้เช่าห้องหลายคนมานั่งคุยกัน คุยกันหลายเรื่องจนถึงผู้หญิงคนหนึ่งเธอเล่าว่า เพื่อนของเธอเป็นนักร้อง และมีผู้ชายมาติดพัน ขอเลี้ยงดูเป็นเมียลับๆ

จนกระทั่งนักร้องคนนั้นท้องได้ 2 เดือน พอผู้ชายรู้เข้าก็หายหน้าไปเลย นักร้องคนนั้นจึงโทร.ไปตามและขู่ว่าถ้าไม่มาคืนนี้จะผูกคอตาย เมื่อรอจนผู้ชายไม่มา นักร้องคนนั้นจึงได้ผูกคอตายจริงๆ เพื่อนๆ ไปพบศพของเธอห้อยอยู่กับพัดลมติดเพดาน 3 วันหลังเธอตาย เรากลืนน้ำลายดังเอี๊อก ถามเล่นๆว่า นักร้องคนนั้นอยู่อพาร์ทเม้นท์ชื่ออะไร ผุ้หญิงคนนั้นตอบชื่อ...... เราถามต่อไปว่าห้อง 503 หรือเปล่า เธอถามเรากลับว่ารู้เบอร์ห้องได้อย่างไร เราตอบว่า อิฉันพึ่งย้ายออกมาจากห้องนั้นค่ะ แต่ววววว !!!!!!!!!

เรื่องเล่าจากงานศพ

เรื่องนี้พึ่งเกิดกับตัวดิฉันเองค่ะ พอดีวันนั้นเพื่อนสนิทของดิฉันโทรมาบอกว่าพ่อของเธอเสียชีวิต ดิฉันจึงรีบไปงานศพทันทีเลยค่ะในเย็นวันนั้น ดิฉันขอเท้าความนิดนึงคือภายในเดือนนี้ดิฉันได้เดินสายไปงานศพประมาณ 5 ที่ ค่ะ ส่วนตัวดิฉันแล้วการไปงานศพถือเป็นเรื่องที่ดิฉันอยากจะเลี่ยงมากค่ะเพราะไม่ทราบว่าคิดไปเองหรือเปล่าคือกลับจากงานศพทีไรก็มีเรื่องให้เดือดร้อนหรือเรื่องแปลก ๆ ทุกทีไปค่ะ เล่าต่อนะคะ พอถึงงานศพแล้วดิฉันก็เข้าไปไหว้ศพโดยทางเจ้าภาพไม่ให้จุดธูปค่ะ ไม่ทราบว่าเพราะอะไร เค้าจุดแต่ธูปจีนแท่งใหญ่ไว้อันเดียวค่ะ บรรยากาศก็เป็นไปอย่างเหงา ๆ เศร้าบอกไม่ถูกจนพระสวดจบ ดิฉันจึงลากลับไปพักผ่อนที่บ้านเพื่อนย่านรัตนาธิเบศน์ พอมาถึงบ้านด้วยความอ่อนเพลียดิฉันรีบอาบน้ำและเข้านอนทันทีค่ะ คือเหนื่อยจนตาลืมไม่ขึ้นเพราะขับรถทั้งวันค่ะ เพื่อนดิฉันก็นอนข้าง ๆ บ้านของเพื่อนดิฉันเป็นทาวน์เฮาส์ 2 ชั้น โดยเรานอนกันข้างล่างค่ะ คืนนั้นเป็นอย่างไรไม่ทราบ นอนไม่หลับกระสับกระส่ายทั้งคืน แต่รับรู้ได้ว่ามีบางสิ่งบางอย่างพยายามสื่อให้เรารู้ว่าเค้ามีตัวตัว คือจิตเราจับสัมผัสได้ว่า ตัวเค้าเป็นเจ้าที่อยู่ ณ ที่นี้ ให้เราบอกเจ้าเพื่อนของเราด้วยว่าตั้งศาลให้เค้าทีแล้วชีวิตจะดีขึ้น สื่อกันได้สักพัก ก็รู้สึกว่ามีอีกตนหนึ่งมายืนอยู่ตรงหน้าเลย กลิ่นธูปแรงมากอันนี้รู้เลยว่าเป็นพ่อของเพื่อนที่เราพื่งไปงานศพมาคงมาส่ง ก็สื่อกลับไปว่าพ่อไม่ต้องเป็นห่วงเราปลอดภัยแล้วบอกด้วยจิตแค่นั้นกลิ่นธูปหายไปเลย กลับมาทางฝั่งเจ้าที่ ท่านเป็นผู้ชาย ตาดุมากจะบอกว่าดิฉันไม่ได้ลืมตา และก็ไม่ได้หลับค่ะ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างอ่านได้จากจิตค่ะ เช้ามาดิฉันเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้เพื่อนฟัง และชี้ตำแหน่งที่เค้าอยู่ให้เพื่อนทราบแต่เพื่อนของดิฉันหาว่าดิฉันไร้สาระ คิดไปเอง ดิฉันก็บอกไปว่าไม่เป็นไรเดี๋ยวก็เชื่อเอง จนผ่านมา เมื่ออาทิตย์ก่อนเพื่อดิฉันคนนี้โทรมาบอกว่าเกิดอุบัติเหตุรถชนกับแท่งปูนค่ะยุบไปครึ่งคัน ซึ่งก่อนหน้านั้นรถคันนี้เคยเกิดการควำมาแล้วพึ่งออกจากอู่มาไม่ถึง 2 อาทิตย์ ก็ต้องเข้าอู่ใหม่ ดิฉันจึงบอกเพื่อนไปว่าเคยบอกแล้วใช่ไหม แต่ไม่เคยเชื่อสักอย่าง แล้วมาเมื่อวานนี้ค่ะ เค้าโทรมาบอกว่าเค้าเชื่อแล้ว ดิฉันถามว่าทำไมอยู่ ๆ ถึงเชื่อขึ้นมา เค้าบอกว่าเจ้าของบ้านที่เค้ามาเช่าบ้านอยู่เค้ามาหา เพื่อนดิฉันจึงสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับบ้านหลังนี้จากเจ้าของบ้านค่ะ เชื่อไหมคะ เจ้าของบ้านบอกตรงกับดิฉันทุกอย่างเลยค่ะ ว่าเจ้าที่ตนนี้เป็นผู้ชาย แลดุร้าย และสถิตย์อยู่บนห้องชั้นบน ด้านในค่ะ เพื่อนดิฉันจึงขอโทษเป็นการใหญ่ และไม่กล้าลบหลู่อีกต่อไปเลยค่ะ

หลอนสุดๆ

หลอนสุดขีด (ข่าวสด)

"เป้" เล่าประสบการณ์ขนหัวลุกจากคอนโดฯ ผีสิง พ่อไม่น่าขายบ้านแล้วมาอยู่คอนโดฯ เลย ผมน่ะเซ็งที่สุด ถ้ายังอยู่ที่บ้านเราอาจจะสุขสงบ ไม่มาเจอผีหลอกวิญญาณหลอนกันขนาดนี้หรอก

ตอนขายบ้านเมื่อปีกลายผมต้องแอบร้องไห้...ลูกผู้ชายอายุสิบสามอย่างผมไม่อยากเสียน้ำตาหรอก แต่มันอดไม่ได้จริงๆ ผิดกับแม่และน้องปุ้ยของผม สองแม่ลูกนั้นร้องไห้ฮือๆ เลยเชียว ทีแรกก็ไม่คิดอะไรมากเพราะเห็นพ้องกันว่าบ้านเราใหญ่เกินไป เนื้อที่ก็กว้างขวางเกินไป... เป็นมรดกตกทอดมาจากคุณตาคุณยายที่ท่านไปสวรรค์แล้วทั้งคู่

บ้านใหญ่นี่เป็นภาระมากครับ พ่อบอกว่าเราไม่ใช่คนร่ำรวย ต้องดูแลรักษาและควรมีสาวใช้สักสามคน ไหนจะต้องตัดหญ้า ดูแลสวน สารพัดละที่จะต้องเสียค่าใช้จ่ายน่ะ

ในที่สุด พ่อก็ตัดสินใจขายบ้านพร้อมที่ดิน ได้เงินหลายสิบล้านเชียวละ แล้วก็ย้ายมาอยู่คอนโดฯ แถวพระรามสาม เป็นห้องชุดขนาดเหมาะเจาะกับครอบครัวเรา มีตั้งสามห้องนอน คือห้องใหญ่ของพ่อกับแม่ ส่วนผมกับน้องปุ้ยได้มีห้องนอนส่วนตัวอยู่กันคนละห้อง

ตอนแรกผมก็ชอบใจแต่คิดถึงบ้านเก่าชะมัด ต้องนอนน้ำตาไหลคนเดียวอยู่นาน พ่อเองยังพูดกับแม่ว่าไม่รู้คิดถูกหรือคิดผิด ผมคิดว่าพ่อไม่ผิดหรอกครับ ดีแล้วละ...ผม ปลอบปุ้ย ว่าเราต้องตัดใจจากอดีตและก้าวไปข้างหน้า! ผมพยายามเข้มแข็งเข้าไว้ จนกระทั่งเกิดเรื่องร้ายในคอนโดฯ ของเรา

เย็นวันหนึ่ง ผมกับปุ้ยกลับจากโรงเรียนแล้วก็ต้องตื่นตกใจที่เห็นรถตำรวจ รถมูลนิธิและรถข่าวเยอะแยะไปหมด ...เอ๊ะ! เกิดอะไรขึ้นนะ?

ผมทราบจากเพื่อนร่วมคอนโดฯ และแม่ของผมว่ามีผู้หญิงผูกคอตาย ที่ร้ายที่สุดจนผมแทบเป็นลมก็คือ...ห้องที่เกิดเหตุนั้นอยู่ชั้นบนตรงกับห้องชุดของเราพอดีเป๊ะ!

เอาละซิ...น้องปุ้ยตัวสั่นเลย บอกว่าปุ้ยนอนคนเดียวไม่ได้แล้วละ ต้องนอนกับพ่อกับแม่! บรื๋อออ.... ปุ้ยยังเป็นแบบนี้ แล้วผมจะอยู่ได้ไงล่ะครับ? ไหนๆ ก็ไหนๆ ผมย้ายหมอนกับผ้าห่มไปนอนในห้องพ่อแม่ด้วย โดยเอาที่นอนปิกนิกมาปูข้างเตียงที่พ่อแม่นอน เจ้าปุ้ยน่ะได้รับสิทธิพิเศษในฐานะเป็นลูกสาวตัวน้อย เลยได้นอนกอดแม่อยู่บนเตียงสบายแฮ

พูดถึงผู้หญิงที่ฆ่าตัวตาย เราก็เคยเห็นหน้าเธอบ่อยๆ แถมเคยยิ้มกับผมด้วย...แม่บอกว่าเธอเป็นสาวสวยที่มีเสี่ยเลี้ยงเป็นเมียน้อย แล้วเสี่ยก็มาซื้อคอนโดฯ ให้อยู่ แต่เกิดน้อยใจอะไรไม่ทราบ เธอด่วนทำลายชีวิตตัวเองอย่างสยดสยอง

วันแรกผมกลัวจนนอนไม่หลับ แม่กับปุ้ยก็เหมือนกัน ผมว่าพ่อก็ด้วยละน่า! คือพ่อเปิดไฟห้องน้ำแล้วแง้มประตูไว้ให้ห้องพอมีแสงสว่าง แต่ผมก็ยังกลัวอยู่ดี และหลับไปเมื่อไหร่ไม่รู้

เฮ้อ...กลัวผีนี่มันทุกข์จริงๆ นะครับ เรากลัวอยู่นานมากๆ ยิ่งได้ข่าวลือว่าผีผู้หญิงคนนี้มาปรากฏตัวให้คนโน้นคนนี้เห็นเราก็ยิ่งผวา แหม! อย่าลืมซิครับ ห้องที่เกิดเหตุน่ะอยู่บนหัวเราพอดี ว่ากันว่าคนที่อยู่ร่วมชั้นกับเธอน่ะ ย้ายไปหลายรายแล้ว คืนหนึ่ง หลังจากเธอตายสยองได้เดือนกว่าๆ เธอก็มาหาเรา!

คืนนั้น ผมหลับหรือยังตื่นอยู่ก็ไม่รู้ มันลอยๆ เหมือนฝัน หนังตาหนักอึ้ง และแขนขาก็ขยับไม่ได้...ผมนอนหงายและรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่บนเพดาน ทันใดนั้น ผมรู้สึกหนาวเข้ากระดูกดำ และสั่นสะท้านเหมือนคนเป็นไข้หนัก...

สิ่งที่เคลื่อนไหวบนเพดานก่อรูปก่อร่างเป็นผู้หญิงผมยาวห้อยกวัดแกว่งไปตามลีลาที่เธอคลาน โดยเอามือและเข่าเกาะเพดานไว้อย่างน่าขนลุกขนพอง ผมกลัวจนหลับตาปี๋ ...แต่ภาพที่เธอกำลังคลานไปมาทั่วเพดานห้องเรายังแจ่มชัดเหมือนจะแกล้งเขย่าขวัญ และแล้ว เสียงพ่อก็โวยวายไม่เป็นภาษาขึ้นมา!

ไฟสว่างพรึ่บ แม่นั่นเองเป็นคนเปิดไฟ ปรากฏว่าพ่อกับผมเห็นสิ่งสยองนั่นเหมือนๆ กัน เรากลัวแทบขาดใจ...ผมยอมรับว่าตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยหวาดกลัวอะไรสุดขีดแบบนี้มาก่อนเลย

อีกไม่กี่วันต่อมา พวกเราชาวคอนโดฯ ก็ทำบุญครั้งใหญ่ อุทิศส่วนกุศลให้เธอ แต่ทุกคนก็ไม่แน่ใจว่าเธอจะไปจากที่นี่หรือยัง เพราะข่าวว่ายังมีคนเห็นเธออยู่ บ่อยบ้าง นานๆ ทีบ้าง

ผมซึมไปเลย คิดถึงบ้านมากที่สุด... นี่ถ้าเรายังอยู่บ้านเราจะไม่มีวันเจอเรื่องสยองแบบนี้แน่ คุณว่าจริงไหมครับ?

ด้วยความปากพร่อย

พี่สาวเป็นคนพบเจอแล้วกลับมาเล่าให้ฟังค่ะเรื่องมีอยู่ว่าพี่สาวไปทานเหล้ากับแฟนเค้า เพื่อนพี่สาว และแฟนเพื่อน ซึ่งสนิทกันค่ะ ร้านเหล้าร้านนี้ดังพอสมควร ถ้าบอกชื่อหลายคนน่าจะรู้จัก ร้านนี้จะอยู่ริมถนนค่ะ



แต่ที่จอดรถจะอยู่ในซอยลึกพอสมควรพอจอดรถเสร็จก็ต้องเดินออกมาที่ร้าน ทางที่เดินออกมาก็จะมีบ้านคน หลังใหญ่ มีฐานะอยู่เรียงรายในซอย แต่ว่าทางที่เดินจะมืดไม่ค่อยสว่างมากนักพี่สาวกับเพื่อนก็เดินคุยกันมาจนใกล้ถึงร้าน



จะมีบ้านหลังหนึ่งมีบริเวณกว้าง แต่เป็นบ้านร้าง แฟนเพื่อนก็เลยพูขึ้นว่า " ดูบ้านหลังนี้ดิ เก่าโทรมเชียว บ้านในซอยนี้มีแต่หลังใหญ่ๆกันทั้งนั้น ถ้ากูเป็นเจ้าของบ้านนะ กูขายให้เจ้าของร้านเหล้าแล้ว จะได้เอาเงินไปซื้อบ้านใหม่



สวยๆดีกว่า เก็บไว้ทำไมวะ เก่าจะตาย "พี่สาวกับเพื่อนก็เออออด้วย พี่สาวก็เสริมว่า ใช่ ถ้าเค้าขายนะ ร้านจะได้เอาไปทำที่จอดรถ ลูกค้าจะได้ไม่ต้องเข้าไปจอดรถไกลเสร็จก็เดินถึงร้าน พอเข้าไปนั่งที่ร้าน (ไปกันทั้งหมด 4คนนะค่ะ )



เด็กที่ร้านก็เดินมา เอาแก้วมาวางไว้ 5 ใบ พี่สาวก็มองแต่ก็ไม่ว่าอะไร ก็เดินไปเข้าห้องน้ำ เสร็จพอสั่งข้าวมาทาน เด็กที่ร้านก็เอาจานมาวาง 5 ใบ พี่สาวก็เลยถามเด็กในร้านว่า "น้องค่ะ พี่มากันแค่ 4 คนนะค่ะ



นองเอาแก้วกับจานมาให้พี่เกินค่ะ" เด็ในร้านก็บอกว่า " อ้าวพี่ ผมเห็นมา 5 นะครับ ก็มีพี่ผู้หญิงผมยาวอีกคนไง เค้าเดินมานั่งพร้อมะเลยตรงนี้นะ" แล้วเค้าก็ชี้ไปที่เก้าอี้ตัวที่ว่างอยู่ พี่สาวกับเพื่อนก็มองหน้ากัน บอกไม่มี พี่มากันแค่ 4 คน



พี่สาวบอกในใจคิดว่าต้องมีไรแน่นอน ไม่งั้นเด็กคงไม่เห็นคนเดินมาด้วยอีกคน พอกินกันจนจะกลับบ้านแล้วเจ้าของร้านก็เดินเข้ามาคุยด้วย ก็ไม่มีใครถามเรื่องบ้านหลังนั้น อยู่ดีๆเจ้าของร้านก็พูดเรื่องบ้านหลังนั้นขึ้นมาว่า



" เนี่ยจริงๆนะผมอยากซื้อบ้านหลังนี้เอามาทำที่จอดรถครับ แต่ว่าเจ้าของบ้านไม่ยอมขาย เพราะว่าลูกสาวแกรักบ้านหลังนี้มาก " แฟนเพื่อนก็เลยถามว่า อ้าวรักมากทำไมถึงไม่อยู่ละครับ ปล่อยบ้านโทรมทำไม



เจ้าของร้านจึงเล่าให้ฟังว่า " ลูกสาวแกตายไปแล้วนะครับ(หนูจำไม่ได้ว่าตายเพราะอะไรนะค่ะ) ลูกแกรักบ้านหลังนี้แกเลยไม่ยอมขาย และแกก็ย้ายไปอยู่ที่อื่นแล้ว ปล่อยบ้านทิ้งไว้แบบนี้ " แฟนเพื่อนเลยถามว่าลูกสาวแกไว้ผมยาวป่าวครับ



เจ้าของร้านหันมามองหน้าแล้วบอกว่าทำไมคุณรู้ละ ลูกสาวแกผมยาว แกเคยเอารูปให้ดู หน้าตาดีด้วยครับ พอเล่าเรื่องนี้จบ เจ้าของร้านก็เดินกลับไปพอตอนเดินผ่านบ้านหลังนี้ ทั้งพี่สาว แฟนพี่สาว เพื่อน และแฟนเพื่อนต่างยกมือไหว้ขอโทษกันใหญ่



กลัวว่าเค้าจะตามกลับมาด้วยเสร็จพอขับรถออกมาก็เลยแวะไปนั่งหมู่บ้านสัมมากรกัน เพราะว่ายังมีเหล้าเหลือในรถ ก็กะจะมานั่งกินกันที่บึงต่อเพื่อนพี่สาวกับแฟนเค้านั่งตรงข้ามพี่สาว ส่วนแฟนพี่สาวนั่งฝั่งเดียวกันค่ะ ก็นั่งคุยกันเรื่องนั้นเรื่องนี้



สักพักพี่สาวก็เห็นเพื่อน หน้าซีด เหมือนตกใจอะไร แล้วก็หันไปถามแฟนว่า เห็นเหมือนฉันมั๊ย แฟนเค้าก็พยักหน้าแล้วบอกว่ากลับกันเถอะพี่สาวก็งง เพราะกินกันไปนิดเดียวเองแต่ก็กลับ ระหว่างนั่งรถกลับมาพี่สาวก็ถามว่ามีไรป่าว ทำไมรีบกลับ



เพื่อนบอกว่าถึงบ้านแล้วค่อยเล่าพอถึงบ้านพี่สาว เพื่อนก็รีบเดินเข้าบ้าน แล้วตรงหิ้งบูชาพระ แล้วบอก ยืมก่อนนะเดี๋ยวเอามาคืน พี่สาวถามว่ามีอะไร เค้าบอกว่าตอนที่นั่งกินเหล้าที่บึงตรงสัมมากระอะ กรูเห็นหน้ามึงตอนที่มึงหัวเราะ ปากมึงกว้างขึ้นเรื่อยๆจนถึงหูเลย



กรูนึกว่ากรูตาฝาด กรูเลยถามแฟนกรูว่าเห็นมั๊ย แฟนกรูก็เห็นเหมือนกรู กรูรับรองว่ากรูไม่เมา ถ้ากรูเมา กรูขับรถตามมึงมาไม่ได้หรอก



พี่สาวก็ตกใจ ก็เลยพากันหลอนหมด เพื่อนกับแฟนเพื่อนก็รีบกลับบ้านโดยยืมพระที่หิ้งพระกลับไปด้วยเรื่องก็มีเท่านี้ค่ะ

เรื่องจริง จากงานศพ!!

ที่จริงดิฉันไม่เคยรังเกียจรังงอนการไปงานศพมาก่อน ตรงกันข้าม กลับถือว่าเป็นงานสำคัญที่จำเป็นยิ่งกว่างานวันเกิดวันเงย หรืองานแต่งงานเสียด้วยซ้ำ เพราะถือว่าเป็นการไปอโหสิกรรมต่อกัน ล่ำลากันตามประสาญาติสนิทมิตรสหายเป็นครั้งสุดท้าย

แต่แล้ว ก็เกิดเหตุการณ์อย่างหนึ่ง...เรียกว่าชวนให้ขนลุกขนพองสุดขีดก็แล้วกันค่ะ ที่ทำให้ดิฉันไม่กล้าย่างกรายเข้าไปในงานศพใดๆ อีกเลย นับเวลาได้ราวสิบปีเศษมาแล้ว

งานศพของเพื่อนรุ่นน้องบริษัท เดียวกัน พ่อแม่จัดพิธีบำเพ็ญกุศลสวดอภิธรรมขึ้นที่วัดหัวลำโพงนี่เอง ถือว่าเป็นวัดกลางใจเมือง ตอนนั้นรถราก็ยังไม่ติดขัดหรอกค่ะ ถ้าเลยชั่วโมงเร่งด่วนไปแล้ว และวัดทั่วๆ ไปก็ไม่รีบร้อนสวดศพกันตั้งแต่หัววันเหมือนอย่างปัจจุบัน

พงษ์เทพ อายุ 35 ปี หน้าตาไม่ขี้ริ้ว มนุษยสัมพันธ์ดีมาก มีอารมณ์ขันและช่างพูด ช่างคุย ทำให้เพื่อนฝูงได้หัวเราะกันเป็นประจำ ใครมีปัญหาชีวิตจนหน้านิ่วคิ้วขมวด พอได้ฟังพงษ์เทพพูดคุยก็หายเครียดได้พะเรอ

ทั้งๆ ที่ไม่มีวี่แววว่าจะเป็นคนที่มีรสนิยมเพศเดียวกัน แต่พงษ์เทพก็ยังไม่มีแฟนซักที ถ้ามีใครถามก็ยิ้มฟันขาว พูดติดปากอยู่สองคำ

"เนื้อคู่ยังไม่เกิด" กับ "พี่ช่วยหาแฟนให้ผมซักคนซีฮะ"

ต่อ มาไม่นาน พวกเราก็ต้องยอมรับว่าเป็นโชคดีทั้งของพงษ์เทพ กับผู้หญิงที่จะมาเป็นคนรัก...เป็นภรรยาในอนาคต เพราะพงษ์เทพเสียชีวิตด้วยรถยนต์เมื่อเพื่อนชวนไปดูที่ดินเพื่อซื้อ-ขายเก็ง กำไรที่ชลบุรี ในยุคฟองสบู่กำลังเฟื่องฟู

ถ้าพงษ์เทพแต่งงานแล้ว คิดว่าเขาคงนอนตายตาไม่หลับแน่เพราะห่วงบุตรภรรยา และฝ่ายหญิงที่อาจจะเพิ่งตั้งครรภ์ ต้องประสบกับความวิปโยคโศกเศร้าปานใด?

แต่เมื่อไม่มีเรื่องเศร้าซ้ำสอง งานศพของพงษ์เทพก็ทำให้เกิดเรื่องสยอง น่าขนหัวลุกโดยไม่มีใครนึกฝัน!

ดิฉัน กับเพื่อนๆ ไปฟังสวดอภิธรรมทุกคืน พ่อแม่ของผู้ตายใจแข็งเหลือเกินทั้งๆ ที่มีลูกชายคนเดียว นั่งพนมมือฟังพระสวดด้วยท่าทางสงบนิ่ง พวกเราเข้าไปยกมือไหว้ก็ฝืนยิ้มรับไหว้ ขอบอกขอบใจที่อุตส่าห์มากันทุกคืน...อรสากับเพ็ญพรถึงกับหันมาซับน้ำตากับ ดิฉัน พึมพำเสียงเครือว่า...ถ้าเป็นเราคงจะขาดใจตายตามลูกไปแล้ว

คืนแรก พี่แหม่ม-หัวหน้าเราที่ออกมาจากบริษัทที่รัชดามางานพร้อมๆ กันก็เจอดีเข้าอย่างจัง

พวก เราจุดธูปไหว้ศพแล้วออกมานั่งที่เต็นท์หน้าศาลา พี่แหม่มนั่งคู่กับพ่อแม่พงษ์เทพ...แต่พอสวดเสร็จจบแรก พี่เขาก็ขอตัวมานั่งสมทบกับพวกเรา มีการเสิร์ฟเกี๊ยวน้ำถ้วยเล็กๆ ดิฉันกับเพื่อนๆ กำลังถือถ้วยตักเกี๊ยวใส่ปาก ส่วนพี่แหม่มขอแต่น้ำเย็น...เอียงหน้าเข้ามาบอกว่า

"นั่งในศาลาไม่ไหว...พงษ์เทพในรูปยิ้มให้พี่ตั้งหลายครั้ง!"

ดิฉัน หวิดสำลัก เพ็ญพรกับอรสาร้องวี้ดว้ายเบาๆ แถมปล่อยถ้วยปล่อยช้อนร่วงลงพื้นซีเมนต์เพล้งๆ จนคนอื่นๆ หันมามอง...ต่างคนต่างเหลียวซ้ายแลขวาเลิ่กลั่ก บรรยากาศแสนจะเยือกเย็นชวนให้วังเวงใจอย่างบอกไม่ถูก

คืนต่อมามีคุณ ป้าหกสิบเศษ รูปร่างอวบอ้วน ผิวขาว แต่งตัวเนี้ยบ เครื่องประดับวูบวาบ มาดคุณหญิงของแท้...มีลูกๆ หลานๆ คอยตามประคับประคอง พ่อแม่พงษ์เทพออกมายกมือไหว้นอบน้อม...เชื้อเชิญให้เข้าไปไหว้พระ แต่คุณป้าชะงักเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้

"ลูกชายเมื่อตะกี้หายไปไหนแล้วล่ะ?"

พ่อ แม่พงษ์เทพมองหน้ากัน ก่อนจะเรียนคุณป้าว่ามีลูกชายคนเดียว แต่ท่านยืนยันว่าพอลงจากรถมาถึงหน้าศาลาก็มีหนุ่มหน้าตาดีออกไปยกมือไหว้ ต้อนรับ

"พี่ไม่ได้ตาฝาดนะ...หน้าตาเหมือนพ่อพงษ์เทพเป็นพิมพ์เดียวกัน หรือว่า..."

เสียง คุณป้าขาดหายไปเหมือนเพิ่งจะนึกอะไรขึ้นมาได้ ที่ว่าจะเข้าไปไหว้พระเป็นอันว่าล้มเลิก แต่นั่งแปะลงที่เก้าอี้ในเต็นท์ หน้าตาขาวซีด ลูกๆ หลานๆ รีบคว้ายาหอมยาดมมาให้จ้าละหวั่น...ท่านจะเป็นลมน่ะซีคะ!

คืนสุดท้าย คุณลุงคนหนึ่งลุกจากศาลาเมื่อพระสวดจบที่สอง ใครถามว่าจะไปห้องน้ำใช่ไหม? แต่คุณลุงบอกว่าจะกลับบ้าน ไม่รอให้พระสวดจบแล้ว สาเหตุเพราะพงษ์เทพในรูปถ่ายหน้าโลงน้ำตาไหลพรากจนท่านทนดูไม่ไหว

ไม่ เชื่อก็ต้องเชื่อค่ะ...ตอนที่เราออกจากงานศพมาขึ้นรถไล่ๆ กับแขกคนอื่นๆ ดิฉันกำลังสตาร์ตเครื่อง เพ็ญพรกับอรสาที่มาเบียดกันอยู่ข้างหน้าพูดเสียงสั่นเครือเหมือนจะร้องไห้ ว่า...พี่ดาคะ พงษ์เทพมาส่งเราค่ะ...

ดิฉันหันขวับ...แม้แต่ว่าเป็นภาพเลือนๆ ก่อนจะจางหายไป แต่ก็ยังจำได้ว่านั่นคือพงษ์เทพแน่นอน...แล้วใครจะกล้าไปงานศพอีกล่ะคะ? โธ่...